ข่าว

อาจารย์ประทุมพร วัชรเสถียรกับแพร่งภูธร

อาจารย์ประทุมพร วัชรเสถียรกับแพร่งภูธร

27 ธ.ค. 2553

“... เมื่อราวครึ่งศตวรรษมาแล้ว จำได้ว่า วันหนึ่งได้ไปนั่งรอผู้ใหญ่ทำธุระอยู่ที่สถานที่แห่งหนึ่ง ไม่ทราบชื่อของสถานที่นั้น และจำไม่ได้ว่าไปอย่างไรมาอย่างไร จำได้แต่เพียงภาพรางๆ ของสถานที่กว้างขวางแห่งหนึ่งมีต้นไม้ร่มรื่น มีอาคารเรียงต่อเนื่องกันเป็นแนวตรง

ส่วนข้างบนเป็นหน้าต่างอยู่ใต้กันสาดติดไม้ฉลุโดยรอบอย่างสวยงาม ขณะที่อยู่ในสถานที่แห่งนั้นและมองเห็นภาพอาคารสีเนื้อจางๆ อยู่เบื้องหน้า ในใจมีความรู้สึกเย็นฉ่ำชุมชื่นอย่างไรบรรยายไม่ถูก คล้ายๆ กับมีความรู้สึกว่าสถานที่นั้นยินดีต้อนรับและมีความเป็นมิตรต่อคนแปลกหน้าอย่างยิ่ง

 แล้วเวลาก็ผ่านไปหลายทศวรรษโดยที่มิได้กลับไปยังสถานที่แห่งนั้นอีกเลย นึกถึงภาพและบรรยากาศในวันนั้นคราวใด ก็ไม่ทราบว่าสถานที่นั้นคืออะไร อยู่ที่ไหน จะให้สอบถามใครก็สูญหายตายจากไปเสียแล้ว อยู่มาวันหนึ่ง เมื่อเช้าตรู่ของวันขึ้นปีใหม่ พ.ศ.2545 ขณะที่ตั้งใจจะเดินชมกรุงเทพฯ คนเดียว ในวันที่การจราจรโล่งว่าง ก็ได้เดินไปปะทะกับสถานที่นั้นโดยไม่รู้ตัว คราวนี้อาคารที่เคยจำคลับคล้ายคลับคลาได้ว่าเป็นอาคารสีเนื้อสลับสีไม้ธรรมชาติได้กลายเป็นสีเหลืองไข่ไก่และเขียวอ่อนเขียวแก่ผสมผสานกันเสียแล้ว แต่บรรยากาศเก่าๆ ยังคงอยู่อย่างเดิม คือร่มรื่น ชื่นฉ่ำ และเป็นมิตร วันนั้นเพิ่งบรรลุถึงสัจจะว่า สถานที่แห่งนั้นคือ 'แพร่งภูธร' นั่นเอง หลังจากนั้นไม่กี่วัน โครงเรื่องและตัวละครเรื่อง 'อยู่เย็น...เป็นสุข' ก็วิ่งแข่งกันมายืนอออยู่ตรงหน้าขอให้เขียนถึง นี่คือที่มาของนวนิยายเรื่องนี้ ซึ่งเกิดขึ้นและดำเนินไประหว่างที่ผู้เขียนกำลังมีความสนใจและตั้งใจที่จะมีส่วนแม้แต่เพียงน้อยนิด ที่อยากจะสื่อสารให้ชาวกรุงเทพฯ (รวมทั้งชาวไทยทั้งประเทศ) ไม่ว่าจะอาศัยอยู่ ณ แห่งหนตำบลใด ให้ได้มาทำความรู้จักกับประวัติศาสตร์ท้องถิ่นของชุมชนของตน ให้ได้รู้จักชาวถิ่นในอดีตและปัจจุบัน และได้ช่วยกันอนุรักษ์สถานที่และสิ่งแวดล้อมในบริเวณนั้น หากผู้อยู่อาศัยในชุมชนทุกแห่งในกรุงเทพฯ รู้จักดูแลรักษาชุมชนของตนเองเช่นนี้แล้ว กรุงเทพฯ ก็จะสวยงามยั่งยืนตลอดไป โดยไม่ต้องออกแรงมากมายเลยและหากว่าทางการบ้านเมืองต้องการให้ความช่วยเหลือในการอนุรักษ์แก่ชุมชนต่างๆ เหล่านี้ ก็ขอให้เน้นย้ำการอนุรักษ์ที่รักษาสภาพเดิม มิใช่อาศัยเพียงแค่สถานที่เดิม แต่เปลี่ยนแปลงสิ่งก่อสร้างและประโยชน์ใช้สอยเสียใหม่ ซึ่งหากเป็นเช่นนั้นแล้ว วันหนึ่งกรุงเทพ ฯจะกลายเป็นมหานครที่ปราศจากรากอย่างน่าเสียดายประวัติและความเป็นมาอันยาวนาน และจะตัดตอนความต่อเนื่องของชาวกรุงเทพฯ รุ่นเก่ารุ่นใหม่ออกจากกันอย่างแลไม่เห็นหน้าหลังของกันและกันเลย...” คำนำจากหนังสือ 'อยู่เย็น...เป็นสุข' โดย ดวงใจ (ประทุมพร วัชรเสถียร)

 “...มีโอกาสพบแพร่งภูธรเข้าโดยบังเอิญเมื่อเกือบ 60 ปีที่แล้ว ตอนนั้นมีอายุราว 5 ขวบ ติดตามผู้ใหญ่ไปธุระเรื่องชุบเงินชุบทองแถวนั้น จำได้แบบติดหูติดตาว่าเหมือนได้พลัดหลุดเข้าไปในชุมชนที่ไม่เคยรู้จักมาก่อนในชีวิต...แพร่งภูธรเป็นชุมชนซึ่งอยู่ในเนื้อที่ไม่กว้างขวางนัก อาณาบริเวณเป็นรูปสี่เหลี่ยมห้อมล้อมด้วยอาคารแถวสองชั้นเรียงกันเป็นพืด กลางบริเวณเป็นโรงทึมสำหรับขายอาหาร ทั้งอาคารแถวและโรงทึมนั้นเก่าโทรม ผนังอิฐภายนอกฉาบปูนมีรอยกระดำกระด่างด้วยคราบไคลและกาลเวลา บานหน้าต่างกับประตูไม้เป็นสีเนื้อไม้เหมือนไม่เคยพบสีมาก่อนหรือสีเก่ากะเทาะไปแล้วก็สุดจะเดา ประตูไม้ที่ว่านั้นเป็นบานเฟี้ยมพับได้ ซึ่งเป็นแบบไม่คุ้นตามาก่อนเพราะยังเด็กเกินไป ประสบการณ์ก็น้อยและแคบตามวัย แต่ก็น้อยและแคบเกินไปที่จะรู้สึกลึกๆ ว่า สถานที่แห่งนี้ “ไม่ธรรมดา”...และประสบการณ์ในวันนั้นก็เลือนหายไป...หายเงียบไปเป็นเวลานานเกือบ 6 ทศวรรษ อยู่มาวันหนึ่งมีโอกาสเดินชมกรุงเทพฯ ย่านเก่า มา “ปะ” สถานที่ซึ่งมองผ่านแวบเดียวก็รู้ว่าเคยมาที่นี่แล้วครั้งหนึ่งในชีวิต...เป็นไปได้อย่างไร เกือบ 60 ปี ได้มาที่สถานที่แห่งนี้เพียงครั้งเดียว แต่ก็ยังมีเสี้ยวสมองส่วนหนึ่งที่ซับภาพและความรู้สึกเดิมเก็บไว้อย่างไม่ลืมเลือน แม้ภาพที่เห็นครั้งแรกกับครั้งหลังจะต่างกันราวฟ้ากับดิน...จากวันนั้นมีเสียงเรียกร้องให้กลับไปเยือแพร่งภูธรซ้ำแล้วซ้ำเล่า ได้นั่งคุยกับพี่ๆ น้องๆ ป้าๆ ลุงๆ ชาวแพร่งหลายคน ได้ถือสิทธิเข้าไปขอชมภายในตัวอาคารซึ่งส่วนใหญ่เป็นครอบครัวเก่าแก่ที่อยู่กันอย่างมีความสุข มีส่วนน้อยที่เช่าอาคารจากกรมทรัพย์สินฯ ไว้ เผื่อแวะมาพักผ่อนชั่วคราว เนื่องจากสะดวกและด้วยความรักและหวงแหนถิ่นโบราณที่ต้องการให้มีการอนุรักษ์รูปแบบเดิมไว้ตลอดไป เช่นคุณประภัสสร เสวิกุล นักเขียนมือรางวัลเป็นต้น...”

จากหนังสือ “ฉันรักกรุงเทพ”โดย “ประทุมพร” (ประทุมพร วัชรเสถียร)

 “ที่ตั้งของแกลเลอรี่พีเพิล สเปซในปัจจุบัน แท้จริงแล้วคือบ้านของคุณประภัสสร และคุณชุติมา เสวิกุล ด้วยความอนุเคราะห์จากทั้งสอง ทำให้อาคารโบราณย่านแพร่งภูธรกลายเป็นพื้นที่เล็กๆ สำหรับแสดงภาพและจัดกิจกรรมต่อเนื่องมาหลายปี..

 แพร่งภูธรได้กลายเป็นแรงบันดาลใจในการแต่งนวนิยายเรื่อง 'อยู่เย็น...เป็นสุข' โดยอาคารที่ PS ตั้งอยู่นั้นเป็นหนึ่งในอาคารที่อาจารย์มีโอกาสได้เดินสำรวจอย่างทะลุปรุโปร่ง อาจารย์ประทุมพรมาเยี่ยมเยียน PS สองครั้ง ครั้งแรกในกิจกรรมของชมรมหรี่เสียงกรุงเทพฯ และครั้งที่สอง ในงานเปิดนิทรรศการ "ชีวิตงามที่สามแพร่ง" ...”จาก “In Memory…อาจารย์ประทุมพร วัชรเสถียร” เว็บไซต์ของ People Space

 ครับ ผมเชื่อว่าลูกศิษย์ในคณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย นักอ่าน และชาวแพร่งภูธร คงจะไม่มีวันลืม รศ.ประทุมพร วัชรเสถียร “ประทุมพร” และ “ดวงใจ” อย่างแน่นอน