ข่าว

 คิดจากใหญ่ไปหาเล็ก

คิดจากใหญ่ไปหาเล็ก

26 ธ.ค. 2553

เราเดินทางมาถึงสัปดาห์สุดท้ายของปี 2553 กันแล้วค่ะ !!

 ขอส่งความสุขปีใหม่ให้แก่คุณผู้อ่าน “คม ชัด ลึก” ล่วงหน้า โดยเฉพาะคุณผู้อ่าน “วันอาทิตย์คิดเรื่องเงิน” และผู้ฟังรายการ “เงินทองต้องรู้” ที่อยู่ด้วยกันอย่างเหนียวแน่นมาตลอด

ถ้ามองย้อนกลับไปปีที่กำลังจะผ่านไปเป็นปีที่ยากลำบากของดิฉัน ทั้งเรื่องการงานที่มีความเครียดมากขึ้น ทั้งเรื่องการตัดสินใจที่ลำบากมากขึ้นภายใต้ปัจจัยรุมเร้า ซึ่งหมายรวมถึงเรื่องการลงทุนส่วนบุคคลของตัวเอง ที่ต้องบอกว่า เหนื่อยและเหนื่อยจริงๆ ค่ะ

 สำหรับคนที่ไม่ได้รู้สึกแบบนี้ และรู้สึกว่า ไม่มีอะไรหนักหนา หรือยากลำบากเลยนั้น ดิฉันขอแสดงความยินดีด้วยจากใจจริงค่ะ เพราะสะท้อนว่าคุณสามารถดำเนินชีวิตได้อย่างมั่นคงท่ามกลางความผันผวนของเราและโลก

 และหวังว่า ในปี 2554 ที่กำลังจะมาถึงนั้น คุณจะสามารถยืนหยัดอย่างแข็งแกร่งกับความแปรปรวนที่ไม่ย่อหย่อนกว่าเดิม

 โลกของแต่ละคนไม่เท่ากัน มีขนาดเล็กใหญ่ไม่เท่ากัน กว้างหรือแคบก็ไม่เท่ากัน การทำมุมหรือองศาที่เราอยู่ก็แตกต่างกัน แต่ทุกคนล้วนมี “แกนโลก” เป็นของตัวเองทั้งนั้น ลองจับหลักของตัวเองให้มั่น เพื่อที่คุณจะเห็นเส้นทางเดินของตัวเองในปี 2554 และเพื่อให้เส้นทางนั้นเป็นหนทางที่ดีที่สุดของคุณดีกว่าค่ะ

 สำหรับคนที่อยากได้ “ไกด์ไลน์” แบบคร่าวๆ ว่า จะเดินไปทางไหน อย่างไร ในเรื่องของการจัดสรรเงินและการลงทุนในปี 2554 ดิฉันมีความเห็นจากหลายๆ ท่านในหลากหลายวงการมาฝากกันค่ะ ลองเก็บจากเรื่องใหญ่ไปหาเรื่องเล็ก หรือมองจากโลกไปหาเรากันบ้าง

 ตลอดระยะเวลา 2 ปีจนย่างเข้าสู่ปีที่ 3 หลังเกิดวิกฤติการณ์การเงินครั้งรุนแรงในสหรัฐที่ลุกลามไปยังยุโรป ทำให้แกนกลางของโลกดูเหมือนจะเปลี่ยนไป ด้วยความพยายามแก้ไขปัญหาวิกฤติการเงินของธนาคารกลางสหรัฐ

 การอัดฉีดปริมาณเงินเข้าสู่ระบบถึง 2 ระลอกใหญ่ๆ ของธนาคารกลางสหรัฐ เป็นกลไกที่ ดร.ศุภวุฒิ สายเชื้อ กรรมการผู้จัดการ สายงานวิจัย ของบริษัทหลักทรัพย์ (บล.) ภัทร บอกว่า อเมริกายังอยาก “แชร์” อัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจของภูมิภาคเอเชีย ด้วยการตรึงค่าเงินเอเชียให้แข็งค่า ขณะที่ดอลลาร์สหรัฐจะอ่อนตัวลงตามปริมาณเงินที่ทะลักเข้าสู่ระบบ

 ก่อนจะกลายเป็นบทความเศรษฐศาสตร์ไปมากกว่านี้ ดิฉันขออนุญาตไม่ลงลึกว่า อเมริกาจะแก้ปัญหาอย่างไร และผลพวงจากหนี้ของยุโรปที่กรุ่นขึ้นมาในช่วงปลายปีจะส่งผลกระทบแค่ไหน แต่จะขอข้ามไปดู “หลักคิด” สำคัญ หากว่า อเมริกายังอยากแชร์ส่วนแบ่งแบบนี้ เพราะนั่นหมายถึง “เงินบาท” ที่ยังคงมีแนวโน้มหลักในทิศทางที่ “แข็งค่า” ขึ้น ตามดอลลาร์สหรัฐที่อ่อนค่าลง

 เห็นภาพใหญ่ไปแล้ว ลองมาดูภาพเล็กๆ กันบ้างค่ะว่า เมื่อเงินบาทมีแนวโน้มแข็งค่าขึ้น ดอลลาร์อ่อนค่าลง แล้วเงินจะวิ่งไปไหน

รศ.ดร.เอกชัย นิตยาเกษตรวัฒน์ จากคณะบริหารธุรกิจ สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) กล่าวไว้ในงานเสวนา Crisis Watch “จับตา...โค้งสุดท้ายเศรษฐกิจและการลงทุน” ซึ่งดิฉันเป็นผู้ดำเนินรายการในครั้งนั้นว่า ช่วงปลายปีนี้ถึงต้นปีหน้า ปัจจัยเสี่ยงที่มองว่ามีน้ำหนักเพิ่มขึ้น ได้แก่ ค่าเงินบาท สภาพภูมิอากาศ และอัตราเงินเฟ้อ ขณะที่ปัจจัยเสี่ยง (เหมือนกัน) ที่มีน้ำหนักลดลง ได้แก่ การเมือง เศรษฐกิจโลก และอัตราดอกเบี้ย

จากปัจจัยเสี่ยงที่เพิ่มขึ้นและลดลงดังกล่าวนั้น ทำให้ รศ.ดร.เอกชัย แยกย่อยออกมาเป็นการจัดอันดับสินทรัพย์ที่น่าสนใจ โดยอันดับแรก อาจารย์ให้น้ำหนักกับ “ทองคำ” แม้ว่าราคาทองจะขยับเพิ่มขึ้น แต่ราคาจะถูกทอนออกด้วยค่าเงินบาทที่แข็งค่า ทำให้ราคาทองคำคิดเป็น “บาท” ไม่สูงมากนัก

ส่วนอันดับที่ 2 อาจารย์เอกชัยให้น้ำหนักกับ “หุ้น” ซึ่งการที่บาทแข็งค่า จะส่งผลให้เงินทุนจากต่างชาติยังคงไหลเข้ามาลงทุน ทำให้สภาพคล่องในระบบสูงและแน่นอนว่า หุ้นไทยจะได้รับอานิสงส์จากการเงินทุนไหลเข้าไปด้วย เรื่องนี้พิสูจน์ได้จากตลาดหุ้นปลายปีที่คึกคักอย่างมากทีเดียว

ความสนใจในอันดับต่อมา คือ “ตราสารหนี้” ที่ได้รับผลบวกจากเงินทุนไหลเข้า และอัตราดอกเบี้ยที่ทรงตัว เช่นเดียวกับ “อสังหาริมทรัพย์” ที่มีปัจจัยสนับสนุนด้วยอัตราดอกเบี้ยที่ทรงตัวเหมือนกัน รวมถึง “สินค้าเกษตร” ซึ่งเชื่อว่าราคาจะขยับขึ้นจากการที่ค่าเงินดอลลาร์อ่อนค่าลง และปัญหาภัยธรรมชาติ สุดท้าย คือ “น้ำมัน” จากการที่ดอลลาร์อ่อนและเศรษฐกิจโลกที่ฟื้นตัว

 ขณะที่ ดร.ยรรยง ไทยเจริญ ผู้อำนวยการ สถาบันวิจัยเพื่อตลาดทุน ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ยังเชื่อว่า “หุ้น” ยังเป็นการลงทุนที่น่าสนใจ แม้ว่าดัชนีราคาหุ้นจะปรับตัวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง เพียงแต่การปรับตัวในปีหน้าคงไม่ได้หวือหวาเหมือนปี 2553

 ดร.ยรรยงยังมีมุมมองที่คล้ายกับ รศ.ดร.เอกชัยว่า สินค้าโภคภัณฑ์  ไม่ว่าจะเป็นน้ำมัน ทองคำ รวมทั้งการเก็งกำไรอัตราแลกเปลี่ยน ยังเป็นอะไรที่น่าสนใจ

“สำหรับตลาดหุ้น โอกาสที่จะปรับตัวเพิ่มขึ้นยังคงมีอยู่ แต่ไม่ได้มากนัก ดังนั้น การจัดสรรการลงทุนในปีหน้าจึงสำคัญ เพราะหุ้นไม่ใช่พระเอก แต่สินค้าโภคภัณฑ์จะมีบทบาทมากขึ้น ทั้งน้ำมัน ทองคำ และอัตราแลกเปลี่ยน”  เป็นทัศนะของ ดร.ยรรยง

 ในช่วงท้ายก่อนจบการเสวนา มีคนถาม รศ.ดร.เอกชัยว่า ระหว่างหุ้นกับทองคำ คิดว่าอะไรน่าสนใจกว่ากัน อาจารย์บอกว่า ทั้งหุ้นและทอง มีโอกาสปรับตัวสูงขึ้นตามการอ่อนค่าของดอลลาร์สหรัฐ แต่ส่วนตัวแล้ว ยังเชื่อว่า “ทองคำ” มีโอกาสสูงขึ้นมากกว่า

 ดูเหมือนถนนทุกสาย จะมุ่งสู่สินค้าโภคภัณฑ์จริงๆ !!

ขวัญชนก วุฒิกุล [email protected]