
10ธุรกิจเด่นปีกระต่ายเอสเอ็มอีแม้จะเหนื่อย...แต่ก็ยังโตได้
ภายหลังสถานการณ์ความวุ่นวายทางการเมืองสงบลง เศรษฐกิจไทยก็เริ่มฟื้นตัวขึ้นอย่างชัดเจน และรวดเร็ว โดยหลายฝ่ายเห็นตรงกันว่า เศรษฐกิจไทยในปีนี้น่าจะเติบโตได้ไม่ต่ำกว่า 7-8% และแม้ว่าเศรษฐกิจในปีหน้าจะชะลอตัวลง แต่ก็ยังมีหลายธุรกิจที่น่าจะมีการเติบโตและเป็น "
โดยศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย รายงานว่า ปี 2553 ที่ผ่านมา ธุรกิจที่มีความโดดเด่นจะเป็นธุรกิจที่มีการทำการค้ากับต่างประเทศ เพราะการส่งออกมีแนวโน้มการขยายตัวค่อนข้างสูง โดยเฉพาะอุตสาหกรรมด้านอิเล็กทรอนิกส์ ยางพาราและผลิตภัณฑ์ยาง รวมทั้งชิ้นส่วนและส่วนประกอบต่างๆ ซึ่งธุรกิจที่มีความโดดเด่น ได้แก่ ยานยนต์ อุปกรณ์ขนส่ง ธุรกิจการแพทย์ อสังหาริมทรัพย์และก่อสร้าง ประกันภัยและประกันชีวิต และปิโตรเคมีและเคมีภัณฑ์
ขณะที่ปี 2554 ทางศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจฯ ประเมินอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจของไทยน่าจะอยู่ที่ 4-5% ซึ่งเป็นผลมาจากการขยายตัวของการบริโภค 4.2% การลงทุนขยายตัว 8.5% จำนวนนักท่องเที่ยวเพิ่มขึ้นเป็นประมาณ 15.8 ล้านคน และการส่งออกคาดว่าจะขยายตัว 10.5% โดยการส่งออกในปีหน้าจะชะลอตัวลง ส่วนธุรกิจในประเทศจะประสบปัญหาต้นทุนแพงขึ้น ทั้งจากราคาน้ำมันที่ทรงตัวสูง อัตราดอกเบี้ยขาขึ้น และการจ้างงานที่ปรับตัวสูงขึ้น
อย่างไรก็ตาม จากการสำรวจพบ 10 อันดับธุรกิจเด่นในปีหน้า ธุรกิจเด่นอันดับ 1 ได้แก่ ธุรกิจบริการทางการแพทย์ และยา โดยในปี 2554 คาดว่าจำนวนผู้ป่วยจะมีมากขึ้นจากการเปลี่ยนแปลงของธรรมชาติ และการเพิ่มขึ้นของโรคใหม่ ทำให้ยากต่อการรักษา และมีความรวดเร็วในการแพร่กระจาย แต่หากพิจารณาในส่วนของยารักษาโรค พบว่า การนำเข้าและการส่งออกยังคงมีระดับสูง และในปีหน้า สถานที่หรือธุรกิจที่ส่งเสริมสุขอนามัย จะมีความคึกคักมากขึ้น จากความกังวลและห่วงใยเรื่องสุขภาพของคนในปัจจุบัน
อันดับ 2 สถานบริการและจำหน่ายแก๊สแอลพีจีและเอ็นจีวี โดยได้รับปัจจัยบวกจากแนวโน้มของการใช้แก๊สแอลพีจีและเอ็นจีวี ที่ยังคงมีอยู่สูง เนื่องจากราคาน้ำมันในปีหน้ายังคงทรงตัวอยู่ในระดับสูง และแม้ว่ารัฐบาลอาจจะมีการปรับขึ้นราคาแก๊ส แต่ก็ยังมีปริมาณการใช้ที่สูงอยู่
อันดับ 3 สถาบันการเงิน ซึ่งประกอบด้วยธนาคารพาณิชย์ บริษัทประกันภัยและประกันชีวิต โดยสถานการณ์ของสถาบันการเงินในปีหน้าเริ่มปรับทิศทางที่ดีขึ้น เห็นได้จากการปล่อยสินเชื่อของธนาคารพาณิชย์ และผลประกอบการที่เริ่มมีทิศทางที่ดีขึ้นอย่างต่อเนื่อง ส่วนบริษัทประกันภัยและประกันชีวิตนั้น ปีหน้าคาดว่าจะมีผลิตภัณฑ์ใหม่ที่ออกมาเพื่อกระตุ้นยอดขาย โดยเป็นการเติบโตจากภาวะเศรษฐกิจที่ดีขึ้น ความเชื่อมั่นของนักลงทุนที่จะเริ่มทำการลงทุนในปีนี้
อันดับ 4 ได้แก่ ธุรกิจกระดาษและสิ่งพิมพ์ คาดว่าในปีหน้า การใช้กระดาษและสิ่งพิมพ์ยังคงมีสูงต่อเนื่อง ทั้งในประเทศและต่างประเทศ เนื่องจากเทคโนโลยีที่คาดว่าจะใช้แทนกระดาษยังคงมีไม่สูงมากนัก นอกจากนี้พฤติกรรมของคนที่นิยมการใช้กระดาษในการสื่อสารยังคงมีอยู่จำนวนมาก นอกจากนี้ การโฆษณาประชาสัมพันธ์ รวมทั้งการพิมพ์เอกสารเผยแพร่ต่างๆ ที่ยังคงมีแนวโน้มปรับตัวสูงขึ้น
อันดับ 5 ธุรกิจเคมีภัณฑ์ มีแนวโน้มขยายตัวดีขึ้นตามความต้องการของอุตสาหกรรมต่อเนื่อง รวมทั้งค่าเงินบาทแข็งค่าขึ้น ส่งผลให้สามารถเข้าเคมีภัณฑ์ได้ในราคาที่ลดลง อันดับ 6 ธุรกิจอาหารและเครื่องดื่ม ในปีหน้าคาดว่าอุตสาหกรรมดังกล่าวจะขยายตัวจากปีนี้ประมาณ 1% อันดับ 7 ได้แก่ธุรกิจพลังงานทดแทน โดยปริมาณความต้องการใช้เอทานอล เป็นส่วนผสมกับน้ำมันเบนซินเพื่อผลิตเป็นแก๊สโซฮอล์ ในปี 2554 คาดว่าจะยังคงมีแนวโน้มเติบโตตามปัจจัยจากราคาน้ำมันตลาดโลก ประกอบกับภาครัฐและเอกชน ส่งเสริมและสนับสนุนให้มีการใช้พลังงานทดแทนอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้ความต้องการใช้พลังงานทดแทนที่มีราคาถูกกว่าน้ำมันเป็นที่ต้องการเพิ่มขึ้น
นอกจากนี้ อันดับ 8 มี 2 ธุรกิจ ประกอบด้วย ธุรกิจยานยนต์ และการศึกษา สำหรับธุรกิจยานยนต์ในปี 2554 คาดว่าแนวโน้มขยายตัว จากการที่เศรษฐกิจของหลายประเทศเริ่มฟื้นตัว นอกจากนี้ตลาดในประเทศอาจจะมีการแนะนำหรือผลิตรถยนต์และจักรยานยนต์รุ่นใหม่ออกสู่ตลาดมากขึ้น ส่วนการส่งออกคาดว่าจะสามารถส่งออกไปยังตลาดหลักได้อย่างต่อเนื่อง ส่วนธุรกิจการศึกษา ประกอบด้วยสถาบันการศึกษาต่างๆ รวมทั้งสถาบันกวดวิชา สถาบันสอนภาษา ซึ่งจะยังคงมีอัตราการขยายตัวอย่างต่อเนื่องจากความต้องการและการแข่งขันที่สูงขึ้น
สำหรับอันดับ 9 ได้แก่ ธุรกิจยางพาราและผลิตภัณฑ์ยาง ยังคงมีแนวโน้มขยายตัวต่อเนื่อง โดยเฉพาะการส่งออกไปยังประเทศจีน ที่ยังคงมีความต้องการยางพาราอย่างมาก ส่วนทางด้านผลิตภัณฑ์ยางยังคงมีการขยายตัวได้ตามอุตสาหกรรมต่อเนื่องที่ขยายตัว
และอันดับ 10 ประกอบด้วย 2 ธุรกิจที่ติดโผในครั้งนี้ด้วย ได้แก่ ธุรกิจการเกษตร และร้านทอง โดยธุรกิจการเกษตรมีแนวโน้มขยายตัวตามระดับราคาสินค้าเกษตรที่สูงขึ้นและมีอัตราการขยายตัว โดยธุรกิจการเกษตร ปุ๋ย และเมล็ดพันธุ์ในปีหน้าจะยังคงขยายตัว ขณะที่ร้านทองซึ่งมีทิศทางของราคาปรับตัวสูงขึ้น แต่อาจจะมีความผันผวนเล็กน้อยในช่วงสั้นๆ อย่างไรก็ตามเชื่อว่าร้านทอง โดยเฉพาะทองแท่งมีทิศทางและมีแนวโน้มของราคาที่สูงขึ้น
นอกจากนี้ 10 อันดับดาวรุ่งสำหรับปีหน้า ศูนย์พยากรณ์ฯ ระบุว่า ได้แก่ สิ่งทอ สถานบันเทิงขนาดเล็ก เครื่องหนัง อาคารสำนักงาน บ้าน โรงงานทอผ้า เฟอร์นิเจอร์ อุตสาหกรรมฟอกย้อม คอนโดมิเนียมที่ไม่ได้อยู่ตามแนวรถไฟฟ้าใต้ดิน ของเล่นเด็ก ร้านค้าโชห่วย และรับเหมาก่อสร้างขนาดเล็ก
เอสเอ็มอียังเติบโตต่อไปได้
ด้านวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (เอสเอ็มอี) มีหลากหลายธุรกิจเช่นกันที่น่าจะเติบโตต่อได้ในปีหน้า โดย ปกรณ์ พรรธนะแพทย์ รองกรรมการผู้จัดการธนาคารกสิกรไทย กล่าวว่า แม้ในปีหน้าธุรกิจเอสเอ็มอีจะต้องเจอกับปัจจัยเสี่ยงทั้งเรื่องอัตราดอกเบี้ยที่มีแนวโน้มสูงขึ้นส่งผลให้ต้นทุนสูงขึ้น และอัตราแลกเปลี่ยน แต่เชื่อว่าเอสเอ็มอีจะยังเติบโตได้ โดยได้รับแรงผลักดันมาจากการลงทุนภาครัฐและเอกชน และการปรับตัว ขยายตลาดใหม่ๆ ไปสู่ตลาดอาเซียน ซึ่งมีการเติบโตมากขึ้น
โดยคาดว่าค่าเงินบาทในปีหน้าจะแข็งค่าเฉลี่ยอยู่ที่ 28.5 บาทต่อดอลลาร์ เพราะยังมีปัจจัยเรื่องความต่างของอัตราดอกเบี้ย ส่งผลให้เงินยังคงไหลเข้ามาอย่างต่อเนื่อง และเศรษฐกิจในต่างประเทศยังมีความเสี่ยงเรื่องการฟื้นตัว อย่างเช่น ปัญหาหนี้สาธารณะของบางประเทศในยุโรป ขณะที่ประเทศในเอเชียมีการเติบโตที่ดี ทำให้มีเงินไหลเข้ามาต่อเนื่อง ซึ่งการที่เงินบาทแข็งค่า เอสเอ็มอีที่ได้รับผลกระทบจะเป็นกลุ่มส่งออก แต่ก็ยังมีหลายประเภท โดยธุรกิจส่งออกที่ใช้วัตถุดิบในประเทศจะได้รับผลกระทบมากกว่าเอสเอ็มอีส่งออกที่นำเข้าวัตถุดิบ
"เอสเอ็มอีที่ได้รับผลกระทบจากเงินบาทแข็งค่าก็ไม่ใช่ว่าจะได้รับผลกระทบทั้งหมด เพราะที่ผ่านมาก็มีการปรับตัวกันไปบ้างแล้ว เช่น ธุรกิจโรงแรมรับเป็นเงินบาท และบางธุรกิจก็หันไปมุ่งเจาะตลาดอาเซียนมากขึ้น ซึ่งตลาดอาเซียนมีการเติบโตที่สูงมาก นอกจากนี้ เงินบาทแข็งยังมีข้อดีที่ธุรกิจสามารถนำเข้าเครื่องจักรได้ในราคาถูก ซึ่งถือเป็นข้อได้เปรียบ" ปกรณ์กล่าว
ปกรณ์กล่าวต่อว่า อย่างไรก็ตาม มองว่าธุรกิจเอสเอ็มอีในปีหน้าที่จะยังเติบโตได้ดีคือ กลุ่มค้าวัสดุก่อสร้าง รับเหมาก่อสร้าง ธุรกิจการเกษตรและเกษตรแปรรูป ชิ้นส่วนยานยนต์ อุปโภคบริโภค และธุรกิจท่องเที่ยวและโรงแรม ซึ่งฟื้นตัวขึ้นอย่างรวดเร็วหลังเหตุความไม่สงบทางการเมือง ทำให้อุตสาหกรรมฟื้นตัวกลับขึ้นมาภายในระยะเวลา 3 เดือน และคาดว่าปีหน้านักท่องเที่ยวจะเพิ่มขึ้นอีก 5% จากปีนี้เป็น 16.5 ล้านคน
ส่วนเรื่องการปรับขึ้นค่าแรงขั้นต่ำ เอสเอ็มอีที่ใช้แรงงานจำนวนมากน่าจะได้รับผลกระทบ แต่ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นทุกอย่างต้องมีการปรับตัวอยู่เสมอ ซึ่งธนาคารมักจะแนะนำเสมอในเรื่องการหาตลาดใหม่ๆ การพัฒนานวัตกรรมในด้านสินค้าและบริการ ตลอดจนการบริหารจัดการด้านต้นทุน



