
พท.จวกรัฐชิงช่วงศก.ขาขึ้นอ้างผลงาน
ปชป.ฟุ้งผลงาน 2 ปีรัฐบาล สำเร็จตามที่ประกาศไว้ในการแก้วิกฤติปท. เผย เตรียมประกาศประชาวิ วัฒน์ 1 ม.ค.และ นโยบายเพื่อขับเคลื่อนแผนเร่งรัด ปฎิบัติการเพื่อคนไทย 9 ม.ค. ลั่นเป็นสัญญาประชาคม เพื่อ ผลักดันนโยบายต่างๆ ให้สำเร็จ ด้านพท.ประเมินผลงานรัฐแย่ชิงจังหวะ
(25ธ.ค.) นพ.บุรณัชย์ สมุทรักษ์ โฆษกพรรคประชาธิปัตย์ แถลงถึงกรณีรัฐบาลแถลงผลงาน 2 ปีที่ผ่านมาว่า ถือว่ารัฐบาลประสบความสำเร็จในการแก้วิกฤติของชาติ รวมทั้งได้ผลักดันวาระประชาชนในทุกด้าน โดยในปีแรกได้มีการทำงานในนโยบาย 99 วันทำได้จริง ซึ่งเป็นนโยบายลดภาระค่าครองชีพของประชาชน ส่วนในปีที่ 2 ได้มีการสานต่อนโยบายประชาชนในด้านอื่นๆ เช่น โครงการหนี้นอกระบบ การออกกฎหมายกองทุนการออมเพื่อการชราภาพ เบี้ยคนพิการ และการจัดสรรที่ทำกิน ซึ่งนโยบายต่างๆที่ได้ดำเนินการมาเป็นไปตามที่นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ได้ประกาศไว้
โฆษกพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า ในปีนี้ได้เน้นแก้ปัญหาเรื่องความเหลื่อมล้ำทางสังคม โดยเริ่มต้นจากการขยายโครงการประกันสังคมเพื่อให้ครอบคลุมอาชีพอิสระ และสร้างศูนย์เด็กเล็ก ให้ทั่วทุกตำบลรวมทั้งจัดทำศูนย์ยุติธรรมชุมชนด้วย นอกจากนี้ จะมีการลงทุนในโครงการรถไฟความเร็วสูงที่จะวิ่งผ่านจากประเทศจีน เข้าสู่จังหวัดหนองคาย - กรุงเทพ - ระยอง - สุไหงโกลก-มาเลเซีย - สิงค์โปร์ รวมทั้งจะมีการประมูลรถไฟฟ้าสายสีต่างๆให้ครบทุกเส้นทาง
ทั้งนี้จะมีการผลักดันเพื่อแก้ไขปัญหายาเสพติด โดยเพิ่มบทลงโทษให้รุนแรงขึ้น นอกจากนี้ จะมีการปฏิรูปโครงสร้างของตำรวจ นอกจากนี้ จะมีการประเมินผลจากการยกเลิกกฎอัยการศึกใน 5 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ซึ่งทั้งหมดจะดำเนินควบคู่กับการปฏิรูปประเทศไทยตามข้อเสนอของคณะกรรมการชุดต่างๆ ที่รัฐบาลได้ตั้งขึ้น โดยจะดำเนินการตั้งปีต้นปี 2554 เป็นต้นไปจนกว่าจะถึงวันที่มีการยุบสภา
รัฐบาลจะมีการประกาศนโยบายที่จะดำเนินการเป็นปีที่ 3 ในวันที่ 1 มกราคม 2554 นี้ และจะประกาศนโยบายเพื่อขับเคลื่อนแผนเร่งรัด ปฎิบัติการเพื่อคนไทยในวันที่ 9 มกราคมที่จะถึงนี้ด้วย ซึ่งจะถือเป็นการทำสัญญาประชาคมในการจะผลักดันนโยบายต่าง ๆ ให้สำเร็จลุล่วง
นพ.บุรณัชย์ กล่าวว่า สำหรับชื่อประชาวิวัฒน์นั้น ยืนยันว่าแตกต่างจากประชานิยมเพราะไม่ใช่นโยบาย แต่เป็นวิธีคิดในการแก้ไขปัญหาในอดีต ที่ไม่สามารถจะแก้ไขด้วยวิธีเดิม ๆ ได้ จึงต้องมีการบูรณาการด้วยวิธีการใหม่ที่เตรียมจะประกาศ ทั้งนี้จะใช้คำว่าประชาวิวัฒน์ในลักษณะใดก็แล้วแต่ความสำคัญอยู่ที่สาระของนโยบาย โดยมีปรัชญาของการช่วยเหลือแตกต่างจากประชานิยมในอดีต เพราะผลสุดท้ายก็สร้างความอ่อนแอให้กับสังคม
“แต่ประชาวิวัฒน์จะเป็นการช่วยเหลือคนโดยส่งเสริมให้มีความขยันทำงานรู้จักประหยัดอดออมรวมทั้งช่วยเหลือผู้ที่ด้อยโอกาส ดังนั้น สังคมควรจะให้การสนับสนุนเพื่อให้คนไทยได้รับการดูแลทุกช่วงชีวิตเพื่อนำไปสู่การสร้างสังคมสวัสดิการและการเข้าถึงโอกาสอย่างเท่าเทียมกัน นอกจากนี้ พรรคประชาธิปัตย์จะมีการจัดทำนโยบายควบคู่กับนโยบายของรัฐบาลด้วย โดยให้นายกอร์ปศักดิ์ สภาวสุ มาร่วมจัดทำนโยบายในการณรงค์หาเสียงเลือกตั้งที่จะมีขึ้นในอนาคต เนื่องจาก นายกอร์ปศักดิ์ก็เป็นส่วนหนึ่งที่เคยจัดทำวาระประชาชนมาแล้ว” โฆษกพรรคประชาธิปัตย์ กล่าว
ผู้สื่อข่าวถามว่า สถาบันพระปกเกล้าสำรวจความพึงพอใจต่อนโยบายรัฐบาล ตั้งแต่ปี 2546-2553 พบว่า คะแนนนิยมของนายอภิสิทธิ์ ยังสู้ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรีไม่ได้ นพ.บุรณัชย์ กล่าวว่า การสำรวจในช่วงเวลาดังกล่าวโดยเฉพาะปี 46-47 ช่วงนั้นแน่นอนว่า พ.ต.ท.ทักษิณ ได้รับคะแนนนิยมสูงสุด แต่ปัญหาทุจริตเชิงนโยบายปรากฏเมื่อปี 48-49 ขณะที่ช่วงปี 51 เป็นต้นมา ผลสำรวจพบว่า ประชาชนพอใจนโยบายของรัฐบาลนายอภิสิทธิ์ เพิ่มขึ้นเรื่อยๆทั้งที่บริหารมาแค่ 2 ปี แต่พ.ต.ท.ทักษิณ บริหารประมาณ 6 ปี ดังนั้นถ้าให้นายอภิสิทธิ์ บริหารต่อไปเชื่อว่า คะแนนนิยมจะดีมากกว่าจากผลงานที่ปรากฏชัดขึ้นเรื่อยๆ เพราะหากดูผลกรุงเทพโพลล่าสุด พบว่า ประชาชนพึงพอใจ 56 % ไม่พึงพอใจ 29 % หมายความว่า ถ้าตัดส่วนที่ไม่พึงพอใจออก จะมีถึง 71 % ที่ให้การยอมรับ ผู้นำภาคธุรกิจ ก็ออกมาสนับสนุนในแนวทางการฟื้นฟูเศรษฐกิจ และการแก้ปัญหาประชาชนของรัฐบาลนี้ หรือเอแบคโพลเมื่อวันที่ 15 ธันวาคม ก็บอกว่า นายกรัฐมนตรีสอบผ่านในการแก้ปัญหาประชาชน และนานาชาติก็ให้การยอมรับ
ส่วนที่มีการโจมตีนโยบายแก้ปัญหาเศรษฐกิจชุดใหม่ของรัฐบาลว่า เป็นการลดแลกแจกแถมกระทบการคลังระยะยาวนั้น โฆษกพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า คิดว่าเพราะคนยังไม่เห็นสาระของนโยบายเนื่องจาก รัฐบาลยังไม่ได้ประกาศอย่างเป็นทางการ แต่เชื่อว่า วันที่ 9 มกราคม ที่จะประกาศและเดินหน้าจะเข้าใจรัฐบาลดีขึ้น เพราะรัฐบาลใช้กลไกพวกการลดภาษี กลไกกฎหมายเข้ามา และใช้การแชร์รายได้จากคนรวยให้คนจน จึงแทบไม่ได้กระทบระบบงบประมาณของประเทศเลย
ด้านนายจิรายุ ห่วงทรัพย์ รองโฆษกพรรคเพื่อไทย แถลงกรณีที่รัฐบาลแถลงผลงานครบรอบ 2 ปี เมื่อวานนี้ (24 ธ.ค.) ว่า จากการที่พรรคเพื่อไทยติดตามการทำงานของรัฐบาลมา 2 ปี รู้สึกผิดหวังต่อผลงานที่รัฐบาลพรรคประชาธิปัตย์เข้ามาบริหารประเทศ ซึ่งพรรคมองว่า น่าจะมีผลงานที่เป็นรูปธรรมและจับต้องได้มากกว่านี้ แต่กลับพบว่าอาศัยช่วงขาขึ้นของเศรษฐกิจโลกช่วยทำให้ดูคล้ายกับว่าเป็นผลงานของรัฐบาลที่ทำให้เศษรฐกิจดีขึ้น และดูเหมือนเป็นการโฆษณาหาเสียง ทั้งนี้พรรคเพื่อไทยได้ประเมินผลงานของรัฐบาลพบว่ารัฐบาลแอบใช้นโยบายประชาวิวัฒน์ เช่น การจ่ายเช็คช่วยชาติการแจกเงินในส่วนต่าง ๆ ที่ถือว่าเป็นอันตรายต่อประเทศกำลังพัฒนา ขณะที่ปัญหาด้านความมั่นคง ยังพบชายแดนภาคใต้มีเหตุรุนแรงอย่างต่อเนื่อง อีกทั้งอาชญากรรมและยาเสพติดมีเพิ่มมากขึ้นด้วย
นายจิรายุ กล่าวว่า สำรับกระแสข่าว การปรับเปลี่ยนตัวหัวหน้าพรรคเพื่อไทย โดยยืนยันว่า ยังคงเป็น นายยงยุทธ วิชัยดิษฐ ทั้งนี้ก็อยากให้ พรรคประชาธิปัตย์ แก้ปัญหาภายในพรรคให้ได้ ก่อนที่จะวิพากษ์วิจารณ์ภายในพรรคเพื่อไทย พร้อมกันนี้ หากต้องการทราบว่า ใครจะเป็นหัวหน้าพรรคที่แน่นอน ก็ขอให้รอดูในเดือน ม.ค. ที่จะถึงนี้ ส่วนการเดินทางไปต่างประเทศของ ส.ส.พรรคเพื่อไทย เพื่อเยี่ยมเยียนผู้ใหญ่นั้น ก็เป็นเรื่องปกติ โดยส.ส. จะเดินทางไปทุกสัปดาห์ เพียงแต่ไม่เป็นกระแสข่าวเท่านั้น อย่างไรก็ตามกรณีการตั้งทีมเศรษฐกิจของพรรคประชาธิปัตย์นั้น ก็เป็นเรื่องที่ดี แต่ตนตั้งข้อสังเกตว่า การให้ทีมเศรษฐกิจ กำกับผ่านกระทรวงเศรษฐกิจนั้น จะเป็นการมีอำนาจในกระทรวง แล้วขัดต่อกฎหมายรัฐธรรมนูญ มาตรา 255 และ 256 หรือไม่ เพราะเนื้อหาสาระของข้อกฎหมายดังกล่าว ระบุว่า ไม่ให้ ส.ส. แทรกแซงการทำงานของหน่วยงานราชการได้



