
"มาร์ค"แถลงผลงาน2ปีรัฐบาลยันไม่เคยขี้เกียจ
"นายกฯ"แถลงผลงาน 2 ปีทุกด้านยันไม่เคยขี้เกียจ ไม่เคยท้อ เผย 1 ม.ค. รัฐบาลจะของขวัญปีใหม่ ด้วยการะสร้างความมั่นคงและคืนความสงบสุขให้แก่สังคมไทย
(24ธ.ค.) เมื่อเวลา 17.15 น. ที่สนามหญ้าด้านหน้าตึกไทยคู่ฟ้า ทำเนียบรัฐบาล นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ได้แถลงผลงาน 2 ปีรัฐบาล โดยมีคณะรัฐมนตรี ผู้บริหารภาครัฐ ตัวแทนภาคประชาชนในสาขาอาชีพต่าง ๆที่ได้รับประโยชน์นโยบายรัฐบาล ทั้งนี้ในส่วนของรัฐมนตรีเด่นๆที่ไม่ได้มาร่วมงาน อาทิ นายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรี นายกรณ์ จาติกวณิช รมว.คลัง นายกษิต ภิรมย์ รมว.ต่างประเทศ นายจุรินทร์ ลักษรวิศิษฐ์ รมว.สาธารณสุข นายโสภณ ซารัมย์ รมว.คมนาคม รวมไปถึงนายกอร์ปศักดิ์ สภาวสุ เลขาธิการนายกรัฐมนตรี
ทั้งนี้การแถลงมีการถ่ายทอดสดทางสถานีโทรทัศน์ช่อง 11 ช่อง 9 ท่ามกลางการรักษาความปลอดภัยที่มีการใช้กำลังเจ้าหน้าที่ตำรวจสันติบาลประจำทำเนียบรัฐบาล ทีมรปภ.นายกที่ประกอบด้วยทหารจากหน่วยต่างๆ ซึ่งมีการรักษาความปลอดภัยจากมุมสูงโดยมีเจ้าหน้าที่ไปยืนอยู่บนดาดฟ้าตึกไทยคู่ฟ้าด้วย แต่อย่างไรก็ตามไม่ได้มีการตัดสัญญาณโทรศัพท์แต่อย่างใด
นายกรัฐมนตรี กล่าวตอนหนึ่งว่า รัฐบาลเข้ามาบริหารราชการแผ่นดินช่วงสิ้นปี 2551 ถือว่ามีโอกาสบริหารบ้านเมืองเป็นระยะเวลา 2 ปี ตนถือว่าการบริหารราชการแผ่นดินรัฐบาลต้องรับผิดชอบสูงสุดที่สุดต่อพี่น้องประชาชน ที่ต้องรายงานความก้าวหน้าในการทำงานและก็พูดอย่างตรงไปตรงมาถึงสภาพปัญหา รวมถึงอุปสรรคและความมุ่งมั่นตั้งใจในการที่จะทำงานต่อไป อย่างไรก็ตามตนไม่สามารถพูดครอบคลุมถึงงานทุกด้าน ทุกนโยบาย ทุกโครงการ ทุกมาตรการได้ทั่วถึง แต่จะสะท้อนให้เห็นความเปลี่ยนแปลงช่วง 2 ปีที่ผ่านมา ให้รับรู้ รับทราบความตั้งใจของรัฐบาลในการทำงานในช่วงต่อไป
นายกฯ กล่าวอีกว่า 2 ปีที่ผ่านมา ความมุ่งหมาย มุ่งมั่นสูงสุดของพวกเราคือทำอย่างไรให้ประชาชนสุขใจ และประเทศไทยมีความก้าวหน้า ทราบดีว่าวันที่เราเข้ามาบริหารราชการแผ่นดินประชาชนมีความกังวล มีความทุกข์ และประเทศไทยอยู่ในภาวะที่เกิดวิกฤติการณ์ หลายวิกฤติซ้อนทำให้หลายฝ่ายไม่ว่าจะเป็นภายในประเทศหรือสังคมโลก วิตกกังวลและไม่มั่นใจว่าอะไรจะเกิดขึ้นในบ้านเมืองของเรา ทั้งนี้ในการเริ่มต้นทำงานทราบดีว่าทำงานท่ามกลางปัญหาและอุปสรรค ตั้งแต่วิกฤติเศรษฐกิจโลกที่วิตกกังวลว่าจะย้อนกลับไปสู่ภาวะวิกฤติเหมือนช่วงปี 2540-2541 ด้านการเมืองมีความแตกแยกมีความขัดแย้งสูงมาก แต่ไม่ว่าสถานการณ์จะเป็นอย่างไร เป้าหมายของเราชัดเจนคือยึดมั่นผลประโยชน์ของประชาชนและผลประโยชน์ของประเทศ โดยตั้งเป้าในเรื่องของการที่จะดำเนินการ โดยมีวัตถุประสงค์หลักอย่างน้อย ๆ 3 เรื่อง
ผู้สื่อข่าวรายงานว่าจากนั้นนายกฯ กล่าวถึงงานของรัฐบาลที่ดำเนินการไปแล้วทีละด้าน เริ่มจากเรื่องการพัฒนาเศรษฐกิจ บางครั้งนิยมพูดถึงตัวเลขภาพรวม แต่ความจริงของรัฐบาลชุดนี้คิดมากที่สุดก็คือ เรื่องเศรษฐกิจของชาวบ้าน ที่ไม่มีปัญหาใดที่รัฐบาลทุกแห่งในโลก ทุกข์ใจเท่ากับการที่ประชาชนไม่มีรายได้ ไม่มีอาชีพ ไม่มีงานทำ ซึ่ง 2 ปีที่ผ่านมาภาวะการว่างงานสูงถึงร้อยละ 2.4 มีประชาชนเกือบ 9 แสนคนที่ว่างงาน แต่ภายใต้การบริหารจัดการและการฟื้นฟูเศรษฐกิจ ภาวะการว่างงานก็ลดลงต่อเนื่อง ขณะนี้ผู้ว่างงานลดเหลือจำนวนเพียงร้อยละ 0.9 ไม่ถึง 1% หรือประมาณ 3 แสนกว่าคน ซึ่งในแง่เป้าหมายของรัฐบาล 2 ปีที่ผ่านมา ยืนยันว่าเราไม่ปล่อยให้ประชาชนตกอยู่ในภาวะยากลำบากจากการที่หมดหนทางในการมีรายได้หรือมีอาชีพ
นายกฯ กล่าวต่ออีกว่า นอกเหนือจากเรื่องของการมีงานทำแล้ว สิ่งสำคัญที่รัฐบาลดำเนินการอย่างต่อเนื่องคือนโยบายเรื่องของการเพิ่มรายได้-ลดรายจ่าย เพราะนี่คือเศรษฐกิจที่มีความหมายต่อพี่น้องประชาชนอย่างแท้จริง และนโยบายที่ดูจะได้รับความนิยมสูงสุดคือ เรื่องของการเรียนฟรี 15 ปี ซึ่งครอบคลุมนักเรียนหรือลูกหลานมากกว่า 12 ล้านคน
“ ผมยินดีที่ได้รับทราบว่า เวลาที่มีการสำรวจความคิดเห็นของประชาชน นี่คือสิ่งที่พี่น้องประชาชนนั้นให้การ ชื่นชมในแง่ของการทำงานของภาครัฐมากที่สุด”นายกฯ กล่าว
นายอภิสิทธิ์ กล่าวถึงนโยบายเศรษฐกิจที่สร้างความมั่นคงให้ชีวิตว่า ในส่วนของผู้สูงอายุได้รับเบี้ยยังชีพทุกคนเป็นครั้งแรก ซึ่งวันนี้ทำครอบคลุมผู้สูงอายุทั้งหมดที่ไม่มีหลักประกันทางด้านอื่น 5.7 ล้านคน แม้เป็นเงินไม่มาก แต่ก็เป็นเงินที่มีความหมายอย่างยิ่งสำหรับผู้สูงอายุและครอบครัวที่ต้องดูแลผู้สูงอายุ ส่วนคนพิการได้รับเบี้ยคนพิการ 8 แสนคน อาจมีบางส่วนยังตกหล่นอยู่เพราะต้องมีการดำเนินการอย่างต่อเนื่อง สำหรับนโยบายเรื่องหลักประกันสุขภาพหรือการรักษาฟรีมีการเพิ่มค่าใช้จ่ายต่อหัว มีอาสาสมัครหรือ อสม. ที่เป็นครั้งแรกที่ได้รับค่าตอบแทนในการช่วยรัฐบาลทำงานในการดูแลสุขภาพของประชาชน
นายกฯ กล่าวถึงนโยบายประกันราคาสินค้าการเกษตรว่า เป็นครั้งแรกที่มาตรการในการดูแลเกษตรกร โดยเฉพาะพืชหลัก 3 ตัว คือข้าว ข้าวโพด มันสำปะหลัง ทำให้ครอบคลุมเกษตรกรถึง 4 ล้านครัวเรือน ถ้าเทียบกับในอดีตมีโครงการแทรกแซงในรูปแบบของจำนำช่วยเกษตรกรเพียง 1 ใน 4 ของเกษตรกรทั้งหมดยืนยันว่ามาตรการที่ทำลักษณะนี้เป็นมาตรการที่ไม่กระทบขีดความสามารถทางการแข่งขันและเรื่องของการตลาดที่ก็ถูกบิดเบือนโดยการแทรกแซงหรือการดำเนินการของรัฐบาล อย่างไรก็ตามราคาพืชผลทางการเกษตรด้วยว่า ราคาข้าวโดยเฉลี่ยแล้วเพิ่มขึ้นประมาณ 1,000 บาทต่อตัน ข้าวโพด มีราคาเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องจากกิโลกรัมละประมาณ 6 บาทกว่า ๆ ตอนนี้ 8 บาทกว่า ๆ ส่วนมันสำปะหลัง ราคาเพิ่มขึ้นเกือบ 3 เท่า จากสมัยก่อนเขาบอกว่ามันสำปะหลัง 2 บาทนี่ประชาชนได้ยิ้มแล้ว นอกจากนี้ปาล์มราคาเพิ่มขึ้นประมาณเท่าตัว และราคายางขณะนั้น 30 บาทกว่า ๆ แต่วันนี้เพิ่มขึ้นมาเกือบจะ 4 เท่าเป็น 117 บาท
“ นี่คือความเป็นจริงของการเปลี่ยนแปลงในเรื่องของราคาที่เป็นเรื่องของพืชผลทางการเกษตรรวมถึงพืชผลอื่น ๆ แม้ไม่อยู่ในระบบของการประกันรายได้ แต่ก็มีการเพิ่มขึ้นมา”นายกฯ กล่าว
นายกฯ กล่าวถึงมาตรการลดค่าครองชีพสารพัดฟรีว่า รัฐบาลสานต่อมาตรการการลดภาระค่าใช้จ่ายให้ประชาชน 9 ล้านครัวเรือนที่ได้ประโยชน์จากนโยบายการใช้ไฟฟ้าฟรี ส่วนประปาฟรี สานต่อระยะหนึ่งครอบคลุมประมาณ 6 ล้านครัวเรือน ส่วนรถไฟชั้น 3 และรถเมล์ไม่ปรับอากาศอีกจำนวนมากมายในเรื่องของการที่ได้ขึ้นรถไฟและรถเมล์ฟรี ส่วนด้านพลังงานมีการตรึงราคาก๊าซหุงต้มก็ได้ดำเนินการอย่างต่อเนื่องและจะมีการดำเนินการต่อไป
นายกฯ กล่าวถึงโครงการแก้ปัญหาหนี้นอกระบบว่า มีประชาชนเข้ามาร่วมโครงการกว่า 1 ล้านราย และเกือบครึ่งหนึ่ง 450,000 ราย แก้ปัญหาจนครบทุกขั้นตอนสามารถโอนหนี้นอกระบบเข้ามาสู่ระบบธนาคาร และก็ได้รับสินเชื่อไปแล้ว และเฉพาะกลุ่มคนนี้สามารถลดภาระดอกเบี้ยที่เคยต้องจ่ายนอกระบบถึง 1 หมื่นล้านบาท ถือเป็นการช่วยเหลือประชาชนที่ถือว่ายากลำบากที่สุดครั้งใหญ่ส่วนเรื่องปัญหาที่ดินทำกินนั้น นายกฯ กล่าวว่า รัฐบาลผลักดันนโยบายที่ทำกิน เช่น โฉนดชุมชน ซึ่งมีการอนุมัติและกำลังเดินหน้าออกเอกสารสิทธิที่เป็นโฉนดชุมชน และล่าสุดมีการอนุมัติจัดตั้งสถาบันมาดูแลในเรื่องของธนาคารที่ดิน
“ ตรงนี้เป็นการสะท้อนให้เห็นว่าเราแก้ปัญหาไปถึงเรื่องของรากฐาน เรื่องของโครงสร้าง เพื่อที่จะดูแลพี่น้องประชาชนให้ทั่วถึงมากที่สุดเท่าที่จะทำได้”นายกฯ กล่าว
นายกฯ กล่าวถึงการกระตุ้นเศรษฐกิจด้วยการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานมีการปรับปรุงหลายสิ่ง อาทิ สถานศึกษาเกือบ 3,000 แห่ง ถนนไร้ฝุ่น 3,000 กว่ากิโลเมตร แหล่งน้ำใช้เงินไปกว่า 4 หมื่นล้านบาทและทางด้านการสาธารณสุขก็มีการลงทุนเช่นเดียวกันในเรื่องของโรงพยาบาลสร้างเสริมสุขภาพประจำตำบลและอื่นๆ
“ ซึ่งการเพิ่มรายได้ลดรายจ่าย แก้ปัญหาหนี้สิน ลงทุนในเรื่องของโครงสร้างพื้นฐาน ทำให้เศรษฐกิจของเราฟื้นตัวเร็วและมีความเข้มแข็งจากฐานราก ถ้าดูภาพรวมในที่สุด ในวันที่รัฐบาลเข้ามาเห็นได้ชัดว่าเศรษฐกิจนั้นกำลังอยู่ในช่วงที่กำลังมีการหดตัว แต่ถึงเวลาสิ้นปี 2553 เพียงประมาณปีเศษ ๆ หลังจากที่มีวิกฤตเศรษฐกิจโลกครั้งรุนแรงเกิดขึ้น เศรษฐกิจของประเทศไทยปีนี้น่าจะขยายตัวได้เกือบร้อยละ 8 ซึ่งถือว่าเป็นอัตราที่สูง”นายกฯ กล่าว
นายกฯ กล่าวถึงการขยายตัวทางเศรษฐกิจด้านอื่นๆด้วยว่า โลกได้ยอมรับว่าประเทศไทยเป็นเศรษฐกิจที่มีการฟื้นตัวเร็ว กระจายไปเกือบทุกภาคส่วน การส่งออกขณะนี้ขยายตัวในอัตราที่สูงอย่างต่อเนื่องคาดว่าน่าจะขยายตัวได้ถึงประมาณร้อยละ 25 ส่วนการท่องเที่ยวที่มีปัญหาอุปสรรคเหตุการณ์หลายอย่าง แต่ขณะนี้มั่นใจเกิน 15 ล้านคนไปแล้ว และอาจจะใกล้เคียงกับ 15.5 ล้านคน คิดเป็นรายได้เข้าประเทศ 9 เดือนแรกนำรายได้เข้ามาถึงกว่า 4 แสนล้านบาท ส่วนภาคอุตสาหกรรมและภาคอื่น ๆ อัตราการใช้กำลังการผลิตก็เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง มีสะดุดลงช่วงสั้น ๆ เดือนเมษายน-พฤษภาคม ที่เหตุการณ์ความไม่สงบได้ส่งผลกระทบต่อเรื่องของความเชื่อมั่น แต่ขณะนี้ก็กลับมาเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง สำหรับความเชื่อมั่นนักลงทุนดูจากดัชนีการลงทุนภาคเอกชนขณะนี้อยู่ในช่วงของการฟื้นตัว แง่ของตลาดหลักทรัพย์ขณะนี้ดัชนีตลาดหลักทรัพย์กลับมาอยู่ในระดับที่สูงที่สุดในรอบ 14 ปี และการเติบโตไม่ใช่เรื่องของการเก็งกำไร และตนยังได้ไปดูด้วยว่าบริษัทที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์กำไรในช่วง 2 ปี ที่ผ่านมาขยายตัวในอัตราที่สูง ฉะนั้นตัวเลขตลาดหุ้นไม่ใช่เรื่องของการเก็งกำไรแต่เป็นเรื่องของการสะท้อนปัจจัยพื้นฐาน
นายก กล่าวถึงตัวเลขเศรษฐกิจอีกว่า นอกเหนือจากการเติบโตแล้วยังมีเรื่องของเสถียรภาพ มีการพูดกันมากว่ารัฐบาลดำเนินนโยบายทางด้านเศรษฐกิจใช้จ่ายเกินตัว กู้เงินแล้วทำให้ฐานะของประเทศอยู่ในความเสี่ยงหรือไม่ ข้อเท็จจริงคือขณะนี้เสถียรภาพของเศรษฐกิจไทยอยู่ในเกณฑ์ที่ดีมาก ดูจากการที่เงินเฟ้อไม่ได้สูง ดูจากการที่เกินดุลการค้า เกินดุลบัญชีเดินสะพัดอย่างต่อเนื่อง ดูจากหนี้สาธารณะเทียบเป็นสัดส่วนของผลิตภัณฑ์มวลรวมนั้นอยู่ในระดับที่ต่ำมากในขณะที่ประเทศหลายประเทศในโลกมีวิกฤติหนี้สาธารณะ ไปจนถึงการดูแลผู้ประกอบการรายย่อย การปล่อยสินเชื่อให้แก่ SMEs หรือธุรกิจขนาดกลาง ขนาดย่อมก็เพิ่มขึ้นในอัตราที่สูงมาก ขณะที่หนี้เสียของสถาบันการเงินของรัฐซึ่งมาดำเนินนโยบายต่าง ๆ ในการให้สินเชื่อกับกลุ่มต่าง ๆ ปรากฏว่ามีสัดส่วนลดลงคือความเข้มแข็งของเศรษฐกิจที่เราได้สร้างขึ้นมา
“ แน่นอนไม่ได้หมายความว่ารัฐบาลพึงพอใจกับสภาพเศรษฐกิจที่เป็นอยู่ ยังมีอีกหลายเรื่องซึ่งเรารู้ว่าพี่น้องประชาชนยังมีความยากลำบากและเราจะต้องดำเนินการแก้ไขต่อไป ” นายกฯ กล่าว
นายกฯ กล่าวถึงงานด้านความมั่นคงในเรื่องของ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้แนวทางที่รัฐบาลดำเนินการมาภายใต้แนวพระราชดำริ “ เข้าใจ เข้าถึง พัฒนา ” กำลังส่งผลอย่างชัดเจน มีการสร้างอาชีพแล้วใน 3,000 หมู่บ้าน ทำให้แนวร่วมประชาชนให้ความร่วมมือเข้ามาทำงานใกล้ชิดกับภาครัฐ-เจ้าหน้าที่มากขึ้น ถือเป็นพื้นฐานหรือปัจจัยสำคัญที่จะช่วยส่งผลต่อการแก้ไขปัญหาความไม่สงบต่อไป นอกจากนี้หลายพื้นที่มีการคลี่คลายไปมาก มีการยกเลิกกฎอัยการศึกใน 4 อำเภอ ในจังหวัดสงขลา และคาดว่าก่อนปีใหม่จะเป็นครั้งแรกที่สามารถยกเลิกการประกาศภาวะฉุกเฉินหรือการใช้ พรก. การบริหารราชการในสภาวะฉุกเฉินใน 1 อำเภอเริ่มต้นนำร่อง
“ จะเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่มีการประกาศภาวะฉุกเฉินมาถึงวันนี้เป็นเวลากว่า 5 ปี ซึ่งตรงนี้ถือว่าเป็นการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ที่สะท้อนให้เห็นถึงแนวคิดของรัฐบาลแล้วก็ความเอาจริงเอาจังในการที่จะคลี่คลายปัญหานี้แล้วนำความมั่นคงมาสู่พื้นที่ดังกล่าว”นายกฯ กล่าว
ในด้านความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า ในช่วง 2 ปีที่ผ่านมามีความคืบหน้าไปมาก บทบาทของประเทศไทยในประชาคมโลกได้รับการยอมรับ ซึ่งตนทำหน้าที่ประธานอาเซียน เป็นตัวแทนของอาเซียนไปประชุมกลุ่ม G 20 ได้รับการยอมรับในการผลักดันเรื่องสำคัญในระดับภูมิภาคและระดับระหว่างประเทศ ส่วนประเด็นที่เกี่ยวข้องกับการบริหารงานความสัมพันธ์กับประเทศเพื่อนบ้าน แน่นอนแต่ละยุคอาจจะมีการกระทบกระทั่งกันบ้างก็คลี่คลายในทางที่ดี
“ และขอยืนยันว่าเราได้ปกป้องประโยชน์ของชาติอย่างชัดเจนในทุก ๆ เรื่อง แม้กระทั่งที่มีเสียงวิพากษ์วิจารณ์เรื่องของชายแดนไทย-กัมพูชาจะเห็นว่า ภารกิจที่เราประกาศเอาไว้ชัดเจนคือ 1. เราจะรักษาสิทธิ์แล้วก็กำหนดจุดยืนของประเทศให้สอดคล้องกับผลประโยชน์ของชาติอย่างแท้จริงกรณีของกัมพูชานั้นได้มีการแจ้งอย่างชัดเจนว่าเราไม่ยอมรับแผนที่ ซึ่งมีการจัดทำขึ้นฝ่ายเดียวแล้วก็รุกล้ำเข้ามาในอาณาเขตของเรา เรามีการดำเนินการในคณะกรรมการมรดกโลก คัดค้านการไม่ให้มีการประกาศแผนบริหารพื้นที่ซึ่งเราถือว่าเป็นพื้นที่ของเราประสบความสำเร็จมาแล้ว 2 ปี แล้วก็ยังเดินหน้าที่จะทำต่อ และขณะนี้ยังมีทหารหรือกำลังของเราที่ดูแลอยู่ในพื้นที่ซึ่งมีความห่วงใยกันว่า จะมีการสูญเสียไปให้กับประเทศเพื่อนบ้านนั้นผมขอยืนยันว่า ไม่มีกรณีดังกล่าวโดยเด็ดขาด ตรงกันข้ามครับ ขณะนี้ก็มีการได้ย้ายชุมชนและคนของประเทศเพื่อนบ้านออกไปจากพื้นที่ดังกล่าวแล้วด้วยซ้ำจำนวนหนึ่ง เพราะฉะนั้นก็จะขอเรียนว่า ในแง่ของการดำเนินการต่าง ๆ นั้นเราไม่ได้เพียงแต่มีบทบาทภายในประเทศของเราแต่ไปในต่างประเทศด้วย”นายกฯ กล่าว
นายกฯ กล่าวถึงงานด้านความมั่นคงอีกว่า กรณีที่กองทัพมีบทบาททั้งในดาร์ฟูร์ซึ่งเป็นกองกำลังนอกทวีปแอฟริกา ไปจนถึงกองทัพเรือไปร่วมในเรื่องปัญหาโจรสลัดที่อ่าวเอเดนที่บริเวณของโซมาเลีย ดังนั้นในต่างประเทศนั้นเรามีการดำเนินการเพื่อให้เกียรติและศักดิ์ศรีของประเทศเป็นที่ยอมรับในระดับนานาชาติด้วย
นายก กล่าวถึงการพลิกวิกฤติเป็นโอกาสว่า ต้องยอมรับว่าการทำงานของรัฐบาลไม่ได้อยู่ในภาวะปกติ มีวิกฤติเกิดขึ้นหลายครั้ง แต่ทุกครั้งขอยืนยันว่ารัฐบาลทุ่มเทอย่างเต็มที่ในการคลี่คลายและพลิกวิกฤติ ให้เป็นโอกาสของประชาชนและประเทศชาติ เช่น เหตุการณ์ที่เราทุกคนเสียใจมากคือการที่มีเหตุความขัดแย้งและความรุนแรงภายในประเทศของเรา จนนำไปสู่ความสูญเสีย แต่รัฐบาลได้บริหารสถานการณ์ในช่วงดังกล่าวโดยตนยืนยันยึดหลักประชาธิปไตย หลักสิทธิมนุษยชน การรักษานิติรัฐคือบ้านเมืองที่ปกครองด้วยกฎหมาย และหลักของความโปร่งใสที่เปิดโอกาสให้มีการตรวจสอบการทำงานแม้หลังจากเหตุการณ์ผ่านพ้นไปแล้ว แล้วก็ได้เร่งในการที่จะช่วยเหลือเยียวยาความเสียหาย และก็ต้องการที่จะใช้วิกฤติที่เกิดขึ้นนั้นมาเป็นโอกาสของการที่จะนำไปสู่การปฏิรูปประเทศไทย ซึ่งได้มุ่งในเรื่องของการทำงานหลายด้าน ไม่ว่าจะเป็นในเรื่องของการลดปัญหาความเหลื่อมล้ำที่เกิดขึ้นในสังคม ไม่ว่าจะเป็นการที่จะเริ่มต้นกระบวนการของการที่จะมีการปฏิรูปในทางการเมืองหรือในเรื่องของการปฏิรูปสื่ออย่างนี้เป็นต้น
นายกฯ กล่าวถึงวิกฤติอีกว่า ปัญหาภัยธรรมชาติน้ำท่วมครั้งใหญ่ครอบคลุมถึง 65 จังหวัด มีการเร่งช่วยเหลือซึ่งรัฐบาลดำเนินการไปได้ด้วยดีต้องขอขอบคุณประชาชนและทุกภาคส่วนที่ร่วมแรงร่วมใจกันแก้ไขปัญหานี้ ขอยืนยันว่า การจ่ายเงินช่วยเหลือเยียวยาเบื้องต้น 5,000 บาท ต่อครัวเรือนแทบจะกล่าวได้ว่า ถึงมือประชาชนเกือบหมด ส่วนการช่วยเหลือเกษตรกรมีการเพิ่มเกณฑ์การช่วยเหลือ 3 เท่า ขณะนี้เงินถึงมือประชาชนในหลายๆส่วนแล้ว แล้วจะเร่งรัดให้เสร็จภายในระยะ 1 เดือนข้างหน้าและจะต่อเนื่องด้วยการดูแลในเรื่องของพันธุ์พืชให้ถึงมือพี่น้องประชาชนเช่นเดียวกัน นอกจากนี้ขณะนี้กำลังทำแผนบริหารจัดการน้ำอย่างยั่งยืน มีการทำงานใกล้ชิดภาคประชาชนในพื้นที่จริง ๆ ซึ่งจังหวัดนำร่องขณะนี้จะมีที่นครราชสีมาลพบุรี และในวันที่ 26 ธันวาคมจะมีการรับฟังความคิดเห็นที่อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา นอกจากนี้นายกฯยังกล่าวถึงการแก้ปัญหามาบตาพุดด้วย
“ มาถึงวันนี้อย่างที่ผมได้กราบเรียนว่าแม้ว่าหลายเรื่อง ที่ได้ผลักดันมาจะมีรูปธรรมจับต้องได้อย่างชัดเจน แต่เรารู้ว่ายังมีอีกหลายเรื่องที่ต้องทำ และเรารู้ว่ายังมีอีกหลายปัญหา และความเดือดร้อนที่พี่น้องประชาชนเผชิญอยู่ ผมก็ขอยืนยันว่านับจากการขึ้นปีที่ 3 เป็นต้นไป ไม่ว่ารัฐบาลจะมีการยุบสภาหรือจัดให้มีการเลือกตั้งเมื่อไหร่ก็ตาม แต่การเดินหน้าในการทำงานจะไม่หยุด แล้วสิ่งที่เราได้กำหนดเป็นแนวทางของการที่จะวางอนาคตเพื่อคนไทยนั้น เริ่มต้นสิ่งแรกก็คือเราจะเน้นขบวนการของปฏิรูปประเทศไทยอย่างต่อเนื่อง ซึ่งหัวใจของเรื่องนี้คือการแก้ปัญหาในเชิงโครงสร้าง การแก้ปัญหาในเรื่องของความเหลื่อมล้ำโดยเฉพาะอย่างยิ่งก็คือว่า เราจะมีมาตรการซึ่งได้กำหนดเอาไว้ 4 ด้านด้วยกัน 1.คือเรื่องของระบบเศรษฐกิจ 2.เรื่องของระบบสวัสดิการ 3.เรื่องของกระบวนการยุติธรรม และ 4.เรื่องของกระบวนการการศึกษา”นายกฯ กล่าว
นายกฯ กล่าวถึงการปฏิรูปประเทศไทยทีละด้านว่า ในด้านเศรษฐกิจได้ทำโครงการพิเศษ "เร่งรัดปฏิบัติการเพื่อคนไทย"ซึ่งหลังปีใหม่จะประกาศรายละเอียดมาตรการเหล่านี้ ส่วนเรื่องของระบบสวัสดิการ มาตรการจะเกิดขึ้นตั้งแต่ปีใหม่เป็นต้นไปส่วนเรื่องของขบวนการยุติธรรมทุกคนจะต้องเข้าถึงได้อย่างเท่าเทียมกัน และเรื่องการศึกษา จะช่วยเด็กและกลุ่มคนด้อยโอกาสอีกจำนวนมาก ซึ่งยังตกหล่นอยู่ยังขาดโอกาสทางการศึกษาอยู่ไม่ว่าจะเป็นในชนบทห่างไกล เด็กพิการ ฯ
สำหรับเรื่องการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานในอนาคต นายกฯ กล่าวถึง รถไฟความเร็วสูงที่อยู่ระหว่างการเจรจากับประเทศจีน การผลักดันโครงการรถไฟความเร็วสูง การปรับปรุงเปลี่ยนแปลงการขนส่งระบบรางครั้งใหญ่จะได้เริ่มต้นในปีหน้า เช่นเดียวกับระบบอินเตอร์เน็ตการปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐานทางด้านกิจการที่เกี่ยวข้องกับเทคโนโลยีสารสนเทศและโทรคมนาคม หลังกฎหมาย กสทช. ออกมาแล้ว ตั้งเป้าอย่างชัดเจนว่าคนไทยทุกคนต้องเข้าถึงระบบนี้โดยมีต้นทุนที่ต่ำ
นายกฯ กล่าวถึงเรื่องที่ประชาชนยังไม่พอใจ 3 เรื่อง คือ 1.เรื่องปัญหายาเสพติด อบายมุข 2.การทุจริตคอร์รัปชั่น 3.ปัญหาความขัดแย้งในสังคม โดยในส่วนของยาเสพติดลยืนยันว่าจะเดินหน้าทำเรืองนี้อย่างเต็มที่ เพราะรู้ว่านี้คือความทุกข์ใจของประชาชนโดยเฉพาะพ่อแม่ผู้ปกครอง ส่วนการทุจริตคอร์รัปชั่น ยืนยันว่าไม่ละเลย ทุกกรณีที่มีการร้องเรียนเกี่ยวกับการทุจริตคอร์รัปชั่น ไม่เคยเพิกเฉยได้มีการดำเนินการในการที่จะให้มีการสอบสวน
“ หลายคนก็จะพูดถึงกฎเหล็ก 9 ข้อ ผมก็เรียนยืนยันว่าสองปีที่ผ่านมามีหลายกรณีที่เราได้พิสูจน์ให้เห็นว่า ความรับผิดชอบในทางการเมืองนั้น มันอยู่ในระดับที่สูงกับความรับผิดชอบทางกฎหมาย เพราะมีหลายกรณีซึ่งการวินิจฉัย หรือการสอบสวนทางกฎหมายยังไม่ยุติครับ แต่เพื่อรักษามาตรฐานของการเมืองมีการดำเนินการในทางการเมืองเพื่อให้เห็นว่าความรับผิดชอบทางด้านนี้สูงกว่า ผมยืนยันว่าอย่างไรเราก็จะเดินหน้าในการที่จะแก้ไขปัญหาในเรื่องนี้ต่อไป”นายกฯ กล่าว
สำหรับความขัดแย้งทางในสังคม นายกฯ กล่าวว่า ยังดำรงอยู่ ทราบดีว่ายังมีความคิดเห็นที่แตกต่างกันมากจะมาคิดเหมือนกันเป็นสิ่งที่เป็นไปไม่ได้อยู่แล้ว แต่สิ่งที่พยายามคือไม่ว่าเราจะคิดต่างกันแต่เราสามารถอยู่ร่วมกันได้ ให้ความเป็นธรรมรับฟังซึ่งกันและกัน ตนตั้งใจว่าจะพยายามให้ทุกฝ่ายมีความเข้าใจซึ่งกันและกันมากขึ้น แต่ตนไม่สามารถทำให้ทุกฝ่ายพอใจได้ แต่คิดว่าถ้าตนรักษาหลักการของบ้านเมืองคือไม่ทำอะไรนอกเหนือหลักของกฎหมาย แต่ให้ความเป็นธรรมให้ความดุแลเอาใจใส่ในเรื่องของสิทธิของแต่ละบุคคลที่พึงจะได้รับความเป็นธรรม ตนมั่นใจว่าคนส่วนใหญ่ซึ่งอยู่ตรงกลางจะให้การสนับสนุน และตนก็ขอเรียนว่าถ้าพวกเราทุกคนไม่ว่าจะมีความคิดเอนเอียงไปข้างใดก็ตาม แต่ยึดมั่นเสียก่อนว่าวันนี้เราจะรวมพลังกับทุกคนที่ต่อต้านความรุนแรง ต้องการให้กระบวนการต่างๆ ในประเทศมันเดินไปได้และความขัดแย้งถูกแก้ไขด้วยกระบวนการทางกฎหมายกับกระบวนการประชาธิปไตย ตนเชื่อว่าเราจะหลุดพ้นจากความขัดแย้งได้ ปีหน้าตนเชื่อว่าในกระบวนการยุติธรรม ก็จะมีความคืบหน้าในการให้คำตอบความเป็นธรรมต่อการละเมิด ต่อการกระทำที่ผิดกฎหมาย
“ เช่นเดียวกันปีหน้าผมได้พูดไว้อย่างชัดเจนว่าจะเร่งจัดให้มีการเลือกตั้งเพื่อเป็นกระบวนการประชาธิปไตยในการจะคลี่คลายความขัดแย้งต่อไป”นายกฯ กล่าว
ในตอนท้ายนายกฯ กล่าวว่า 2 ปีที่ผ่านมาขอกราบขอบพระคุณพี่น้องประชาชนที่นอกเหนือจากจะให้ความร่วมมือ และก็ช่วยทำให้นโยบายของรัฐบาลหลายด้านประสบความสำเร็จ “ผมเรียนว่าการทำงานสองปีที่ผ่านมาผมไม่เคยขี้เกียจ ผมทุ่มเทเต็มที่ เจอปัญหา เจออุปสรรค ผมไม่ได้มีความย่อท้อ เพราะนี้คือสิ่งที่ผมอาสาตัวเข้ามาทำ และผมก็ได้ย้ำกับเพื่อนร่วมงานทุกคนว่านี้คือแนวทางที่เราจะต้องทำงาน กำลังใจสูงสุดที่เราได้รับก็คือเวลาที่เราเห็นพี่น้องประชาชนนั้นมีความสุข “
นายกฯ กล่าวว่า ตนมุ่งมั่นว่า 1 มกราคม 2554 ของขวัญที่ตนและรัฐบาลจะให้ในปีใหม่ ก็ คือ เราจะสร้างความมั่นคงและคืนความสงบสุขให้แก่สังคมไทย ตนกราบขอบพระคุณพี่น้องประชาชนอีกครั้งที่ได้ร่วมมือกับรัฐบาลในการฟันฝ่าปัญหาอุปสรรคต่างๆ มาตลอดระยะเวลา 2 ปี ครับ ขอขอบคุณครับ
ทั้งนี้ ภายหลังการแถลงผลงานรัฐบาลในรอบ 2 ปีแล้ว นายกรัฐมนตรีได้รับฟังการเสวนาของประชาชนจาก 7 กลุ่ม ที่ได้รับประโยชน์จากนโยบายต่างๆ ของรัฐบาล ประกอบด้วย กลุ่มคนพิการ - ผู้สูงอายุที่ได้รับเบี้ยยังชีพ กลุ่มเกษตรกรจากนโยบายประกันรายได้เกษตรกร กลุ่ม อสม. กลุ่มที่ได้รับการแก้ไขปัญหาหนี้นอกระบบ นักเรียนจากโครงการเรียนฟรี 15 ปี อย่างมีคุณภาพ ผู้ประกอบการท่องเที่ยว และกลุ่มที่ได้รับโฉนดชุมชน



