
มาร์คชี้ปกป้องสถาบันไม่ได้รบ.ก็อยู่ไม่ได้
"อภิสิทธิ์"ระบุถ้ารัฐบาลปกป้องสถาบันไม่ได้ก็อยู่ไม่ได้ ประกาศจะยึด กม.เป็นกรอบดำเนินการกับคนเสื้อแดง ชี้แกนนำผู้ชุมนุมต้องการให้เกิดความรุนแรง เชื่อหลังสงกรานต์ทุกอย่างน่าจะดีขึ้น สุเทพชี้ใครแตะสถาบันพลังคนไทยทั้งประเทศไม่ยอมแน่ สาทิตย์สั่งช่อง 1
(6เม.ย.) พรรคประชาธิปัตย์ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี กล่าวถึงกรณีที่ประธานองคมนตรี ได้ให้สัมภาษณ์โดยแสดงความเป็นห่วงว่าสิ่งที่พ.ต.ท. ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี โจมตีองคมนตรีเป็นกัดกร่อนสถาบันด้วยว่า ตนเรียนแล้วว่า การปราศรัยต่างๆ ของพ.ต.ท.ทักษิณ ได้ถูกรวบรวมไว้ทั้งหมด และให้ทางเจ้าหน้าที่นำข้อกฎหมายมาดู และจะดำเนินการ
เมื่อถามว่าขณะนี้ถูกวิจารณ์ว่ารัฐบาลปกป้องสถาบันน้อยเกินไปจนองคมนตรีต้องออกมาเปลืองตัว นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ต้องเข้าใจว่าส่วนหนึ่งเราจะรักษากฎหมาย ซึ่งตนพูดหลายครั้งแล้วว่าไม่เหมาะสมที่ดึงองคมนตรีมาสู่ความขัดแย้งทางการเมือง แต่การพาดพิงโดยตรงนั้นผู้ที่ถูกพาดพิงก็ต้องออกมาชี้แจง ซึ่งองคมนตรีท่านก็ได้ชี้แจงแบบผู้ใหญ่ รัฐบาลจะไปชี้แจงแทนคงยาก เพราะเป็นเรื่องที่อยู่ดีๆ มีการกล่าวหาว่าเกิดเหตุการณ์นั้นเหตุการณ์นี้ ซึ่งรัฐบาลเองไม่ได้เข้าไปอยู่ในนั้น แ
"ด้วยความเชื่อมั่นและดูจากประวัติการทำงานขององคมนตรีทั้งหลาย เรามั่นใจว่าท่านไม่ได้ทำอย่างนั้น แต่จะให้ชี้แจงแทนก็กระไรอยู่ เพียงแต่บอกย้ำหลายครั้งว่าเราเชื่อมั่นว่าท่านเหล่านี้ได้ดำรงสถานะ และทำหน้าที่ตามกรอบรัฐธรรมนูญ และความน่าเชื่อถือ ความจริงมันก็เทียบกันไม่ได้อยู่แล้วกับผู้พูด เพราะท่านเหล่านี้คือคนที่ได้รับการยกย่องในเรื่องคุณงามความดีที่ทำมาโดยตลอด และถ้ามีการละเมิดกฎหมาย รัฐบาลก็จะดำเนินการต่อไป" นายอภิสิทธิ์ กล่าว
เมื่อถามว่าจนถึงขณะนี้ยังสรุปไม่ได้หรือว่าละเมิดกฎหมายหรือไม่ นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า มีการสรุปมาครั้งหนึ่งแล้ว แต่ตนดูว่ายังมีช่องโหว่อยู่ เดี๋ยวจะมาต่อว่าต่อขานกัน เพราะในหลายเรื่องที่ผ่านมา เมื่อไปถึงชั้นอัยการแล้วก็สั่งไม่ฟ้อง ซึ่งไปทบทวนดูจากการทำสำนวนในอดีตก่อนรัฐบาลนี้เข้ามาก็เห็นได้ชัดว่า มันก็มีจุดอ่อนให้อัยการเขาทักท้วงได้ ซึ่งตรงนี้ยังเป็นปัญหา และถ้าเราทำอีกก็จะเป็นปัญหาอีก
ผู้สื่อข่าวถามว่า ไม่ใช่ว่ากว่ารัฐบาลจะได้ข้อสรุป การชุมนุมกลุ่มเสื้อแดงก็ยกเลิกไปแล้วหรือไม่ นายกรัฐมนตรีกล่าวว่า ไม่ช้าหรอก หากการชุมนุมยกเลิกไปก็จบแล้ว แต่คดีก็ยังมีอยู่ เมื่อถามว่าแต่ขณะนี้กลายเป็นว่ารัฐบาลคำนึงถึงความอยู่รอดของตัวเองจนไม่กล้าจะทำอะไรใช่หรือไม่ นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ไม่จริง ถ้ารัฐบาลไม่สามารถจะปกป้องสถาบันหลักของชาติได้ รัฐบาลก็อยู่ไม่ได้อยู่แล้ว และไม่ควรจะอยู่ด้วย แต่การปกป้องต้องทำด้วยความรัดกุม การปกป้องที่ไม่รัดกุม อาจจะเป็นผลเสีย ดังนั้นขอให้มั่นใจว่ารัฐบาลไม่ได้ละเลย แต่จะดูแลให้มีความรัดกุมและเดินไปอย่างดีที่สุด และตนขอย้ำว่าไม่ต้องการที่จะให้เกิดปัญหาได้ว่ารัฐบาลนี้ไปทำอะไรเหนือกฎหมาย เพราะวิกฤติบ้านเมืองขณะนี้ เกิดจากในอดีตที่มีคนมีอำนาจแล้วทำตัวอยู่เหนือกฎหมาย จนถึงขณะนี้ยังอยู่ในวิสัยที่รัฐบาลดูแลทั้งหมดได้
เมื่อถามว่าจะเกิดการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองอย่างที่เขาตั้งเป้าหมายไว้หรือไม่ นายกรัฐมนตรีกล่าวว่า ตนไม่คิดอย่างนั้น เพราะขณะนี้ประชาชนส่วนใหญ่เข้าใจดีว่าสถานการณ์เป็นความขัดแย้งในเรื่องผลประโยชน์ของคนของกลุ่มส่วนหนึ่งเข้ามาแทรก ส่วนข้อเรียกร้องเรื่องประชาธิปไตยไม่ใช่เงื่อนไข เพราะรัฐบาลไม่ได้ปฏิเสธ รัฐบาลพร้อมจะแก้ไขปัญหานี้อยู่แล้ว เพียงแต่ต้องมีกระบวนการที่ให้ความเป็นธรรม และให้เสียงกับทุกฝ่ายไม่ใช่ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง อย่างไรก็ตามที่ผ่านมาจะเห็นได้ว่าเราสามารถควบคุมสถานการณ์ได้ ทำงานต่อไปได้ ไม่ทำให้เกิดความรุนแรง ความสูญเสีย ซึ่งจะกระทบต่อภาพลักษณ์ของประเทศ
ผู้สื่อข่าวถามว่าหากเกิดเหตุที่ควบคุมไม่ได้ หรือฉุกเฉินขึ้น รัฐบาลจะต้องเป็นผู้รับผิดชอบใช่หรือไม่ นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ทุกอย่างจะทำให้เห็นชัดเจนว่ารัฐบาลได้ใช้ความระมัดระวังอย่างไร และไม่เป็นผู้ริเริ่มความรุนแรง หรือการยั่วยุใดๆ แต่ถ้ามีการกระทำผิดกฎหมายและรักษากฎหมายเกิดผลข้างเคียงก็จะต้องอธิบายได้ชัดเจนว่าไม่ใช่เจตนา และจะทำให้โปร่งใสเพราะเราไม่ต้องการย้อนรอยอดีต
ต่อข้อถามว่ารัฐบาลชี้แจงน้อยเกินไปหรือไม่ เพราะยังมีกลุ่มคนเสื้อแดงทยอยเข้าร่วมการชุมนุม นายกฯ กล่าวยอมรับว่า มีเสียงต่อว่าเข้ามามากว่ารัฐบาลชี้แจงน้อย ก็จะพยายามชี้แจงให้มากขึ้น ผู้สื่อข่าวถามว่านายกฯ คงไม่ได้หมายความว่าหากมีความรุนแรงเกิดขึ้นแล้วรัฐบาลจะรับผิดชอบโดยการออกจากตำแหน่ง นายกฯ กล่าวว่า ต้องรู้ว่าความรุนแรงเกิดขึ้นจากใคร ไม่อย่างนั้นใครมาใช้ความรุนแรงแล้วก็โยนมาที่รัฐบาลคงไม่ได้ แต่ทุกอย่างจะทำอย่างโปร่งใสให้ชัดเจน เมื่อถามว่ากลุ่มคนเสื้อแดงพยายามระบุว่าหากเกิดความรุนแรงขึ้น รัฐบาลจะอยู่ในตำแหน่งต่อไปไม่ได้ นายกฯ กล่าวว่า นั่นเป็นเป้าหมายของเขามาโดยตลอด เพื่อมีความพยายามให้เกิดปัญหาขึ้น ซึ่งรัฐบาลก็หลีกเลี่ยง
ผู้สื่อข่าวถามว่า หากการชุมนุมใหญ่ของคนเสื้อแดงในวันที่ 8 เม.ย. แล้วรัฐบาลสกัดกั้น อาจเกิดสงครามกลางเมือง นายกฯ กล่าวว่า ประชาชนสามารถมองย้อนกลับไปเมื่อ 3 เดือนที่ผ่านมาได้ว่ารัฐบาลไปทำอะไรในลักษณะนั้นหรือไม่ ซึ่งก็ไม่มีเลย ดังนั้นจุดยืนรัฐบาลเหมือนเดิม และไม่ว่าจะถูกยั่วยุอย่างไร ก็จะระมัดระวัง แต่รัฐบาลจะไม่ให้เกิดการกระทำที่ผิดกฎหมายและกระทบต่อความมั่นคง เมื่อถามว่านายกฯ มีคำตอบให้สังคมหรือไม่ว่าเมื่อไรจะจบและจบอย่างไร นายกฯกล่าวว่า เราต้องใช้ความอดทน และตนมั่นใจว่าเมื่อความจริงต่างๆ ปรากฏมากขึ้นๆ คนที่คิดก่อความวุ่นวาย หรือก่อความรุนแรงคงไม่สามารถรวมตัวกันได้ เมื่อถามว่าหลังสงกรานต์สถานการณ์จะดีขึ้นหรือไม่ นายกฯ กล่าวว่า ช่วงนี้เป็นช่วงที่เขากำลังพยายามเร่งสถานการณ์อยู่ เราจะพยายามคลี่คลายตรงนี้ไป และหลังจากนี้น่าจะดีขึ้น
ผู้สื่อข่าวถามถึงกรณีที่โหรคมช.ออกมาทำนายว่าหากผ่านเดือนเม.ย.ทุกอย่างจะดีขึ้น นายกฯกล่าวว่า ตนไม่ได้เรียนด้านโหราศาสตร์มา
“สุเทพ”ชี้ใครแตะ“สถาบัน”พลังคนไทยไม่ยอมแน่
นายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรี ในฐานะเลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า คนที่มาเป็นนายกรัฐมนตรีอย่างพ.ต.ท.ทักษิณ ปราบยาเสพติดทำให้คนตายเป็นเบือ จนวันนี้ยังไม่รู้ว่าจะต้องดำเนินการอย่างไรถึงจะคืนความยุติธรรมให้กับผู้บริสุทธิ์ ที่ตายเพราะนโยบายประกาศสงครามกับยาเสพติด ถ้าเราย้อนกลับไปดูปัญหายาเสพติดในประเทศไทย ที่เคยมีแหล่งผลิตอยู่ในประเทศไทย มีการปลุกฝิ่น และผลิตเฮโรอีนตามภูเขาต่าง ๆ แต่เพราะพระบารมีและพระวิริยอุตสาหะของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงแก้ปัญหานี้จนโลกถวายการยกย่อง เพราะทรงทำให้ชาวเขาทั้งหมดเลิกปลูกฝิ่น และมีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น สิ่งเหล่านี้เป็นตัวอย่างที่คนไทยไม่ควรลืม นอกจากนี้การที่ประชาชนในชนบท มีชีวิตลืมตาอ้าปากได้ จากระบบชลประทาน การแก้ปัญหาดิน ก็เป็นเพราะพระองค์ท่านได้ทำการทดลองและพระราชทานให้ประชาชนทั้งนั้น
“ผมยืนยันได้ว่าประชาชนคนไทยทั่วประเทศ ถวายความจงรักภักดีด้วยหัวใจ และถ้าใครบังอาจไปแตะต้อง ผมคิดว่าประชาชนเขาไม่ยอมแน่ และพี่น้องประชาชนคนไทยก็มีสติ ไม่ได้ออกมาเคลื่อนไหว มาทำให้บ้านเมืองวุ่นวาย และไม่ต้องการซ้ำเติมสถานการณ์ ผมพูดได้เพราะเคยเป็นคนในชนบทมาก่อน เคยเป็นกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน และเป็นผู้แทนมา 30 ปี ผมอ่านใจประชาชนคนไทยที่อยู่ในชนบทได้ ดังนั้นผมจึงไม่กังวลใจเรื่องนี้ เพียงแต่การที่คุณทักษิณหรือกลุ่มคนเสื้อแดงออกมาจาบจ้วงสถาบัน ทำให้เสียภาพพจน์ของประเทศ และความรู้สึกของคนไทย เราไม่อยากให้คนไทยมีพฤติกรรมอย่างนี้ ซึ่งผมเชื่อว่าในที่สุดเมื่อคนส่วนใหญ่ได้แสดงท่าทีออกมาชัดเจน คนจำนวนแค่ไม่กี่หมื่นคนก็คงจะฝ่อไปเอง” นายสุเทพ กล่าว
นายสุเทพ กล่าวต่อว่า รัฐบาลได้พยายามป้องกันไม่ให้กระทบกับความมั่นคงของชาติ จึงได้ให้ผู้ว่าราชการจังหวัด นายอำเภอ กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน ไปประชุมชี้แจงกับประชาชนเพื่อให้เข้าใจข้อเท็จจริง เราไม่ได้ทำเพื่อความมั่นคงของรัฐบาล แต่เราดูแลความมั่นคงของประเทศ นอกจากนี้ข้าราชการทุกกระทรวงก็ต้องชี้แจงต่อผู้ใต้บังคับบัญชา และครอบครัวให้เข้าใจข้อเท็จจริงด้วย อย่าเป็นเหยื่อของคนที่มายุยงปลุกปั่น
ผู้สื่อข่าวถามว่า รัฐบาลเตรียมตั้งรับอย่างไร หากกลุ่มเสื้อแดงเดินตามแผนตากสิน รองนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า รัฐบาลยืนยันว่าจะปกป้องประชาชนและประเทศให้เกิดความมั่นคง ส่วนการเคลื่อนไหวในช่วงวันที่ 8 -10 เม.ย.นี้ รัฐบาลก็ยืนยันเหมือนเดิมว่าจะดูแลตามกรอบกฎหมาย ไม่ใช้ความรุนแรง ไม่ว่าฝ่ายเสื้อแดงจะยั่วยุอย่างไร แต่เจ้าหน้าที่รัฐจะตื่นตัว เฝ้าระวัง และใช้กำลังดูแลความปลอดภัยของสถานที่ราชการ และดูแลไม่ให้คนทำผิดกฎหมาย เมื่อถามว่าคิดว่าหลังสงกรานต์ปัญหาจะยุติหรือไม่ นายสุเทพ กล่าวว่า อยู่ที่ผู้ชุมนุม เพราะเราไม่ได้ใช้วิธีการปราบปราม เมื่อถามว่าหากปล่อยให้ยืดเยื้อจะกระทบกับการแก้ปัญหาเศรษฐกิจได้ นายสุเทพ กล่าวว่า เราไม่ได้ปล่อย แต่เป็นปัญหาของฝ่ายพ.ต.ท.ทักษิณ และคนเสื้อแดงว่าจะดำเนินการอย่างไร
ผู้สื่อข่าวถามว่า ห่วงหรือไม่ว่ารัฐบาลจะซ้ำรอยกับรัฐบาลพล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ ที่ไม่สามารถแก้ปัญหาความขัดแย้งได้ นายสุเทพ กล่าวว่า คงไม่เป็นอย่างนั้น เพราะนี่เป็นเรื่องของคนส่วนน้อยจริง ๆ ไม่ว่าจะมีกี่หมื่นคน แต่ถ้าเปรียบเทียบกับคน 65 ล้านคน มันคนละอย่าง
“สาทิตย์”สั่งช่อง 11แจงกรณีที่สถาบันถูกพาดพิง
นายสาทิตย์ วงศ์หนองเตย รมต.ประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงกรณีที่รัฐบาลเปิดเกมรุกพื้นที่ข่าวให้ครม.แถลงผลงานทุกวันเสาร์ ว่า ขณะนี้มีข่าวเชิงลบเป็นจำนวนมาก เช่นการชุมนุม การออกมาปราศรัยผ่านวีดีโอลิงก์ของพ.ต.ท.ทักษิณการออกมาพูดถึงผลงานที่รัฐบาลทำเป็นอีกทางหนึ่งที่จะปิดช่องว่างที่เราไม่สามารถเข้าไปในทำเนียบรัฐบาลได้ หน้าที่ของรัฐบาล คือต้องสร้างความเข้าใจ ให้เกิดขึ้น คิดว่า
“รายการของช่อง 11 ตลอดสัปดาห์นี้ จะมีการปรับบางส่วน เช่น บางรายการจะมีการทำเป็นช่วงเวลาพิเศษ ที่จะพูดชี้แจงถึงสถานการณ์ที่เกิดขึ้น การกล่าวหาพาดพิง ถึงบุคลลอื่น หรือ ข้อเท็จจริงบางเรื่องที่ถูกบิดเบือน โดยจะเริ่มในวันที่ 6 เม.ย.เป็นต้นไป เวลา 21.00- 21.30 น.เนื่องจากวันนี้เป็นวันจักรี ก็ใช้เวลานี้ชี้แจงให้เข้าใจในเรื่องสถาบัน และความสำคัญของสถาบันต่อสังคมไทย และสำนักข่าวต่างๆ ในภูมิภาค ก็จะไปทำข่าวประชาชน ที่ออกมาแสดงความผูกพันกับสถาบัน ยืนยันว่ารัฐบาลชี้แจงปัญหาการเมืองได้ ไม่มีอะไรเกินเลยกว่าที่จะควบคุมไม่ได้”นายสาทิตย์ กล่าว
ส่วนการชุมนุมใหญ่ของคนเสื้อแดงในวันที่ 8 เม.ย.นั้น รมต.ประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า คงไม่ใช่การชุมนุมวันสุดท้าย ที่จะเผด็จศึกรัฐบาลได้อย่างที่เขาประกาศ เพราะเขาสู้ไปพลางก็ประเมินสถานการณ์ไปด้วย เพราะคนเกิดความสงสัยว่า การต่อสู้ครั้งนี้เป็นการต่อสู้เพื่อพ.ต.ท.ทักษิณ หรือ ล้มล้าง สถาบันหรือไม่ หรืออย่างกรณีพล.อ.พัลลภ ปิ่นมณี หลายคนก็สงสัยในจุดยืนของท่าน เพราะวันหนึ่ง ยืนอยู่อีกข้างก็พูดอย่างหนึ่ง แต่วันนี้กลับมาพูดอีกอย่าง
สวน"พท.”ยื่นถอดถอนรื้อNBTระวังเจอยื่นสอบต่อท่อหนุนม็อบ
นายสาทิตย์ กล่าวถึงกรณีที่พรรคเพื่อไทย เตรียมยื่นเรื่องต่อป.ป.ช. เพื่อขอให้ตรวจสอบ กรณีการใช้เงินภาษีของประชาชนกว่า 10 ล้านบาท เพื่อทำการเปลี่ยนโลโก้ และผังรายการ ว่า พรรคเพื่อไทยรู้ได้อย่างไร ว่าใช้เงิน 10 ล้านบาท เพราะยังไม่ใช้สักบาทเดียว เพราะมีเงินรางวัล 1 แสนบาท ในการให้เป็นรางวัลกับคนที่ชนะการประกวด ทั้งนี้ถ้าพรรคเพื่อไทยจะยื่น ก็ควรที่จะยื่นเรื่องที่เขาออกมาเรียกร้องท่อน้ำเลี้ยงจากพรรคไปเลี้ยงกลุ่มผู้ชุมนุมมากกว่า ซึ่งตรงนี้ผิดกฏหมายพรรคการเมือง ที่สามารถจะยุบพรรคได้
ฉะนั้นจึงควรไปยื่นเรื่องนี้ของตัวเองเสียก่อน เพราะตัวเองจะโดนเสียก่อน ตนคิดว่าคงมีใครให้ข้อมูลผิดพลาดกับโฆษกพรรคเพื่อไทยนายพร้อมพงศ์ นพฤทธิ์ เอง เมื่อมีหน้าที่ ใครให้ข้อมูลอะไรมา ก็เชื่อหมด แต่ถ้าจะเปรียบเทียบกับ การเปลี่ยนแปลง ช่อง 9 อสมท.เป็น โมเดิร์นไนน์ ทีวี สมัยนายมิ่งขวัญ แสงสุวรรณ ที่มีการใช้งบประมาณ มากกว่ากันเยอะ
กลุ่มคนเสื้อแดงประกาศโค่นล้ม"ป๋าเปรม"ไม่สำเร็จไม่เลิก
ที่ทำเนียบรัฐบาล นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ แกนนำนปช. กล่าวว่า การชุมนุมในวันที่ 6 - 7 เม.ย.เสื้อแดงจะเน้นการรณรงค์ให้ประชาชนออกมาร่วมชุมนุมครั้งใหญ่เพื่อโค่นล้มพล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ประธานองคมนตรีและระบอบอมาตยธิปไตย ซึ่งเป็นเป้าหมายสำคัญกว่าการขับไล่รัฐบาลพรรคประชาธิปัตย์ หากโค่นล้มพล.อ.เปรมไม่สำเร็จไม่เลิก
ส.ส.ร้อยเอ็ด เปิดให้เสื้อแดงลงชื่อเข้าร่วมชุมนุมที่กรุงเทพฯ
ความเคลื่อนไหวของ นปช. หรือกลุ่มคนเสื้อแดงร้อยเอ็ด ที่เตรียมพร้อมเดินทางเข้าร่วมชุมนุมที่กรุงเทพฯ ในวันที่ 8 เม.ย.นี้ โดยวันนี้ ณ ที่ทำการสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จ.ร้อยเอ็ด ถนนเทวาภิบาล อ.เมืองร้อยเอ็ด นายวราวงษ์ พันธุ์ศิลา ส.ส.ร้อยเอ็ด เขต 1 พรรคเพื่อไทย ได้ให้การต้อนรับผู้นำชุมชนในแต่ละหมู่บ้าน ทั้งนายก อบต. ส.อบต. กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน ตำรวจ และประชาชนทั่วไปที่เดินทางเข้ามาปรึกษาและแสดงความคิดเห็นต่อสถานการณ์บ้านเมือง
ขณะเดียวกันตัวแทนจากทุกตำบลจำนวน 192 ตำบลของ จ.ร้อยเอ็ด ได้เข้ามาขอรับจานดาวเทียม เพื่อรับสัญญาณ ดี-สเตชั่นทีวี เพื่อให้ประชาชนได้รับรู้ข้อมูลข่าวสาร นอกจากนี้ยังได้เปิดให้กลุ่มคนเสื้อแดงลงรายชื่อเพื่อเดินทางเข้าร่วมชุมนุมที่กรุงเทพฯ ในคืนวันที่ 7 เม.ย.นี้อีกด้วย
ส่วนความเคลื่อนไหวของจังหวัดทหารบกร้อยเอ็ด ได้มีการส่งเจ้าหน้าที่ทหาร ลงพื้นที่ประจำตำบล 3-5 คน เพื่อเก็บข้อมูลความเคลื่อนไหวทางด้านการเมือง โดยแฝงไปในนามผู้ประสานงาน “ชุมชนพอเพียง” แต่ก็ไม่ได้รับความสนใจจากประชาชนมากนัก เพราะสมัยที่เกิดการปฏิวัติรัฐประหาร 19 กันยายน 2549 ทหารกลุ่มนี้เดินทางมาพื้นที่ แล้วร่วมอบรมอาสาพัฒนาประชาธิปไตย (อสพป.) มีการวางแผนพัฒนาชุมชน พร้อมสัญญาว่าจะให้ถนน คลองส่งน้ำ สุดท้ายไม่มีอะไรเกิดขึ้นเลย
นครบาลประชุมเตรียมพร้อมรับมือม็อบ 8 เม.ย.นี้
พล.ต.ท.วรพงษ์ ชิวปรีชา ผู้บัญชาการตำรวจนครบาล เรียกประชุมนายตำรวจในระดับรองผู้บัญชาการตำรวจนครบาล ผู้บังคับการตำรวจนครบาล และนายตำรวจที่เกี่ยวข้อง ในการดูแลรักษาความสงบเรียบร้อยการชุมนุมของกลุ่มแนวร่วมประะชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) หรือกลุ่มคนเสื้อแดง เพื่อประเมินสถานการณ์การชุมนุม รวมถึงวางมาตรการป้องกันเหตุความรุนแรงวันนัดชุมนุมใหญ่ 8 เมษายนนี้
ในการประชุมได้มีการกำชับให้นายตำรวจที่มีหน้าที่รับผิดชอบตามจุดต่างๆ อาทิ ลานพระบรมรูปทรงม้า หน้าบ้านสี่เสาเทเวศร์ของ พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ประธานองคมนตรีและรัฐบุรุษ วางมาตรการเข้มดูแลความปลอดภัยเป็นพิเศษ พร้อมทั้งกำชับไม่ให้เจ้าหน้าที่ใช้ความรุนแรงกับกลุ่มผู้ชุมนุม ส่วนกำลังเจ้าหน้าที่ที่จะเข้ามาดูแลรักษาความสงบเรียบร้อยนั้น คาดว่าอาจต้องใช้จำนวนมาก ร่วมกับฝ่ายทหารด้วย อย่างไรก็ตาม ต้องมีการประเมินจำนวนผู้ชุมนุมอีกครั้ง



