
อภิสิทธิ์ชี้ขรก.ตั้งสหภาพได้ตามสิทธิรธน.
"นายกฯ"ชี้ขรก.ตั้งสหภาพได้ตามสิทธิรธน . เตรียมวางกฎเหล็กตั้งกก.คนนอกสรรหาปลัด จำกัดดุลพินิจเจ้ากระทรวงฯ เลือกเด็กตัวเอง
(26ธ.ค.) เมื่อเวลา 10.15 น . ที่อาคารรัฐสภา นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี กล่าวถึงกรณีที่จะมีการตั้งสหภาพข้าราชการ ซึ่งมีข้าราชการบางส่วนทั้งเห็นด้วยและไม่เห็นด้วย ว่า สิทธิตามรัฐธรรมนูญปรากฏว่าข้าราชการ มีสิทธิเช่นเดียวกับประชาชนที่มีสิทธิรวมตัวกันเป็นสหภาพ สิ่งที่เราต้องทำคือ ช่วยวางหลักเกณฑ์ในการรวมตัวว่าควรเป็นอย่างไร ไม่เช่นนั้นแล้วจะเกิดความวุ่นวายขึ้นได้ หลักที่สำนักงานข้าราชการพลเรือน (กพ . )วาง คือจะให้มีสหภาพของข้าราชการได้ใน 4 ลักษณะ โดยลักษณะแรกคือสหภาพใหญ่ของข้าราชการพลเรือนทั้งหมด ส่วนที่สอง สหภาพระดับกระทรวง และสาม สหภาพระดับกรม และสี่ สหภาพระดับจังหวัด ฉะนั้น ตรงนี้เป็นเพียงการวางกติกาในการรวมกลุ่มเท่านั้น แต่สิทธิในการรวมกลุ่ม ถือเป็นสิทธิตามรัฐธรรมนูญอยู่แล้ว และเวลานี้ในส่วนของข้าราชการก็มีการเคลื่อนไหวไปจดทะเบียนอะไรต่างๆ กันแล้ว
ผู้สื่อข่าวถามว่า ที่ผ่านมาฝ่ายการเมือง อาจไม่ชอบความเข้มแข็งของข้าราชการ หากมีมากเกินไป อาจเป็นอุปสรรคกับฝ่ายการเมือง และทำให้เกิดปัญหาช่วงรอยต่อ ถ้ามีการเปลี่ยนแปลงทางอำนาจ นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า ไม่สิทธิ เป็นสิทธิที่รัฐธรรมนูญรองรับอยู่แล้ว อาจต้องใช้เวลาบ้างในการสร้างองค์กรขึ้นมา ซึ่งถือเป็นเรื่องปกติ แต่การที่เราจะช่วยดูแลให้ฝ่ายข้าราชการเข้มแข็งขึ้นก็มีกลไกอื่นอีกด้วย อย่างการประชุมกพ . ครั้งที่แล้ว ยังมีเรื่องค้างมาในเรื่องของคณะกรรมการพิทักษ์ระบบคุณธรรม หรือ ก.พ.ค. และ เรื่องของนายอำเภอ หลังจากที่วินิจฉัยไปแล้ว ปรากฏว่ากระทรวงมหาดไทยได้หารือมาว่าจะต้องทำอย่างไร ซึ่งในส่วนของกพ . ตนให้มีมติไปว่า ไม่ใช่ตอบว่าทำอย่างไรเท่านั้น แต่ว่าต้องทำเมื่อไหร่ ไม่งั้นแล้ว เรื่องนี้จะค้าง เพราะในกฎหมายไม่ได้กำหนดเวลาไว้ตายตัวชัดเจนว่าเวลากพค . มีข้อวินิจฉัยเรื่องร้องเรียนแล้วจะต้องทำอย่างไร เมื่อกำหนดเวลาแล้วต่อไป เราจะใช้กฏหมายกพ . หากผู้มีอำนาจไม่ดำเนินการให้เป็นไปตามมติของกรรมการพิทักษ์คุณธรรม (กพค . ) หลังจากที่สำนักงานคณะกรรมการข้าราชการพลเรือน (กพ . ) มีมติ จะเป็นการผิดวินัย ซึ่งเราจะเข้มงวดตรงนี้
เมื่อถามว่า การถ่วงดุลตรงนี้ จะส่งผลให้ฝ่ายการเมือง เกรงใจการบริหารระบบข้าราชการมากขึ้นด้วย หรือไม่ นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า หวังเช่นนั้น และสิ่งที่ตนจะเสนอคณะรัฐมนตรี(ครม . ) ในเรื่องวิธีการแต่งตั้งข้าราชการระดับสูง ซึ่งจะต้องมีคณะกรรมการคัดเลือก โดยจะเพิ่มสัดส่วนของคนนอกมากกว่าคนในและจะเพิ่มการมีคณะกรรมการคัดเลือกซึ่งเป็นคนนอกทั้งหมดกรณีปลัดกระทรวง โดยคณะกรรมการคัดเลือกจะเสนอชื่อสามชื่อให้ผู้มีอำนาจคือรัฐมนตรีเป็นผู้มีอำนาจตามกฎหมายในการแต่งตั้ง ยกเว้นกรณีที่มีผู้ครองตำแหน่งเดิม หรือปลัดที่กำลังจะเกษียณ สามารถเข้าไปเป็นกรรมการได้ ทั้งนี้ เชื่อว่า การที่มีคนนอกมาเป็นคณะกรรมการคัดเลือก ซึ่งจะต้องรับผิดชอบในการกำหนดหลักเกณฑ์ต่างๆ และเป็นคนนอกเพื่อหลีกข้อครหาว่าเป็นบุคคลที่อาจถูกฝ่ายการเมืองหรือใครเข้าไปครอบงำ ตรงนี้ถ้ามีการเสนอชื่อมาสามชื่ออย่างน้อยที่สุด จะทำให้มีหลักประกัน และเป็นการจำกัดดุลพินิจของรัฐมนตรีแทนที่จะไปหยิบใครก็ได้ขึ้นมาก็ต้องหยิบจากสามชื่อนี้ สาเหตุที่ทำตรงนี้เพราะมีเสียงวิพากษ์วิจารณ์มากในการดำเนินการ เราจึงอยากแก้ในเชิงระบบ หากต่อไปนี้เราสามารถทำตรงนี้ได้ ก็จะสอดคล้องกับที่คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช . ) เคยเสนอมา และเราก็เข้าทางคณะรัฐมนตรี (ครม . ) และให้สำนักงานคณะกรรมการข้าราชการพลเรือน( ก.พ . ) ไปสรุปมา
เมื่อถามว่า การลดอำนาจการใช้ดุลพินิจของฝ่ายการเมือง จะได้รับการตอบสนองจากพรรคร่วมรัฐบาลใน ครม . หรือไม่ นายกฯ กล่าวว่า เป็นหน้าที่ของตนเอง ที่จะต้องให้ผ่านครม. ซึ่งไม่แน่ใจว่าเอกสารจะเสร็จเรียบร้อยทันครม . อังคารนี้ หรือไม่ แต่จะพยายามเร่ง



