ข่าว

"มาร์ค"โพสต์ปมพระวิหารผ่านเฟซบุ๊ค

"มาร์ค"โพสต์ปมพระวิหารผ่านเฟซบุ๊ค

25 ธ.ค. 2553

"อภิสิทธิ์"โพสต์บทความผ่านเฟซบุ๊ค แจงปัญหาเขาพระวิหาร ยันจุดยืนชัดปัองอธิปไตยเดินหน้ารักษาสิทธิของประเทศ อ้างความเปลี่ยนแปลงเชิงมูล การแก้ปัญหาแต่ละรัฐบาลต่างกัน ทำบางฝ่ายเข้าใจคลาดเคลื่อน เข้าใจผิด ย้ำยึด 3 โนบาย 7 หลักคิด ไม่ยอมรับแผนที่ 1 ต่อ 2 แสน ไม่

(25ธ.ค.) นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊คว่า รัฐบาลและพรรคประชาธิปัตย์มีจุดยืนที่ชัดเจนและไม่เคยเปลี่ยนดั่งที่นายรัฐมนตรีได้เคยให้สัมภาษณ์หลายครั้งหลายหน “นับตั้งแต่รัฐบาลชุดนี้ได้เข้ามาบริหารบ้านเมือง ผมในฐานะผู้นำประเทศมีจุดยืนชัดเจนเกี่ยวกับการปกป้องอธิปไตยบริเวณโดยรอบปราสาทพระวิหาร และเดินหน้ารักษาสิทธิของประเทศตามแนวทางที่ผมได้เคยแสดงความกังวลผ่านการอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาลในขณะที่ผมเป็นผู้นำฝ่ายค้าน เหตุการณ์ผ่านมาสองปีผมคิดว่าหลายอย่างมีพัฒนาการไปมาก ซึ่งความเปลี่ยนแปลงทั้งในเชิงข้อมูลและการแก้ปัญหาของรัฐบาลที่แตกต่างไปจากรัฐบาลชุดที่ผ่านมา อาจทำให้บางฝ่ายเกิดความเข้าใจคลาดเคลื่อน หรือยังไม่ได้รับทราบรายละเอียดเกี่ยวกับการดำเนินการของรัฐบาลอย่างชัดเจนจนอาจก่อให้เกิดความเข้าใจผิดได้” ดังนั้นก่อนที่จะเข้าสู่เนื้อหาเพื่อตอบคำถามของกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยที่ได้จัดทำเอกสารตั้งคำถาม ๓๓ ประเด็น และเปรียบเทียบ ๒๐ จุดยืนระหว่างรัฐบาลพรรคประชาธิปัตย์กับพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย รัฐบาลและพรรคประชาธิปัตย์ขอย้ำถึงแนวทางการทำงานเกี่ยวกับการแก้ปัญหาพื้นที่รอบปราสาทพระวิหารโดยยึด ๓ นโยบายและ ๗ หลักคิดดังนี้

๓ นโยบายรักษาอธิปไตยชาติ

๑ ไม่ยอมรับแผนที่ ๑ ต่อ ๒ แสน เวลาที่เราจะพูดถึงแผนที่ ๑ ต่อ ๒ แสน คนมักคิดถึงเฉพาะระวางดงรักที่กัมพูชาใช้ในศาลโลก ซึ่งเป็นความเข้าใจที่คลาดเคลื่อน เพราะแผนที่ ๑ ต่อ ๒ แสนมีหลายระวางและไม่ได้เกี่ยวพันเฉพาะกับประเทศกัมพูชาเท่านั้น ในที่นี้ขออธิบายเฉพาะแผนที่ ๑ ต่อ ๒ แสนระวางดงรักที่เป็นปัญหาถกเถียงกันอยู่ในเวลานี้ ซึ่งรัฐบาลยืนยันมาโดยตลอดว่าไม่ยอมรับแผนที่ ๑ ต่อ ๒ แสน ระวางดงรัก เหตุผลเพราะว่าในการพิจารณาของศาลโลกได้วินิจฉัยไว้แล้วว่า แผนที่ระวางนี้ไม่ได้เป็นผลงานของคณะกรรมการผสมระหว่างสยาม-ฝรังเศส ซึ่งในเอ็มโอยู ๒๕๔๓ ระบุไว้ว่าแผนที่ที่จะนำมาใช้จะต้องเป็นผลงานของคณะกรรมการฯ และรัฐบาลเคยทำหนังสือไปถึงรัฐบาลกัมพูชาอย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ ๑๗ ธันวาคม ๒๕๕๑ ยืนยันว่าไทยไม่ยอมรับแผนที่ ๑ ต่อ ๒ แสนในการเจรจาแต่เรายึดหลักสันปันน้ำเหมือนที่เราได้ต่อสู้ที่ศาลโลก

๒ ไม่ยอมรับแผนบริหารจัดการพื้นที่รอบปราสาทพระวิหารของกัมพูชา เรื่องมรดกโลกเราเอาจริงเอาจังในการคัดค้านแผนบริหารจัดการดังกล่าว จะเห็นได้ว่า ในการประชุมคณะกรรมการมรดกโลกครั้งที่ผ่านมา คณะรัฐมนตรีมีมติที่แรงมากว่า ถ้าไม่ฟังเรา เราพร้อมถอนตัวจากภาคีมรดกโลก ทำให้เขาจำเป็นต้องเปลี่ยนมติทั้งหมด ซึ่งเราก็ต้องทำความเข้าใจต่อเนื่องว่า เมื่อใดก็ตามที่ทำแล้วมีผลต่ออธิปไตยไทย ไม่ใช่หน้าที่มรดกโลก ไม่ใช่หน้าที่ยูเนสโก นายกรัฐมนตรีได้เคยพูดกับเลขาธิการยูเอ็นเลยว่า “ก่อนผลักดันเป็นมรดกโลก พี่น้องสองฝั่งยังไปเที่ยวได้ ต่อมาเมื่อมีการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกก็มีการปะทะกันแสดงว่ายูเนสโกซึ่งมีหน้าที่ส่งเสริมสันติภาพ กำลังเดินผิดทาง และต้องทบทวนเพื่อแก้ไขในสิ่งผิดพลาดที่คณะกรรมการมรดกโลกได้ดำเนินการไป”

ครั้งหลังสุดที่นายกรัฐมนตรีพบกับสมเด็จฮุนเซ็น นายกรัฐมนตรีก็ยืนยันชัดเจนว่าไทยคัดค้านแผนบริหารจัดการพื้นที่ดังกล่าว และจุดยืนนี้ทางกระทรวงการต่างประเทศก็ได้ให้เป็นนโยบายกับเจ้าหน้าที่ที่ดำเนินการในเรื่องนี้นำไปปฏิบัติอย่างเข้มแข็ง รวมทั้งชี้แจงให้คณะกรรมการมรดกโลกรับทราบและจะใช้กรณีนี้เป็นฐานข้อมูลในการต่อสู้ในที่ประชุมคณะกรรมการมรดกโลกเดือนมิถุนายนเพื่อเดินหน้าคัดค้านแผนบริหารจัดการของกัมพูชาด้วย

๓ ไม่ถอนทหารจากพื้นที่รอบปราสาทพระวิหาร ในการหารือกับสมเด็จฮุนเซนนายกรัฐมนตรียืนยันชัดเจนว่าการถอนทหารคงจะเกิดขึ้นไม่ได้ ถ้าหากยังมีปัญหาการรุกล้ำเข้ามาทั้งในเรื่องของชุมชน ตลาดและวัด ซึ่งยังเป็นข้อขัดแย้งกันอยู่ มีการรายงานเบื้องต้นขณะนี้ว่า ชุมชนกับตลาดมีการย้ายออกไปแล้วแต่ยังเหลือวัด ดังนั้นเมื่อยังมีปัญหาที่วัดทหารไทยก็ยังอยู่ในพื้นที่ ซึ่งนายกรัฐมนตรีได้ให้นโยบายไปแล้วว่าจะไม่มีการถอนทหารจนกว่าพื้นที่ตรงนั้นจะมีความชัดเจนว่า ได้มีการปฏิบัติตามข้อตกลงปี ๒๕๔๓ ซึ่งนายกรัฐมนตรียังได้พูดกับสมเด็จฮุนเซนด้วยว่ากระบวนการเกี่ยวกับมรดกโลกนั้นเราไม่เห็นด้วยกับการเดินหน้าแต่เห็นว่าควรจะชะลอไว้ก่อนเพื่อหาข้อยุติในเรื่องที่เป็นข้อพิพาทกันอยู่ อันนี้เป็นนโยบายของรัฐบาล ซึ่งนายกรัฐมนตรีคิดว่าแนวทางที่รัฐบาลใช้การเจรจาจนทำให้เห็นความคืบหน้าในการย้ายชุมชนและตลาดออกไปโดยไม่มีการใช้กำลัง ขณะที่ไทยยังรักษาจุดยืนของตัวเองไว้อย่างชัดเจนย่อมเป็นประโยชน์สำหรับการต่อสู้ในการประชุมคณะกรรมการมรดกโลกเดือนมิถุนายนปีหน้าด้วย

๗ หลักคิดแก้ปัญหาเพื่อบ้านเมือง

๑ ไม่มีผลประโยชน์ส่วนตัวยึดมั่นในผลประโยชน์ส่วนรวม ตลอดชีวิตการเมืองเกือบ ๑๙ ปีของนายกรัฐมนตรี เป็นบทพิสูจน์ถึงความมุ่งมั่นในการอาสาที่จะใช้ความรู้ความสามารถของตัวเองเพื่อประโยชน์ของบ้านเมือง รัฐบาลไม่มีผลประโยชน์อื่นใดนอกจากผลประโยชน์ของชาติ และนายกรัฐมนตรีได้ตอกย้ำ “และไม่มีเหตุผลอะไรที่ผมจะเอาแผ่นดินไทยไปแลกเปลี่ยนกับผลประโยชน์อื่น ถ้าทำเช่นนั้นไม่ใช่แค่ว่าผมไม่ควรเป็นนายกรัฐมนตรี ผมไม่ควรจะอยู่บนผืนแผ่นดินนี้ด้วยซ้ำ”

๒ ไม่เปลี่ยนจุดยืน ในสมัยที่เป็นผู้นำฝ่ายค้านในสภานายอภิสิทธิ์เคยอภิปรายไว้อย่างไร จุดยืนตอนเป็นนายกรัฐมนตรีเหมือนเดิมทุกประการ นายอภิสิทธิ์คัดค้านแถลงการณ์ร่วมไทยกัมพูชาที่รัฐบาลชุดก่อนไปดำเนินการ เมื่อเป็นรัฐบาลก็ได้แจ้งรัฐบาลกัมพูชาแล้วว่าแถลงการณ์ดังกล่าวเป็นโมฆะ ถัดมาปลายปี ๒๕๕๑ มีการเอากรอบการเจรจา ในการจัดวางกำลังทหารเข้าสู่สภา มีการเอาแผนที่หนึ่งต่อสองแสนแนบท้ายไปด้วย นายอภิสิทธิ์ตอนเป็นผู้นำฝ่ายค้าน ได้อภิปรายว่า “เราจะไม่ยอมรับกรอบการเจรจา จนกว่าจะมีการเอาแผนที่ออกไป”ในที่สุดกระทรวงการต่างประเทศในรัฐบาลขณะนั้นยอมเอาแผนที่ออกไป กรอบการเจรจาปี ๒๕๕๑ จึงไม่มีแผนที่ที่กระทรวงการต่างประเทศเสนอเข้าไป

๓ ไม่เคยกลัวเสียหน้า มีคนกล่าวหาว่านายกรัฐมนตรีไม่ยอมยกเลิกเอ็มโอยู ๔๓ เพราะกลัวเสียหน้า ซึ่งนายกรัฐมนตรีได้ตอบชัดเจนว่า “ผมคิดว่าเป็นการพูดที่เกินเลยจากข้อเท็จจริงไปมาก เพราะเหตุผลที่ผมยังไม่ยกเลิกเอ็มโอยู๔๓ ก็เพราะเห็นว่ายังเป็นประโยชน์ในการรักษาสิทธิของประเทศ สิ่งที่กังวลว่าในเอ็มโอยูดังกล่าวไปยึดแผนที่ ๑ ต่อ ๒ แสน มากำหนดเขตแดนนั้น เป็นความเข้าใจที่คลาดเคลื่อน เพราะเอ็มโอยู ๔๓เป็นหลักวิธีการจัดทำเขตแดน ไม่ผูกมัดประเทศไทยในการจัดทำหลักเขตแดน แต่มีหลักสำคัญว่าพื้นที่ปี ๒๕๔๓ เป็นอย่างไร อย่าให้มีการเปลี่ยนแปลง คืออย่าให้มีฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดเข้าไปรุกล้ำเปลี่ยนแปลงสภาพพื้นที่ โดยจะมีคณะกรรมการมาทำหลักเขตแดน เอาสนธิสัญญามาเป็นหลักยึด คือ หนึ่งหลักสันปันน้ำ สองใช้คำว่าบรรดาแผนที่ที่เป็นงานของคณะกรรมาธิการที่ทำหลักเขตแดนตามสัญญา ล่าสุดกัมพูชาพยายามเอาแผนที่แนบท้ายเข้าไปในกรรมการมรดกโลก รัฐบาลก็เข้าไปคัดค้าน จนมติของกรรมการมรดกโลกให้ไปพิจารณาปีหน้า

ผมเคารพความเห็นของบางคนที่ไม่ได้ตีความเอ็มโอยูเหมือนที่ผมและหลายฝ่ายคิด แต่กัมพูชาเสนอในแผนจัดการมรดกโลกล่าสุดว่าเขายังไม่สามารถใช้แผนที่ ๑ ต่อ ๒ แสน ได้ เพราะกรรมการทำหลักเขตแดนตามเอ็มโอยู ๔๓ ยังทำงานไม่เสร็จ หมายความว่าการมีเอ็มโอยูทำให้กัมพูชายังใช้แผนที่ไม่ได้และรัฐบาลก็ไม่ยอมรับการใช้แผนที่นี้ ผมจึงคิดว่าเราเห็นต่างกันเท่านั้นเอง ฝ่ายหนึ่งว่าเลิกเอ็มโอยู ๔๓ ดี บางฝ่ายว่าถ้าเลิกเขาจะไปอ้างแผนที่ เพราะไม่มีสนธิสัญญาค้ำอยู่

มันยุติธรรมหรือครับที่จะกล่าวหาผมเพียงเพราะเราเห็นต่างกัน ผมเคยพูดคุยกับตัวแทนของกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยหลายครั้ง ยืนยันว่าเจตนาเราตรงกันคือปกป้องอธิปไตยของชาติ ทางไหนดีกว่ากันผมยินดี ผมไม่มีปัญหา ถ้าเลิกแล้วดีกับประเทศไทยผมก็เลิก แต่ถ้าเราถกกันแล้ว ดูกันด้วยเหตุด้วยผลแล้วถ้ามีประโยชน์ก็คงไว้ ทั้งหมดคือผลประโยชน์ของประเทศไทยครับ จึงเป็นไปไม่ได้เลยที่ผมจะละทิ้งหลักในการรักษาผลประโยชน์ของบ้านเมืองเพียงเพราะต้องการที่จะรักษาหน้าตัวเอง หรือรักษาหน้าคุณชวน หลีกภัย”

๔ ไม่ละเลยที่จะรับฟังความเห็นของคนอื่น เรื่องนี้นายกรัฐมนตรีได้แสดงจุดยืนในการรับฟังความคิดเห็นของทุกฝ่ายตามแนวทางของระบอบประชาธิปไตยไว้ดังนี้ “ทุกท่านที่ติดตามการแก้ปัญหาในกรณีปราสาทพระวิหารจะเห็นได้ว่า ผมไม่เคยปฏิเสธที่จะแลกเปลี่ยนความเห็นกับกลุ่มคนที่มีความห่วงใยต่อประเทศชาติ หลายท่านไม่เห็นด้วยกับวิธีการของผม ผมเข้าใจ และผมยืนยันในความเป็นนักประชาธิปไตยที่ต้องเคารพความเห็นต่าง ผมเพียงแต่อยากให้ข้อคิด วิธีการบรรลุเป้าหมายว่ามีหลายวิธี เราจะเลือกใช้วิธีไหนเวลาใด ต้องเลือกดูสถานการณ์ความเหมาะสม ไม่ใช่ยึดมั่นอยู่วิธีเดียว หรือคิดว่าต้องแก้ด้วยวิธีนี้เท่านั้นเพื่อให้ทุกอย่างเบ็ดเสร็จเด็ดขาด สำหรับผมสิ่งที่ดีที่สุดคือทั้งสองประเทศเคารพอธิปไตยซึ่งกันและกัน เป็นเพื่อนบ้านแล้วพี่น้องประชาชนทั้งสองฝั่งสามารถอยู่และสงบสุขพร้อมกัน เราไม่ต้องการให้พี่น้องประชาชนอยู่ในภาวะต้องสู้รบกันไม่จบไม่สิ้น เราไม่ต้องการให้ประเทศที่สามหรือประเทศอื่นมาแทรกแซงบนแผ่นดินของเรา เห็นด้วยไม่เห็นด้วยไม่เป็นไร แต่อย่ากล่าวหาหรือให้ร้ายในเจตนาของกันและกัน เพราะนั่นไม่ใช่ผลดีในการแก้ปัญหา”

๕ ไม่ตัดสินใจบนพื้นฐานความเชื่อของตัวเอง หลักความคิดที่ไม่ยึดความคิดตัวเองเป็นใหญ่นั้นนายกรัฐมนตรีได้เคยให้สัมภาษณ์ชัดว่า “การแก้ปัญหาของผมไม่เคยยึดติดอยู่กับความคิดของตัวเองว่าคือความถูกต้องหรือใช้อัตตาของตัวเองเป็นที่ตั้งอย่างที่มีบางคนพยายามกล่าวหา แต่ผมจะรับฟังข้อมูลอย่างรอบด้านและตัดสินใจโดยยึดประโยชน์ส่วนรวมเป็นหลัก”

๖ ไม่บิดเบือนข้อเท็จจริง การแก้ไขปัญหาของรัฐบาลชุดนี้จะไม่ใช้หลักของการโฆษณาชวนเชื่อและบิดเบือนข้อเท็จจริงเพื่อหวังประโยชน์ทางการเมือง ซึ่งนายกรัฐมนตรีได้เคยสัมภาษณ์ว่า “หลักคิด ในการแก้ปัญหาของผมจะเน้นเรื่องการให้ข้อมูลที่เป็นจริงกับประชาชน ใช้วิธีอธิบายเพื่อให้เกิดความเข้าใจที่ถูกต้อง ในกรณีปราสาทพระวิหารผมบอกกับประชาชนมาตลอดว่าสภาพปัญหาเป็นอย่างไร และขั้นตอนในการแก้ปัญหาเป็นอย่างไร ซึ่งผมก็ยึดมั่นและเดินตามแนวทางที่ได้บอกกับประชาชนมาโดยตลอด คือ รักษาสิทธิของประเทศโดยยึดหลักสันติวิธีในการแก้ปัญหา”

๗ ไม่กล่าวหาคนอื่น รัฐบาลประชาธิปัตย์ไม่นิยมกล่าวหาคนอื่นแบบลอยๆ แต่พยายามทำความเข้าใจอารมณ์ความรู้สึกของคนที่มีความเข้าใจที่คลาดเคลื่อนเนื่องจากได้รับข้อมูลไม่ครบทุกด้าน และเห็นว่าความคิดที่ต่างเป็นความสวยงามของระบอบประชาธิปไตย หากไม่มีวาระอื่นซ่อนเร้น โดยนายกรัฐมนตรีย้ำจุดยืนนี้ “ผมยอมรับครับว่ามีหลายครั้งที่ผมอยากตอบโต้คนที่บิดเบือนข้อมูลกล่าวหาผมอย่างไม่เป็นธรรม แต่ผมรู้ดีว่ามันไม่มีประโยชน์ที่เราจะใช้คำพูดรุนแรงกล่าวหาซึ่งกันและกันเพียงเพื่อให้เกิดความสะใจหรือระบายอารมณ์ชั่วครู่ชั่วยาม เพราะหน้าที่ของผมคือประคับประคองบ้านเมืองนี้ให้ยึดมั่นที่เหตุและผล และให้ข้อมูลที่เป็นจริงเพื่อให้ประชาชนได้ใช้วิจารณญาณตัดสิน ผมเจ็บปวดและไม่สบายใจทุกครั้งที่มีพี่น้องบางส่วนกล่าวหาว่าผมไม่รักชาติ ขายชาติ ผมขอยืนยันครับว่า ผมไม่มีผลประโยชน์อื่นนอกจากผลประโยชน์ชาติ และผมไม่กล่าวหาพี่น้องประชาชนที่เห็นต่าง ตรงกันข้ามผมขอบคุณในความตื่นตัวที่มีความหมายต่อบ้านเมือง แต่ผมก็ต้องตัดสินใจว่าสิ่งใดที่จะรักษาประโยชน์ให้กับประเทศชาติมากที่สุด ซึ่งอาจจะไม่ใช่วิธีการที่บางฝ่ายเชื่อ แต่ก็ไม่ควรเป็นเรื่องที่เราต้องมาประณามกันและกันเพียงเพราะเราเห็นแตกต่างกัน”

ที่กล่าวมาทั้งหมดข้างต้นเป็นแนวทางในการแก้ปัญหากรณีปราสาทพระวิหารของรัฐบาลและพรรคประชาธิปัตย์ ซึ่งพรรคประชาธิปัตย์หวังว่าเอกสารคำชี้แจงนี้จะได้ทำให้ประชาชนมีความเข้าใจในวิธีการแก้ปัญหาของรัฐบาลมากขึ้น และต่อจากนี้ไปจะเป็นการชี้แจงเกี่ยวกับคำถามของกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยที่ได้จัดทำเป็นเอกสารเพื่อให้ประชาชนได้รับทราบข้อมูลอีกด้านหนึ่งจากรัฐบาล

ลำดับคำถาม คำตอบ
๑ พันธมิตรฯนักวิชาการและภาคประชาชนคัดค้านเรื่องอะไร
พันธมิตรฯ นักวิชาการ ภาคประชาชน และรัฐบาลต่างเห็นพ้องกันในเรื่องการปกป้องอธิปไตยของประเทศ พูดง่ายๆคือ เป้าหมายเหมือนกัน แต่วิธีการต่างกัน ทำให้ยังเห็นไม่สอดคล้องกัน ซึ่งรัฐบาลยืนยันในหลักคิดนี้ คือ

- แผนที่มาตราส่วน ๑ ต่อ ๒ แสน ระวางดงรักไม่ผูกพันประเทศไทย
- รัฐบาลได้คัดค้านการขึ้นทะเบียนปราสาทพระวิหารเป็นมรดกโลก
- รัฐบาลใช้การเจรจาแก้ไขปัญหาการรุกล้ำดินแดนไทย โดยใช้บันทึกความเข้าใจ
ปี ๒๕๔๓ เป็นกลไกในการเจรจา
๒ แผนที่มาตราส่วน ๑ ต่อ ๒ แสน ทำโดยใครและเมื่อไหร่
แผนที่ที่ทำขึ้นมีทั้งหมด ๑๑ ฉบับโดยคณะกรรมการผสมระหว่างสยาม-ฝรั่งเศส ตามสนธิสัญญา ๑๙๐๔ ถูกยกเลิกไปสามฉบับโดยอนุสัญญา ๑๙๐๗ เหลือที่ยังใช้อยู่อีก ๘ ฉบับ ซึ่งเป็นแผนที่ที่เกี่ยวข้องกับสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาวประมาณ ๖ ฉบับครึ่งและแผนที่เกี่ยวกับกัมพูชา ๑ ฉบับครึ่ง สำหรับระวางที่เกี่ยวข้องกับปราสาทพระวิหารคือ ระวางดงรัก ซึ่งเป็นระวางเดียวที่กัมพูชานำขึ้นสู่การพิจารณาของศาลโลก และศาลโลกได้วินิจฉัยว่าระวางดงรักไม่ได้เป็นผลงานของคณะกรรมการฯแต่อย่างใด โดยไม่ได้วินิจฉัยแผนที่ที่เหลือว่าเป็นผลงานของคณะกรรมการฯหรือไม่ จึงเป็นหน้าที่ของแต่ละประเทศต้องเจรจาตกลงกัน
๓ ถ้าไทยไม่ยึดแผนที่มาตราส่วน ๑ ต่อ ๒ แสน แล้วฝ่ายไทยยึดหลักอะไรเรื่องเส้นเขตแดนไทย-กัมพูชา
เส้นเขตแดนไทย-กัมพูชาบริเวณที่มีปัญหาคือกัมพูชายึดแผนที่มาตราส่วน ๑ ต่อ ๒ แสน ระวางดงรัก ส่วนประเทศไทยไม่เพียงแค่ไม่ยึดแผนที่ระวางนี้แต่ยังไม่ยอมรับที่จะให้กัมพูชานำมาใช้งานด้วย ซึ่งถูกกำหนดเป็นภาคบังคับไว้ในเอ็มโอยู ๒๕๔๓ ว่าไทยยึดอนุสัญญา ค.ศ.๑๙๐๔ ที่ระบุว่าเส้นเขตแดนบริเวณ
เทือกเขาดงรักเป็นไปตามสันปันน้ำ ส่วนแผนที่มาตราส่วน ๑ ต่อ ๒ แสน ระวางดงรัก ศาลโลกได้วินิจฉัยแล้วว่าไม่ใช่ผลงานคณะกรรมการปักปันฯจึงไม่อยู่ในข่ายที่จะนำมาใช้ในการเจรจาตามเงื่อนไขเอ็มโอยู ๒๕๔๓
๔ แผนที่มาตราส่วน ๑ ต่อ ๒ แสนทำให้ไทยเสียดินแดนเพราะอะไร
แผนที่ ๑ ต่อ ๒ แสน ระวางดงรักไม่ผูกพันประเทศไทยแต่อย่างใด เพราะไม่เป็นไปตามที่สนธิสัญญาระหว่างสยาม - ฝรั่งเศส ด้วยเหตุผลข้างต้น รัฐบาลไทยและท่าทีในการเจรจาของไทยจึงยังยืนยันว่าแผนที่ดังกล่าวนำมาใช้ไม่ได้ และไม่มีน้ำหนักทางกฎหมาย

นอกจากนี้ คำพิพากษาศาลโลกมิได้ตัดสินว่าเส้นเขตแดนตามแผนที่ดังกล่าวผูกพันไทยเพียงแต่ตัดสินว่า ปราสาทพระวิหารอยู่ในดินแดนภายใต้อธิปไตยของกัมพูชา และให้ไทยถอนทหารออกจากปราสาทพระวิหาร และคืนโบราณวัตถุ แผนที่ดังกล่าวจึงมีสถานะเป็นเพียงเหตุผลในการพิพากษาสามประการข้างต้นเท่านั้น ไม่เกี่ยวกับเส้นเขตแดน ฉะนั้น การเจรจาเรื่องเขตแดนในปัจจุบันจึงเป็นเรื่องแยกต่างหาก ไม่เกี่ยวโยงกับคดีในศาลโลกที่ตัดสินเฉพาะตัวปราสาทพระวิหารเท่านั้นไทยจึงมิได้เสียดินแดนบริเวณรอบปราสาทพระวิหารแต่อย่างใด ตรงกันข้ามรัฐบาลได้ปกป้องอธิปไตยในส่วนนี้อย่างเข้มแข็งผ่านแนวทางทางการทูตและการทหาร

ข้อผูกพันแผนที่มาตราส่วน ๑ ต่อ ๒ แสน ระหว่างไทยกับกัมพูชามีอยู่ในเอกสารอะไรบ้าง
กรอบใหญ่ที่รัฐบาลใช้คือเอ็มโอยู ๒๕๔๓ เมื่อในเอ็มโอยูระบุชัดเจนว่าแผนที่ที่จะใช้ในการเจรจาต้องเป็นผลงานของคณะกรรมการปักปันฯและศาลโลกได้วินิจฉัยแล้วว่า แผนที่มาตราส่วน ๑ ต่อ ๒ แสนระวางดงรักมิได้เป็นผลงานของคณะกรรมการปักปันฯ จึงไม่สามารถนำมาใช้ดำเนินการตามเงื่อนไขของเอ็มโอยู ๒๕๔๓ ได้ ดังนั้นไม่ว่ากัมพูชาจะหยิบยกแผนที่ดังกล่าวมาอ้างถึงอย่างไรก็ไม่มีผลในทางปฏิบัติเพราะรัฐบาลไทยได้แจ้งไปอย่างชัดเจนว่า ไม่ยอมรับแผนที่ดังกล่าว

สำหรับความจำเป็นที่ต้องจัดทำบันทึกความเข้าใจว่าด้วยการสำรวจและจัดทำหลักเขตแดนทางบก พ.ศ. ๒๕๔๓ ก็เพราะบันทึกความเข้าใจฯ เป็นกลไกการเจรจาระหว่างไทยกับกัมพูชาเพื่อแก้ไขข้อพิพาทด้านเขตแดนอย่างสันติวิธี เขตแดนระหว่างไทยกับกัมพูชาได้ปักปันแล้วตามอนุสัญญา ค.ศ. ๑๙๐๔ และสนธิสัญญา ค.ศ. ๑๙๐๗ บันทึกความเข้าใจฯ มีวัตถุประสงค์เพื่อเจรจาและร่วมกันสำรวจหาหลักเขตแดนเดิม ๗๓ หลัก และเส้นเขตแดนที่ปักปันตามแนว
อุปสรรคตามธรรมชาติ เพื่อจัดทำหลักเขตแดนตลอดแนวเขตแดนไทย-กัมพูชา เพื่อป้องกันความขัดแย้งที่อาจเกิดขึ้น

เนื่องจากเมื่อ ๑๐๐ ปีที่แล้วเทคโนโลยีในการสำรวจและจัดทำแผนที่ยังไม่สามารถจัดทำแผนที่ขนาดสัดส่วนที่ถูกต้องใกล้เคียงภูมิประเทศจริงได้ การจัดทำเส้นเขตแดนให้ชัดเจนถูกต้องจำเป็นต้องใช้แผนที่และเทคโนโลยีสมัยใหม่ในการดำเนินการเพื่อให้ได้เส้นเขตแดนอันเป็นที่ยอมรับของทั้งสองฝ่าย และเป็นไปตามเจตนารมณ์ของสนธิสัญญาฯ ดังนั้น บันทึกความเข้าใจฯ ปี ๒๕๔๓ ได้กำหนดให้ทั้งสองฝ่ายจัดทำภาพถ่ายทางอากาศและสำรวจภูมิประเทศร่วมกัน ซึ่งเมื่อมีการดำเนินการดังกล่าวด้วยเทคโนโลยีปัจจุบันแล้ว ก็จะพบว่าสภาพภูมิประเทศจริงมิได้เป็นไปตามแผนที่ระวางดงรักที่กัมพูชายึดถือ นอกจากนี้เส้นสันปันน้ำตามแผนที่ระวางดงรักดังกล่าวก็ไม่สามารถถ่ายทอดลงในแผนที่ที่จัดทำขึ้นในปัจจุบันได้ เพราะไม่ตรงกับสภาพภูมิประเทศ ซึ่งเป็นหลักฐานยืนยันได้อย่างชัดเจนว่าแผนที่ดังกล่าวไม่อาจนำมาใช้ถ่ายทอดสภาพภูมิประเทศได้ จึงไม่สามารถนำมาใช้และไม่มีน้ำหนักทางกฎหมาย

สำหรับการดำเนินการตามบันทึกความเข้าใจฯ ในแต่ละขั้นตอน รัฐบาลได้นำเสนอผลการหารือให้รัฐสภาได้พิจารณา ดังเช่น กรณีบันทึกผลการประชุมของ JBC ทั้ง ๓ ฉบับ ซึ่งนำเข้าสู่การพิจารณาของ รัฐสภา และหากการเจรจาได้ข้อยุติในขั้นตอนสุดท้าย ก็จะต้องดำเนินการตามกระบวนการของรัฐสภา
๖ปัญหา บันทึกความเข้าใจว่าด้วยการสำรวจและจัดทำหลักเขตแดนทางบก พ.ศ.๒๕๔๓ (เอ็มโอยู ๒๕๔๓) ที่สำคัญคืออะไร

๑ ในข้อ ๑ ค. ของเอ็มโอยูระบุว่าให้ใช้แผนที่ ๑ ต่อ ๒ แสน ที่เป็นผลงานของคณะกรรมการปักปันฯแต่แผนที่ ๑ ต่อ ๒ แสนระวางดงรักมิได้เป็นผลงานของคณะกรรมการปักปันฯ ไทยจึงไม่ยอมรับที่จะใช้แผนที่นี้ในการจัดทำหลักเขตแดนจึงไม่มีความเสี่ยงที่จะเสียดินแดนเพราะไทยยังยึดหลักสันปันน้ำตามที่ได้ต่อสู้ไว้ในศาลโลก

๒ ไทยปฏิบัติตามเอ็มโอยู ๒๕๔๓ เพื่อเปิดทางให้ทั้งสองฝ่ายได้พิสูจน์และตกลงกัน แต่กัมพูชามีการเปลี่ยนสภาพแวดล้อมซึ่งเป็นการละเมิดต่อเงื่อนไขในเอ็มโอยูฯข้อ ๕ ซึ่งไทยได้ประท้วงหลายครั้งตามหลักสากลโดย มติป.ป.ช. วันที่ ๑๖ ก.ค. ๒๕๕๓ ก็ได้ชี้มูลแล้วว่าการดำเนินการเพื่อปกป้องอธิปไตยของชาติด้วยวิธีนี้เป็นเรื่องที่ถูกต้องและไม่ได้ทำให้ไทยสูญเสียอธิปไตยของชาติแต่อย่างใด จึงถือเป็นความเข้าใจที่คลาดเคลื่อนว่ารัฐบาลไม่ได้โต้แย้งในเรื่องนี้ เพราะในความเป็นจริงรัฐบาลประท้วงกรณีที่กัมพูชาละเมิดข้อตกลงนี้มาโดยตลอด

๓ การที่ในเอ็มโอยูฯข้อ ๘ ระบุให้ระงับข้อพิพาทที่เกิดจากการตีความหรือการบังคับใช้เอ็มโอยู ๒๕๔๓ โดยสันติวิธีด้วยการปรึกษาหารือและการเจรจา ไม่ใช่จุดอ่อนของเอ็มโอยูฉบับนี้ เนื่องจากเนื้อหาในข้อดังกล่าวล้อมาจากกฎบัตรสหประชาชาติมาตรา ๓๓ ซึ่งเป็นแนวทางปฏิบัติตามหลักสากลที่ทั่วโลกใช้ และไทยก็รักษาสิทธิของตัวเองโดยยึดกฎหมายระหว่างประเทศเป็นหลัก การที่กัมพูชาไม่ปฏิบัติตามข้อตกลงก็จะเป็นสิ่งที่ฟ้องต่อนานาชาติว่าผู้ที่ไม่ดำเนินการตามหลักสากลคือกัมพูชาไม่ใช่ฝั่งไทย และไทยได้ใช้ความอดทนอย่างมากในการรักษาแนวทางสันติวิธี แต่ถ้ากัมพูชายังไม่ทบทวนท่าทีแต่รุกรานอธิปไตยของไทยเพิ่มเติม รัฐบาลไทยก็อยู่ในสถานะที่มีความชอบธรรมในการรักษาอธิปไตยของชาติด้วยวิธีอื่นหากการประท้วงไม่ได้ผล

๔ รัฐบาลในขณะนั้น (ยุคคุณชวน หลีกภัย) พิจารณาแล้วไม่คิดว่าเอ็มโอยู ๒๕๔๓ จะเข้าข่ายตามมาตรา ๒๒๔ ของรัฐธรรมนูญปี ๒๕๔๐ ซึ่งมีผลบังคับใช้ในขณะนั้น เนื่องจากเป็นเพียงแค่กรอบการเจรจา และเมื่อรัฐธรรมนูญฉบับ ๒๕๔๐ ถูกยกเลิกไป การดำเนินการของรัฐบาลชุดปัจจุบันก็ได้ทำทุกขั้นตอนตามมาตรา ๑๙๐ ของรัฐธรรมนูญปี ๒๕๕๐ จึงไม่มีส่วนใดที่จะขัดต่อบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญ

๕ ไม่ได้เป็นเอกสารเริ่มต้นที่ทำให้เกิดเอกสารหลายชนิดที่มีข้อผูกพันแผนที่มาตราส่วน ๑ ต่อ ๒ แสน ระวางดงรัก เพราะระบุชัดเจนแล้วว่าแผนที่ดังกล่าวไทยไม่ยอมรับเพราะไม่ใช่ผลงานของคณะกรรมการปักปันฯ การอ้างแต่เพียงฝ่ายเดียวของกัมพูชาจึงมิได้มีผลผูกพันใด ๆ ต่อประเทศไทยทั้งสิ้น
๗ การสำรวจและจัดทำหลักเขตแดนไทย - กัมพูชาที่ถูกต้องควรจะเป็นอย่างไร
๑ บันทึกความเข้าใจฯ กำหนดให้มีการสำรวจหลักเขตแดนที่มีอยู่เดิม ๗๓ หลักและจัดทำหลักเขตแดนถาวรเพื่อทดแทนของเดิม ซึ่งการดำเนินการมีความคืบหน้า สามารถค้นพบหลักเขตที่ทั้งสองฝ่ายเห็นพ้องกันในเรื่องที่ตั้งแล้ว จำนวน ๒๙ หลัก

๒ สำหรับบริเวณเส้นเขตแดนที่ใช้อุปสรรคทางธรรมชาติ ทั้งสองฝ่ายจะต้องร่วมกันสำรวจหาแนวสันปันน้ำหรือร่องน้ำลึกให้เป็นที่ตกลงกัน เพื่อความชัดเจน มิให้เกิดปัญหา และจัดทำหลักเขตแดนไว้ เพื่อป้องกันมิให้มีข้อโต้แย้งหรือข้อพิพาทในอนาคต ทั้งนี้ แนวสันปันน้ำมีคำจำกัดความทางวิชาการเป็นสากล ซึ่งมีกฎหมายระหว่างประเทศรับรอง
๘ศาลโลกตัดสินคดีปราสาทพระวิหาร พ.ศ.๒๕๐๕ ตัดสินแค่ไหน
๑ ศาลโลกไม่ได้ตัดสินแผนที่มาตราส่วน ๑ ต่อ ๒ แสนระวางดงรักตามที่กัมพูชาร้องขอ
๒ คำพิพากษาของศาลโลกวินิจฉัยเฉพาะตัวปราสาทพระวิหารเท่านั้นที่เป็นของกัมพูชาไม่รวมพื้นที่โดยรอบซึ่งไทยถือว่าเป็นอาณาเขตภายใต้อธิปไตยของไทย
๙ไทยปฏิบัติตัวอย่างไรกับคดีปราสาทพระวิหาร
๑ รัฐบาลได้ปฏิบัติตามคำพิพากษาของศาลโลกครบถ้วนแล้วตามข้อ ๙๔ (๑) การที่มีการเสนอความ

เห็นว่าไม่จำเป็นต้องปฏิบัติตามคำพิพากษาของศาลยุติธรรมระหว่างประเทศนั้น เห็นว่า ไม่น่าจะเป็นแนวทางที่ถูกต้องเนื่องจากจะขัดต่อมาตรา ๙๔ ของกฎบัตรสหประชาชาติที่ระบุให้รัฐสมาชิกปฏิบัติตามคำพิพากษาของศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ ประกอบกับรัฐบาลไทยได้ทำหนังสือประท้วงการตัดสินดังกล่าวโดยตั้งข้อสงวนอันชัดแจ้งเกี่ยวกับสิทธิใด ๆ ที่ประเทศไทยมีหรืออาจมีในอนาคต เพื่อเอาปราสาทพระวิหารกลับคืนมา โดยอาศัยกระบวนการกฎหมายที่มีอยู่ หรือที่จะพึงนำมาใช้ได้ในภายหลัง
๒ ไทยยังยึดหลักสันปันน้ำตามแนวทางที่ได้ต่อสู้ในศาลโลก
๑๐ ศาลโลกจะขยายผล หรือ กัมพูชาจะฟ้องศาลโลกแล้วไทยจะเสียดินแดนมากกว่านี้ได้หรือไม่

รัฐบาลไทยได้ทำหนังสือประท้วงคำพิพากษาของศาลโลกในกรณีนี้ไปแล้ว กัมพูชาจึงไม่สามารถนำกรณีพิพาทเกี่ยวกับเขตแดนหรือเรื่องอื่นๆ เข้าสู่การพิจารณาของศาลโลกได้อีก เว้นแต่จะเข้าเงื่อนไขตามข้อ ๖๐ ของธรรมนูญศาลยุติธรรมระหว่างประเทศกล่าวคือ ในกรณีที่มีข้อพิพาทเกี่ยวกับความหมายหรือขอบเขตของคำพิพากษา (Meaning of scope of the judgment) ในคดีเดิม ดังเช่นในกรณีปราสาทพระวิหาร ดังนั้น หากกัมพูชาเสนอให้ศาลฯ ตีความคำพิพากษา และศาลฯ พิจารณาแล้วรับคำร้อง กระบวนการพิจารณาของศาลฯ ที่จะมีขึ้นรวมถึงผลการพิจารณา ก็จะผูกพันคู่กรณีคือไทยและกัมพูชา