
"พงศพัศ"วางไมค์มาจับปืนสร้างเน็ตเวิร์กบี้ "โจรข้ามชาติ"
หลังจากห่างหายไปจากภาพที่เคยปรากฏ ทำให้ประชาชนที่เคยติดตามบทบาทของ พล.ต.อ.พงศพัศ พงษ์เจริญ ที่ปรึกษา (สบ 10) ในฐานะที่เป็น โฆษกขวัญใจประชาชน ได้ถามไถ่กันมามาก มาวันนี้ได้มีโอกาสพบปะพูดคุย จึงขอนำภารกิจ หลังวางไมค์ มาถ่ายทอดให้ได้รับทราบเพื่อจะได้หายค
-รู้สึกอย่างไรที่ต้องห่างหายไปจากการทำหน้าที่โฆษก
ก็คิดถึงอยู่บ้างครับ แต่ก็ต้องยอมรับว่า ในเส้นทางการรับราชการ เมื่อเติบโตขึ้นก็ต้องมีการเปลี่ยนแปลง เมื่อถึงเวลาก็ต้องวางมือและไม่ติดยึด อย่างไรก็ตาม หากมีผู้มาขอรับความช่วยเหลือในเรื่องต่างๆ ก็ดำเนินการให้ โดยเฉพาะบางเรื่องบางราวที่เป็นผลมาจากการทำหน้าที่ของตำรวจ เมื่อเราพยายามรับฟังและติดตามดูแลให้ เขาก็จะพอใจ และก่อให้เกิดการปรับเปลี่ยนทัศนคติที่มีต่อตำรวจไปในทางที่ดีขึ้นด้วย ซึ่งถือเป็นเรื่องสำคัญที่มีส่วนต่อภาพลักษณ์ของตำรวจโดยรวม และเป็นเรื่องละเอียดอ่อนที่ต้องใช้เวลา
-ประเมินการทำหน้าที่ของโฆษกตำรวจคนปัจจุบัน
ท่านโฆษก (พล.ต.ต.ประวุฒิ ถาวรศิริ) เป็นเพื่อนร่วมรุ่นที่โรงเรียนนายร้อยตำรวจ ต้องถือว่าเป็นผู้ที่ทุ่มเทและเสียสละให้งานในหน้าที่ของโฆษกอย่างเต็มที่และทำได้ดี โดยได้รับความไว้วางใจจากท่าน พล.ต.อ.วิเชียร พจน์โพธิ์ศรี ผบ.ตร. เป็นอย่างมาก บทบาทของท่านอาจจะแตกต่างจากที่ผมได้เคยทำมาบ้าง แต่ก็ต้องเรียนว่า จะให้เหมือนกันคงไม่ได้ ที่ผ่านมาก็ได้พูดคุยกับท่านมาโดยตลอด ให้กำลังใจท่าน และหารือกันในเรื่องต่างๆ ในสมัยที่ผมทำหน้าที่โฆษก ท่านก็เป็นรองโฆษกอยู่แล้ว ท่านจึงเข้าใจในบทบาทของการทำหน้าที่นี้เป็นอย่างดี และที่ผ่านมาก็ทำหน้าที่ได้ดีที่สุดอยู่แล้ว
-บทบาทใหม่ในฐานะที่ปรึกษา (สบ 10)
ท่าน ผบ.ตร.ได้มอบหมายให้ผมทำหน้าที่ที่ปรึกษาฝ่ายความมั่นคง ดูแลงานของสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง (สตม.) และกองบัญชาการตำรวจตระเวนชายแดน (ตชด.) รวมทั้งงานปราบปรามคนร้ายข้ามชาติ โดยทำหน้าที่ผู้อำนวยการศูนย์ประสานงานป้องกันปราบปรามอาชญากรรมข้ามชาติ หรือ ผอ.ศปอช.ตร. ซึ่งถือว่ามีความสำคัญอย่างยิ่งต่อความมั่นคงของประเทศ รวมทั้งความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของพี่น้องประชาชนด้วย ก็ต้องขอบคุณท่านที่ได้กรุณาให้ความไว้วางใจ และจะต้องทำหน้าที่ให้ดีที่สุด
-ถือได้ว่าได้มีโอกาสกลับมาทำหน้าที่หลักของตำรวจ
ความจริงแล้ว งานของตำรวจมีหลากหลาย และมีความสำคัญไม่ยิ่งหย่อนไปกว่ากัน การที่ได้รับมอบหมายให้รับผิดชอบเกี่ยวกับการปราบปรามอาชญากรรมข้ามชาติ ถือได้ว่าเป็นงานสำคัญ เนื่องจากในบ้านเมืองของเราและโลกเราทุกวันนี้ ต่างทราบกันดีว่า ปัญหาอาชญากรรมข้ามชาติกำลังขยายวงกว้างไปยังทุกประเทศ โดยเฉพาะประเทศไทย นอกจากเรื่องที่มีคนร้ายข้ามชาติหลบหนีเข้ามาซุกซ่อนตัว หรือเข้ามาประกอบอาชญากรรมในลักษณะต่างๆ แล้ว ก็มีเรื่องของแก๊งคนต่างชาติที่เข้ามาตั้งขบวนการโทรศัพท์หลอกลวงให้โอนเงิน หรือ “แก๊งคอลเซ็นเตอร์” ซึ่งมีทั้งชาวไทยและต่างประเทศตกเป็นเหยื่อ มีความเสียหายเกิดขึ้นในระดับหลายพันล้านบาท จึงเป็นเรื่องที่เราจะต้องดำเนินการอย่างเด็ดขาด และก่อให้เกิดผลในทางปฏิบัติที่เป็นรูปธรรมอย่างต่อเนื่อง มิเช่นนั้นแล้วประชาชนอาจจะรู้สึกได้ว่าขาดที่พึ่ง
-ความผิดที่เข้าข่ายอาชญากรรมข้ามชาติ
อาชญากรรมข้ามชาติ เป็นองค์กรอาชญากรรมที่มีเครือข่ายสาขา และมีการดำเนินกิจกรรมในหลายประเทศเชื่อมโยงกัน องค์การสหประชาชาติได้ออกกฎหมายระหว่างประเทศที่เรียกว่า “อนุสัญญาสหประชาชาติเพื่อต่อต้านองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติ” ขึ้น โดยประเทศสมาชิก ซึ่งรวมถึงประเทศไทย ได้ให้การลงนามรับรองต่ออนุสัญญาฉบับนี้ สำหรับฐานความผิดของอาชญากรรมข้ามขาติ ประกอบด้วย การก่อการร้าย การลักลอบค้ายาเสพติด การลักลอบค้าอาวุธ การค้ามนุษย์ อาชญากรรมทางเศรษฐกิจ อาชญากรรมทางคอมพิวเตอร์ การปลอมแปลงเอกสารแสดงตน การฉ้อโกงข้ามชาติ การฟอกเงิน และอาชญากรรมอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องกับองค์กรอาชญากรรม
-แนวโน้มของการปราบปรามอาชญากรรมข้ามชาติ
มีแนวโน้มดีขึ้น การประกอบกำลังปราบปรามเป็นไปอย่างครบวงจร มีการแลกเปลี่ยนข้อมูลข่าวสารการเดินทางของคนร้าย ซึ่งจะถูกสกัดตั้งแต่ต้นทาง ด้วยการใช้กฎหมายตรวจคนเข้าเมือง ส่วนโครงข่ายการหลบหนี การประกอบอาชญากรรม ตำรวจรู้วิธีการทำงานของคนร้าย จึงมีผลงานการจับกุมออกมาอย่างต่อเนื่อง โดยภาพรวมถือเป็นการทำงานอย่างมีประสิทธิภาพ ที่สำคัญอยากขอความร่วมมือจากประชาชน ที่พบเบาะแสคนต่างชาติ ที่สงสัยว่าอาจเป็นคนร้ายข้ามชาติ ให้แจ้งมาได้ตลอดเวลา
-การทำหน้าที่ ผอ.ศปอช.ตร.
จะเป็นเจ้าภาพคอยการประสานงาน ทั้งในด้านข้อมูลข่าวสารและการปฏิบัติการ โดยทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะมีการประกอบกำลังทำงานร่วมกันอย่างใกล้ชิดและเป็นระบบ ทั้งกองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง สำนักงานตรวจคนเข้าเมือง ที่มีศูนย์หมายจับคนร้ายข้ามชาติ และด่านตรวจคนเข้าเมืองอยู่ในความรับผิดชอบ 65 ด่าน รวมทั้งกองบัญชาการตำรวจนครบาล กองบัญชาการตำรวจปราบปรามยาเสพติด กองบัญชาการตำรวจสันติบาล กองบัญชาการตำรวจตระเวนชายแดน และตำรวจภูธรภาคต่างๆ
ที่ผ่านมาดำเนินการไปแล้วในหลายมิติ รวมทั้งเรื่องของ “แก๊งคอลเซ็นเตอร์” และในช่วงต้นปีใหม่ 2554 นี้ จะมีการประชุมสัมมนาเพื่อสรุปสถานการณ์ รวมทั้งการแลกเปลี่ยนข้อมูลข่าวสารระหว่างหน่วยงานของตำรวจเอง และตำรวจจากประเทศต่างๆ ด้วย โดยจะมีการกำหนดมาตรการในการเฝ้าระวัง การกวาดล้างจับกุม และการผลักดันออกนอกประเทศให้ได้โดยเร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้ ส่วนที่มีหมายจับและจำเป็นต้องมีการส่งผู้ร้ายข้ามแดน สำนักงานตำรวจแห่งชาติก็จะประสานความร่วมมือกับกระทรวงการต่างประเทศ และสำนักงานอัยการสูงสุด เพื่อดำเนินการในส่วนที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้มีผลในทางปฏิบัติโดยเร็วเช่นเดียวกัน
-การทำงานร่วมกับตำรวจต่างประเทศ
สำนักงานตำรวจแห่งชาติได้รับความร่วมมือเป็นอย่างดีจากทุกประเทศ มีการติดตั้งเครือข่ายป้องกันปราบปรามอาชญากรรมข้ามชาติขึ้นเป็นการเฉพาะ เพื่อวิเคราะห์หาความเชื่อมโยงและโครงข่ายการกระทำผิดของกลุ่มแก๊งอาชญากรรมข้ามชาติในทุกลักษณะ ซึ่งจะช่วยให้การขยายผลการสืบสวนและจับกุมมีประสิทธิภาพเพิ่มมากขึ้น
-ความมุ่งหวังของ ศปอช.ตร.
คนร้ายข้ามชาติจะต้องถูกจัดการอย่างเด็ดขาด การดำเนินการจะเป็นไปอย่างต่อเนื่อง มาตรการที่ถูกกำหนดขึ้น จะไม่เปิดโอกาสให้อาชญากรหรือคนร้ายชาวต่างชาติ เดินทางเข้ามาประกอบอาชญากรรมในประเทศได้ ผู้ที่หลบหนีคดีต่างๆ เพื่อเข้ามาชุบตัวหรือซุกซ่อนตัวอยู่ในประเทศไทย ไม่ว่าจะเป็นในรูปแบบของนักท่องเที่ยว หรือทำธุรกิจบังหน้า จะต้องถูกจับกุมดำเนินคดี บางรายอาจถูกจับกุมได้ในทันที บางรายอาจจะต้องใช้เวลาบ้างตามสมควร แต่ทุกรายจะต้องถูกจัดการตามกฎหมาย จะต้องไม่มีคนร้ายข้ามชาติคนใดที่สามารถหลุดพ้นหรือรอดเงื้อมมือจากการทำหน้าที่ของตำรวจไทยไปได้



