ข่าว

เปิดใจกรณ์ประชาภิวัฒน์สู่ประชาวิวัฒน์

เปิดใจกรณ์ประชาภิวัฒน์สู่ประชาวิวัฒน์

26 ธ.ค. 2553

เปิดใจรมว.คลังถึงที่มาที่ไปจาก'ประชาภิวัฒน์'สู่'ประชาวิวัฒน์' พร้อมยืนยันนายกรัฐมนตรีและ"กอร์ปศักดิ์"ไม่ได้ติดใจ

วันนี้ชัดเจนแล้วว่า "ประชาวิวัฒน์" กลั่นมาจากมันสมองของขุนคลัง...แน่นอนว่าอาจจะสร้างความ"น้อยใจหรือหมั่นใส่" โดยเฉพาะฝังทำเนียบรัฐบาล แต่ต้องยอมรับว่าคนส่วนใหญ่มักจำและเรียกชื่อผิดว่าเป็น"ประชาภิวัฒน์"

 กรณ์ จาติกวณิช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ซึ่งเป็นหนึ่งในหัวหอกสำคัญของการริเริ่มโครงการนี้ เล่าถึงที่มาที่ไปให้ฟังว่า การเรียกชื่อผิด เป็นการพูดที่มีเหตุมีผล เพราะตอนแรกนั้น ผมก็เลือกชื่อระหว่าง”วิวัฒน์” กับ “ภิวัฒน์” เพียงแต่ ไม่เคยเอ่ยชื่อ ประชาภิวัฒน์ และเข้าใจว่า ชื่อนี้ เป็นต้นตอของชื่อ"พรรคการเมืองใหม่"


 รายงานข่าวระบุว่าก่อนที่จะเกิดพรรคการเมืองใหม่นั้นในส่วนของกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ได้วางแนวทางเคลื่อนไหวต่อต้านรัฐบาลพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ในแนวทางที่เรียกว่า"อารยะขัดขืน และ ประชาภิวัฒน์ " ขณะเดียวกันก็มีสมาชิกกลุ่มพันธมิตรฯบางกลุ่มได้ไปจัดตั้งพรรคการเมืองภายใต้ชื่อ"ประชาภิวัฒน์"เช่นเดียวกัน

 "ถ้าไปเปิดพจนานุกรมดู ก็จะรู้ว่า ประชาภิวัฒน์ แปลว่า การเมืองใหม่ แต่ความจริงก็ใกล้กับที่เราคิด คือ วิธีการบริหารแบบใหม่ ไม่ใช่คิดแบบการเมืองเลยทีเดียว เราก็ใช้ ประชาวิวัฒน์ดีกว่า"


 ที่มาของชื่อนั้น กรณ์ เล่าว่าได้คุยกับนายกรัฐมนตรีและท่านกอร์ปศักดิ์ แต่เวลาก็ผ่านไป เหลือวันเดียวก่อนเปิดตัวโครงการ ก็ประหลาดนะ เพราะปกติการเมืองจะคิดชื่อโครงการและแถลงก่อนเริ่มทำ แต่จะทำหรือเปล่านั้นก็ว่ากันไป แต่ครั้งนี้ ทำโครงการจนจบแต่ไม่มีชื่อ คือ 5 สัปดาห์ก็ยังไม่ได้ตั้งชื่อ สุดท้ายผมกับทีมก็คิดกันเอง ไม่ได้ปรึกษาใคร พูดตามตรงนายกฯมีเรื่องเยอะ ไม่มีเวลาคิด
 “ท่านก็เห็นชื่อโครงการตามหน้าหนังสือพิมพ์ประมาณนั้น แกก็เข้าใจ ไม่ได้ไม่พอใจ ตลกดี แกก็ให้ผมอธิบายว่าที่มาอย่างไร  แต่ที่นายกฯอยากเน้น คือ สวัสดิการสังคมที่อยากให้มีแก่ประชาชนในลักษณะถาวร ”


 อย่างไรก็ตาม มีหลากหลายคำถามเกิดขึ้นทันที หลังรัฐบาลประกาศว่า จะมีมาตรการช่วยเหลือประชาชน ภายใต้ชื่อโครงการ “ประชาวิวัฒน์ : คิดนอกกฎ บริหารนอกกรอบ”โดยเฉพาะมีแตกต่างกับ ประชานิยม หรือไม่
 

คำอธิบายชัดๆถึงแผนปฏิบัติการประชาวิวัฒน์นั้น กรณ์บอกว่า คือ กระบวนการตอบโจทย์ความต้องการของประชาชน ที่ผ่านการกลั่นกรองโดยระบบราชการ เพื่อยืนยันว่า เป็นนโยบายที่ "ยั่งยืน" และ "สมเหตุสมผล" ต่างกับ 'ประชานิยม' ที่เป็นนโยบายที่กำหนดโดยนักการเมือง เพื่อเอาใจประชาชน มุ่งเน้นไปที่จุดประสงค์ในการหาเสียง โดยไม่ผ่านขั้นตอนในการที่จะทดสอบความยั่งยืน
 “ผมได้เห็นคำวิพากษ์วิจารณ์ที่ตามมา ก็ขอเรียนตามตรงว่า ส่วนใหญ่ผู้ที่วิพากษ์วิจารณ์ แม้แต่ที่อ้างว่าเป็นตัวแทนของนักวิชาการ ก็ยังไม่ได้มีการติดต่อขอข้อมูลในเชิงลึกเพื่อจะนำไปศึกษาให้ดีก่อนที่จะแสดงความคิดเห็น แผนปฏิบัติการนี้ เราทำงานกันมาเป็นเดือนๆ มีการศึกษาค้นคว้าร่วมกันอย่างรอบคอบ คงไม่เป็นการยุติธรรมที่จะอ่านหรือฟังข่าวเพียงไม่กี่นาทีแล้วด่วนสรุปอย่างนั้นอย่างนี้”

ทั้งนี้ ต้องยอมรับว่า กระบวนการคิดค้นนโยบายเพื่อดูแลเศรษฐกิจในช่วงที่ผ่านมา มักจะขึ้นอยู่กับฝ่ายการเมือง และ ฝ่ายราชการเป็นผู้นำไปปฏิบัติ ซึ่งกรณ์บอกว่า ที่ผ่านมา มีหลายมิติของปัญหา หลายกระทรวงเกี่ยวข้อง หาข้อสรุปยาก เมื่อสรุปแล้ว ก็ปฏิบัติยาก เพราะพึ่งหลายหน่วยงาน ก็เลยบูรณาการเอามารวมกัน นายกรัฐมนตรีก็มีมติคณะรัฐมนตรีออกจดหมาย แต่ละสังกัดก็ส่งชื่อมา ให้มาทำงานเต็มเวลาจนกว่าจะมีผลงานออกมา ฉะนั้น ความแตกต่างสำหรับผม คือ คนที่หาคำตอบคือข้าราชการ คนที่ตั้งโจกท์ คือ การเมือง ถูกต้องแล้ว ก็ทำงานใกล้ชิดกัน

 สิ่งที่เสนอต้องทำได้จริง นายกรัฐมนตรีเปิดการทำงานวันแรกก็บอกว่า ขอให้คุณพร้อมและต้องคิดนอกกฎ บริหารนอกกรอบ อย่ากังวลว่าจะเจอตอ อุปสรรค อย่างไรบ้าง ขอให้คิดถึงผล แล้วเราจะมาแก้อุปสรรคเอง ก็จะเห็นในวันที่ 9 มกราคม 2554 ส่วนเงินงบประมาณไม่เยอะ อาจน้อยมาก ส่วนใหญ่เป็นการแก้ปมปัญหา ไม่ใช่แก้โดยใช้เงินของรัฐ นี่คือประชาวิวัฒน์ เป็นวิวัฒนาการของประชาชน เป็นระบบที่ให้อำนาจแก่ผู้ปฎิบัติ ซึ่งคือส่วนราชการ ให้เขามีอำนาจในการกำหนดนโยบาย

 กรณ์เล่าต่อว่า วันที่ผมได้นำสื่อมวลชนไปดูการทำงาน ผมก็พาภาคเอกชนไปดูงานด้วย ซึ่งก่อนหน้าได้คุยกันและบอกว่า มีหลายเรื่องอยากทำด้วยกัน แต่ทำด้วยกันด้วยกระบวนการนี้ ไม่เช่นนั้นเวลาภาคเอกชนเข้าร่วมประชุม ก็มีแต่ข้อเสนอและมาขอ แต่ไม่คิดเชิงยุทธศาสตร์ ระยะเวลา 2 ปีผ่านไป เรื่องที่น่าคิดจริงจัง เช่น ไทยจะมียุทธศาสตร์อย่างไรกับจีน กับ อาเซียน จะเป็นศูนย์กลางสุขภาพชั้นนำของโลก พัฒนาท่องเที่ยว โดยเฉพาะเรากำลังมองว่า กำลังซื้อยุโรปลดและเอเชียเพิ่ม เราจะปรับอย่างไร ก็ไม่เห็น

 “มันมหัศจรรย์มาก ที่มันไม่มีเวที ทุกครั้งที่เปิดให้เอกชนมาพูด จะมาในรูปการขอ และ อึดอัดมาก ไม่มีเรื่องอื่นคุยกันแล้วเหรอ ผมคิดว่า ส่วนหนึ่งสะท้อนวัฒนธรรมการคิดที่ไม่เป็นระบบโดยทั่วไป ส่วนหนึ่งอาจเป็นเพราะแรงกดดันเฉพาะหน้า คนเราเมื่อไม่มีเจ้าภาพชวนให้คิดเชิงยุทธศาสตร์ ก็คิดว่า เราควรใช้ระบบนี้ ก็เลยพาไปดูให้เห็นว่า เราทำงานกันอย่างไร ที่จริงแล้ว ผมเล่าให้ฟังตั้งแต่ 2 เดือนก่อน ให้คิดการบ้าน เรื่องอะไรบ้างที่อยากหาคำตอบร่วมกับรัฐบาล แต่ 2เดือนผ่านไป ไม่มีอะไรเลย ก็ไม่เป็นไร ก็ให้มาดูว่า ผมทำอย่างไร”

  ปฏิบัติการ"ประชาวิวัฒน์"จะเป็นที่มาของคำตอบสำหรับการปฏิรูปประเทศ แม้แต่ปัญหาการคอร์รัปชั่น ซึ่งเป็นปัญหาที่ยากต่อการแก้ไข โดยเขาบอกว่า หวังผลจริงๆว่า กระบวนการนี้จะได้คำตอบ เพราะเป็นกระบวนการคิดที่มีความแตกต่างทางด้านข้อมูลและมุมมอง ทั้งยังลงพื้นที่เพื่อตรวจสอบต้นตอของปัญหา ในที่สุดก็จะได้คำตอบที่ต้องการ

 “ตอนเริ่มต้น นายกรัฐมนตรีก็อำทุกคน เพราะรัฐมนตรีเจ้ากระทรวงก็ไม่อยากปล่อยคน นายกฯก็ขอ 2-3 สัปดาห์ก่อน และ พอมาทำเราก็ขยาย และทุกคนที่มาคิดว่า 2 อาทิตย์จบ แต่พอไปเจออะไรที่มีมุมมอง และฐานข้อมูลก็ต่างกัน ได้แชร์ข้อมูล ก็มีความรู้สึกว่า ไม่ง่ายอย่างที่คิด มีการประเมินทุกอาทิตย์ และจะมีการสำรวจข้อเท็จจริง คณะนี้มี 80 คน มีผู้เกี่ยวข้องให้ข้อมูลเป็นพันคน โดยเฉพาะเรื่องค่าครองชีพ ก็ลงพื้นที่ ทำงานนอกศูนย์ ผมคิดว่า วิธีนี้ใช้ได้กับโจทก์หลากหลาย”

 แม้แต่เรื่องของไข่ไก่ เราไม่ได้ดูว่า จะหนุนอย่างไร เราก็ไปวิเคราะห์ เชิงลึกของอุตสาหกรรม มีใครเกี่ยวข้อง การแข่งขันแท้จริงไหม เพื่อดูว่า มีขั้นตอนไหมที่โครงสร้างไม่มีประสิทธิภาพ ค้ากำไรเกินควรไหม บางเรื่องเป็นสิ่งเราไม่รู้มาก่อน มีคนถามว่า มีผลต่อจีดีพีเท่าไร ผมบอกว่าไม่รู้ ไม่ได้เอาเป็นที่ตั้ง แต่มีผลอยู่แล้ว เพราะเป้าหมายคือสร้างโอกาสให้ประชาชนที่ด้อยโอกาส ลดค่าใช้จ่ายให้ประชาชน เพิ่มรายได้ ฉะนั้นเหล่านี้ คือ สร้างเข้มแข็งให้เศรษฐกิจฐานราก เชื่อว่า จะมีต่อเศรษฐกิจในระบบโดยรวม

 เขายอมรับว่า มาตรการ"ประชาวิวัฒน์"บางเรื่องมียุทธศาสตร์ด้านหาเสียง เช่นการแก้หนี้ คลังในบ้าน หมอหนี้ แต่เรื่องขึ้นเงินเดือน เป็นสิ่งที่รู้ทั้งรู้ว่า หลายเรื่องทำไปเสียคะแนน แต่นายกฯก็บอกว่า ต้องมีหลักการ อย่างขึ้นเงินเดือนได้คะแนน 480 คน ครึ่งหนึ่งไม่เลือกเราอยู่แล้ว แต่ด้วยเหตุและผล ผมก็คิดตรงกับนายกฯ ดูตามข้อเท็จจริง อันดับแรกคนไม่พอใจส.ส. นักการเมือง แต่ถามว่า ส.ส.ควรมีเงินเดือนไหม ก็ควร และเขาก็ควรมีจังหวะที่ต้องขึ้น เพราะเขาก็ไม่ได้ปรับตั้งแต่ปี 2548 ถ้าไม่ปรับจะน้อยกว่า อัยการจังหวัดด้วยซ้ำ

 “ปฏิบัติการประชาวิวัฒน์จะทำให้ คนไทยทุกคนจะได้ประโยชน์ ชนชั้นกลางจะได้ความถูกต้องในสังคม ความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน รวมถึงการดูแลค่าครองชีพ คนจนจะได้โอกาสในการทำมาหากิน ความเหลื่อมล้ำที่ลดลง และ รายได้ที่เพิ่มขึ้น”กรณ์กล่าวทิ้งท้าย

สุพรรณี พุฒิพิสุทธิ์

http://www.bangkokbiznews.com