
ชาวบ้านกับความเป็นธรรม
ถ้าจะเขียนเรื่องนี้คงมีข้อมูลเขียนกันตลอดปีด้วยเหตุที่รู้กันอยู่ว่าสังคมไทยมีปัญหาเรื่องความเป็นธรรม ไม่ว่าเรื่องสองมาตรฐานที่หยิบยกกันขึ้นมาเพื่อตั้งประเด็นทางการเมือง หรือนิยามความหมายของความยุติธรรมที่อิงกับตัวบทกฎหมายและกระบวนการทางศาลที่เรียกกันติดป
สิ่งเหล่านี้เกิดขึ้นกับชาวบ้านทุกเมื่อเชื่อวันจนกลายเป็นวาระทางสังคมที่ต้องเก็บมาคิดป้องกันและแก้ไขกัน วิถียุติธรรมเห็นว่าแนวทางการป้องกันไม่ให้ชาวบ้านต้องตกเป็นเหยื่อของความไม่เป็นธรรมในสังคมน่าจะเป็นแนวทางที่เหมาะสมมากกว่าการที่จะต้องทุ่มเทเพื่อแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นแล้ว
เรื่องนี้ชาวบ้านต้องเป็นศูนย์กลางของการป้องกันปัญหาซึ่งน่าจะหมายความว่าการจะวางแผนหรือวางแนวทางเพื่อให้ชาวบ้านได้รับความเป็นธรรมควรรับฟังปัญหาจากชาวบ้านให้มาก แต่ฟังแล้วไม่ใช่ฟังเฉยๆ จะต้องทำการวิเคราะห์แยกแยะปัญหาที่เกิดขึ้นกับชาวบ้าน จากนั้นทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องจะต้องเข้าไปให้ถึงชาวบ้านและปัญหาไม่ใช่รอให้ชาวบ้านต้องออกมาร้องเรียนหรือประท้วงปิดถนนเพื่อให้แต่ละฝ่ายหันมาให้ความสนใจแบบที่ผ่านมา
การเข้าไปให้ถึงชาวบ้านและปัญหานั้นเป็นเรื่องยากสำหรับเจ้าหน้าที่ของรัฐซึ่งมักจะไม่คุ้นเคยกับวิธีการต่างๆ เพราะโดยส่วนใหญ่แล้วการทำงานจะต้องเป็นกระบวนการทางเอกสารและมีการรายงานเป็นลำดับชั้น การวิเคราะห์ปัญหาของชาวบ้านซึ่งจะต้องมีข้อมูลเชิงลึกและรอบด้านจึงไม่สามารถทำได้ด้วยความรวดเร็ว
เมื่อการทำงานเชิงรุกเพื่อป้องกันปัญหาความไม่เป็นธรรมมีอุปสรรค ผลลัพธ์ที่ตามมาก็คือทำได้ดีที่สุดเพื่อการแก้ที่ปลายเหตุเท่านั้น แต่การผ่าทางตันเพื่อจัดการกับปัญหาความไม่เป็นธรรมยังทำได้โดยการเปลี่ยนวิธีคิดและวิธีมองปัญหาของเจ้าหน้าที่ไม่ว่าจะตำแหน่งไหนก็ตาม รวมทั้งการเปลี่ยนวิธีการแก้ไขปัญหาของชาวบ้านด้วยเช่นกัน แบบที่เรียกว่าพบกันครึ่งทาง
การพบกันครึ่งทางที่ว่านี้ไม่ใช่ประนีประนอมยอมๆ กันไปเรื่องจะได้จบ แต่เป็นการทำงานร่วมกันตั้งแต่ต้นและลึกลงไปในระดับชุมชนคือไม่ว่าจะเป็นตำรวจ อัยการ ผู้พิพากษา ข้าราชการฝ่ายปกครองหรือฝ่ายอื่นก็ตาม ทั้งหมดที่ว่านี้ถือว่าเป็นสมาชิกของชุมชนทั้งสิ้น และการทำงานร่วมกันในที่นี้เป็นไปได้ทั้งที่เป็นธรรมชาติทั่วไปของคนในชุมชนเดียวกันที่จะคบหาทำกิจกรรมร่วมกันโดยมีใครก็ได้เป็นเจ้าภาพ หรือเป็นกิจกรรมแบบเป็นทางการตามอำนาจหน้าที่ของแต่ละฝ่าย ซึ่งเรื่องนี้ก็ต้องมีเจ้าภาพจัดการด้วยเช่นกัน
การคบหาทำกิจกรรมร่วมกันในชุมชนแบบวิถีชีวิตทั่วไปของสังคมไทย ผมเห็นว่าเป็นวัฒนธรรมที่ดีของเราอยู่แล้ว ทำให้เกิดการเรียนรู้ซึ่งกันและกันอย่างไม่เป็นทางการ มีการแบ่งปันประสบการณ์และความเชี่ยวชาญที่แต่ละคนมีอยู่แล้วในลักษณะแนวระนาบเดียวกันโดยไม่ต้องมีอำนาจหน้าที่มาเกี่ยวข้อง น่าจะต้องส่งผลเป็นการป้องกันการตกเป็นเหยื่อของความไม่เป็นธรรมได้แบบไทยๆ และเหมาะสมกับวัฒนธรรมประเพณีหรืออัธยาศัยของชาวบ้านได้ดีกว่าการเกณฑ์ชาวบ้านมาอบรม การให้ความช่วยเหลือหรือให้การสนับสนุนต่างๆ ก็สามารถทำได้ในรูปแบบที่สนองความต้องการของชาวบ้านได้อย่างเป็นธรรมชาติ
ความเป็นธรรมอยู่กับชาวบ้านเป็นวิถีชีวิตของเขาอยู่แล้ว มองให้ออกทำให้เป็นก็เท่านั้นเอง



