
เสียงจากกองทัพการเมืองต้องแก้ด้วยการเมือง
ความรุนแรงที่เกิดขึ้นในช่วงกลางปีจนทำให้กองทัพสูญเสียกำลังพลไปหลายนาย รวมทั้งนายทหารที่กำลังจะก้าวขึ้นมาทดแทนผู้บังคับบัญชาในอนาคต และนำมาซึ่งการกระชับพื้นที่ ด้วยอาวุธจริงกระสุนจริง ทำให้เกิดคำถามว่า จากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นนั้น กองทัพ ได้บทเรียนอะไรจากค
ถึงแม้ว่าวันนี้ พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา จะกลายเป็นอดีต ผบ.ทบ. แต่ผู้ที่ก้าวขึ้นมากุมอำนาจกองทัพนั้นยังคงเป็น น้องรักจาก บูรพาพยัคฆ์ นาม พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ..ส่วนตำแหน่งรองลงไปก็ล้วนแต่เพื่อนพ้องร่วมรุ่น ตท.12 คุมกำลังแทบจะเบ็ดเสร็จ
ไม่มีใครปฏิเสธว่า เหตุการณ์ปะทะกับกองกำลังไม่ทราบฝ่ายเมื่อ 10 เมษายน 2553 นั้น "อุบัติเหตุ" เกือบจะเกิดขึ้นกับประเทศไทยอีกครั้ง
หากในวันนั้น ไม่มีรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมชื่อ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ พี่ใหญ่ของ บูรพาพยัคฆ์ เข้าไปปลอบประโลมให้น้องรักสยบความพลุ่งพล่านอันมาจากความสูญเสีย
นั่นคือการยืนยันว่า กองทัพจะยังคงค้ำบัลลังก์รัฐบาลต่อไป
แต่กองทัพก็รู้ดีว่า การวางตัวเช่นนี้ ไม่น่าจะเป็นผลดีกับรัฐบาล และกองทัพเองเท่าใดนัก ข้อครหาว่ารัฐบาลถือกำเนิดในค่ายทหารยังคงล่องลอยมาหลอกหลอนเป็นระยะๆ
ถึงแม้ว่าวันนี้ พล.อ.ประยุทธ์ จะก้าวขึ้นสู่ตำแหน่งยอดสุดของกองทัพบก แต่ก็รู้ดีว่า หากไม่ระวัดระวังในการย่างก้าว ก็เท่ากับเอากองทัพไปเป็นเครื่องมือทางการเมือง และอาจถึงขั้นทำร้ายประชาชน สร้างรอยแยกให้แก่ประเทศ...อีกครั้ง
ในจังหวะที่การเมืองเริ่มขับเคลื่อนด้วยตนเองได้ การถอยฉากกลับกรมกอง ยกเลิก ศอฉ. ถึงแม้จะมี ศตส. แต่ก็เป็นหน่วยงานที่ไม่มีความพิเศษอะไร ขึ้นตรงกับ กอรมน.หน่วยงานที่ดูแลด้านความมั่นคง
“ตอนนี้ทุกฝ่ายจะต้องช่วยเหลือแก้ไขปัญหาให้บ้านเมืองเดินไปได้ เพราะหากมัวแต่มาทะเลาะกัน ไม่ฟังเหตุผลซึ่งกันและกัน บ้านเมืองก็ไม่สามารถเดินต่อไปได้ ผมพยายามแก้ไขปัญหาต่างๆ แต่ไม่ได้เข้าไปยุ่ง”
นั่นคือ คำยืนยันล่าสุดของ พล.อ.ประยุทธ์ ที่ดูเหมือนจะยอมรับว่า อะไรที่มากเกินไป ไม่เป็นผลดีกับบ้านเมืองเลยแม้แต่น้อย ซ้ำร้ายยังอาจจะทำร้าย หรือร่วมมือกับฝ่ายอื่นโดยไม่รู้ตัวสร้างเงื่อนปมปัญหาให้บ้านเมืองหนักขึ้นไปอีก
"การเมืองจะต้องแก้ไขปัญหาด้วยการเมืองกันเอง ขณะนี้ผมพยายามแก้ไขปัญหาเกี่ยวกับปัญหาความมั่นคง ที่มันสะสมปัญหามากมาย ทั้งนี้บ้านเมืองจะเดินต่อไปได้ทุกฝ่ายจะต้องร่วมมือกัน"
ประโยคนี้ เราได้เคยได้ยินจากปาก พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา ในช่วงก่อนเกษียณอายุราชการ แต่ประโยคข้างบนที่ว่า นั้น ออกจากปาก พล.อ.ประยุทธ์ ในขณะที่เขายังเหลืออายุราชการอีกอย่างน้อย 2 ปี
สิ่งที่พล.อ.ประยุทธ์ วางเป้าหมายในการทำงานนับจากนี้ก็คือ ความมั่นคงตามแนวชายแดนโดยเฉพาะชายแดนไทย-กัมพูชา ที่ย้ำว่า จะทำทุกอย่างเพื่อให้ความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับกัมพูชากลับมามีความสัมพันธ์ที่ดีต่อกัน
ถึงแม้ว่า พล.อ.ประยุทธ์ จะยังพูดไม่ชัดเจนนักว่า "บทเรียน" ของกองทัพจากเหตุความรุนแรงที่เกิดขึ้นนั้นคืออะไร แต่สิ่งที่ยืนยันว่า การเมืองจะต้องแก้ด้วยการเมือง นั่นก็ไม่ได้หมายความว่า หากถึงที่สุดแล้วทหารจะออกมาอีกครั้ง
ไม่มีใครยืนยันว่า ทหารจะไม่ปฏิวัติ ...เช่นเดียวกัน ไม่มีใครยืนยันว่า การเมืองจะไม่เป็นสาเหตุให้ทหารออกมาปฏิวัติ โดยเฉพาะหากเมื่อใดการเมืองละเลย หรือไม่อาจปกป้องสถาบันอันเป็นที่เคารพของคนไทย



