ข่าว

เบี้ยชราเรียนฟรีขึ้นเงินอสม.ปชช.พอใจ

เบี้ยชราเรียนฟรีขึ้นเงินอสม.ปชช.พอใจ

24 ธ.ค. 2553

"โพลล์พระปกเกล้า"เปิดผลสำรวจนโยบายรัฐ ปี 53 "ปชช."พึ่งพอใจ"เบี้ยผู้สูงอายุ-เรียนฟรี-ขึ้นเงินอสม." ชี้ประชาชนเชื่อมั่นนายกฯ แต่ชะล่าใจไม่ได้

(24ธ.ค.) ที่สถาบันพระปกเกล้า ผู้สื่อข่าวรายงานว่าสถาบันพระปกเกล้าร่วมกับสำนักงานสถิติแห่งชาติ ร่วมกันแถลงข่าวรายงานผลการสำรวจความคิดเห็นของประชาชนเกี่ยวกับการพึ่งพอใจการบริการสาธารณะและการทำงานของหน่วยงานต่างๆในปี 53 โดย ดร. ถวิลวดี บุรีกุล ผอ.สำนักวิจัยและพัฒนา สถาบันพระปกเกล้าเป็นผู้รายงานโดยระบุว่า การทำงานได้เก็บรวบรวมข้อมูลตั้งแต่วันที่ 1 -12 ส.ค. 53 และใช้กลุ่มตัวอย่าง 33,800 คน โดยกระจายไปทุกจังหวัดทั่วประเทศ โดยจาการสำรวจพบว่า ประชาชนร้อยละ 83.6 เคยทราบข่าวทางการเมือง และมีเพียง ร้อยละ 16 .4 ที่ไม่เคยทราบข่าวสารทางการเมือง   โดยรับทราบจากสื่อโทรทัศน์มากที่สุดร้อยละ 97.6 ทั้งนี้มีผู้ที่ติดตามการทำงานของรัฐบาลเป็นประจำ ร้อยละ 17.5 และติดตามบางครั้งร้อยละ 63.3 และไม่ได้ติดตามร้อยละ 19.2

 ทั้งนี้นโยบายของรัฐบาลที่ได้รับความพอใจมากที่สุดคือ การสร้างหลักประกันรายได้ให้กับผู้สูงอายุในการจัดสรรเบื้อยังชีพ ถึงร้อยละ 89.7 ตามาด้วยนโยบายเรียนฟรี 15 ปี ได้รับความพอใจร้อยละ 87.2 และการส่งเสริมบทบาทอาสาสมัครสาธารสุข(อสม.) ร้อยละ 85.3 โครงการรักษาเสถียรภาพสินค้าเกษตรหรือโครงการประกันราคาพืชผลทางการเกษตรพอใจร้อยละ 73.8 โครงการไทยเข้มแข็งพอใจร้อยละ 71.8 โครงการนโยบายสร้างรายได้และศักยภาพทางเศรษฐกิจในระดับฐานราก หรือกองทุนเศรษฐกิจพอเพียงร้อยละ 70.7 นโยบายสร้างความเชื่อมั่นและภาพลักษณ์ที่ดีแก่นานาชาติ ร้อยละ 64.6 การกระตุ้นเศรษฐกิจและฟื้นฟูเศรษฐกิจของประเทศ ร้อยละ 64.2 การกำกับดูแลสินค้าอุปโภคบริโภคและบริการที่มีความจำเป็นแก่การครองชีพร้อยละ 61 นโยบายเสริมสร้างความสมานฉันท์และสามัคคีของคนในชาติร้อยละ 60.5 ส่วนนโยบายที่ได้รับความพึ่งพอใจน้อยที่สุดคือ นโยบายปฏิรูปการเมือง ได้รับความพอใจร้อยละ 55.2

 สำหรับการสำรวจความเห็นเกี่ยวกับการเชื่อมั่นต่อการทำงานของบุคคล สถาบันและหน่วยงานต่างๆ   โดยตัวบุคคลและหน่วยงานที่ได้รับความเชื่อมั่นสูงสุดคือ แพทย์ในโรงพยาบาลของรัฐร้อยละ 80.9 แพทย์โรงพยาบาลของเอกชนร้อยละ 78.9 และทหารร้อยละ 67.8 ส่วน 3 อันดับที่ได้รับความเชื่อมั่นน้อยที่สุดคือ สภาองค์กรชุมชนร้อยละ 28.2 สภาพัฒนาการเมืองร้อยละ 28 และเอ็นจีโอร้อยละ 25.1 ขณะที่นายกฯได้รับความเชื่อร้อยละ 61.6 ครม.ร้อยละ 47.4   ส.ส.ร้อยละ 43.9 สถาบันพรรคการเมืองร้อยละ 36.9

 ส่วนความเชื่อมั่นต่อการทำงานขององค์กรอิสระ ศาลยุติธรรมได้รับความเชื่อมั่นมากที่สุดร้อยละ 71.3 ศาลปกครองร้อยละ 67.3 และตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ร้อยละ 65.1 ขณะที่สภาที่ปรึกษาเศรษฐกิจได้รับความเชื่อมั่นน้อยที่สุด 38.8

 สำหรับจังหวัดที่ประชาชนรับรู้นโยบายของรัฐกับการกระตุ้นเศรษฐกิจ โดยจ.แม่ฮ่องสอนเป็นเพียงจังหวัดเดียวที่รับรู้นโยบายดังกล่าวน้อยที่สุด เนื่องจากเป็นจังหวัดที่มีพื้นที่ห่างไกล ส่วนจังหวัดที่มีความพึ่งพอใจมากที่สุด ประกอบด้วย จ.ตราด และจ.อุทัยธานี ส่วนจังหวัดอื่นๆยังไม่ค่อยพอใจกับนโยบายดังกล่าวของรัฐ

 ส่วนจังหวัดที่ประชาชนให้ความเชื่อมั่นในตัวนายกฯพบว่า ผลสำรวจทั่วประเทศจะพบว่า เชื้อมั่น แต่ในพื้นท่าภาคเหนือ ภาคอีสาน ภาคกลาง นายกฯก็จะชะล่าใจไม่ได้ เพราะประชาชนเชื่อมั่นไม่ถึงร้อยละ 12 ส่วนที่เชื่อมั่นมากที่เพียงพื้นที่ภาคใต้ ที่เกินกว่าร้อยละ 25 โดยจังหวัดที่มีความเชื่อมั่นมากที่สุด ประกอบด้วย จ.ตรัง จ.ตาก และจ.กระบี่

 ดร.ถวิลวดี กล่าวว่า การทำวิจัยดังกล่าวเป็นความตั่งใจของสถาบันที่ต้องการวัดอุณหภูมิความพอใจของประชาชนที่มีต้อการทำงานของภาครัฐและหน่วยงานต่างๆ จะเห็นได้ว่ามีการทำสำรวจมาตั้งแต่ปี 46 -53 ซึ่งเราไม่ได้ทำเพราะใครสั่งให้ทำ ซึ่งผลที่ออกมาสะท้อนว่า หากรัฐบาลให้ความสำคัญกับนโยบายด้านสังคม เช่น เยาวชน คนชราและการศึกษา ก็น่าจะได้รับความนิยมมากขึ้น ขณะที่องค์กรตรวจสอบคงจะต้องมีการปรับปรุง เพราะความเชื่อมั่นลดระดับลงเรื่อยๆ โดยเฉพาะสถาบันยุติธรรม

 เมื่อถามว่า มองว่า ปัจจัยอะไรที่ทำให้รัฐบาลพ.ต.ท.ทักษิณได้รับความนิยมมากว่ารัฐบาลนายอภิสิทธิ์ ดร.ถวิลวดี กล่าวว่า เพราะรัฐบาลพ.ต.ท.ทักษิณนำหลักการตลาดมาบริหารประเทศ โดยเขารู้ว่า ถาปากท้องยังหิวก็อย่าถามถึงหลักประชาธิปไตย จึงทำให้เราเห็นภาพประชาชนให้ความสนใจกับการเลือกตั้งในตอนนั้นมาก ส่งผลให้รัฐบาลพ.ต.ท.ทักษิณในช่วงแรกได้รับความนิยมอย่างสูง แต่ต่อมาเมื่อสื่อมีการนำเสนอและตรวจสอบการทำงานของรัฐบาลพ.ต.ท.ทักษิณและนำเสนอทำให้คะแนนนิยมของรัฐบาลในขณะนั้นตดลงมา แต่ความชื่นชมของประชาชนตอนโยบายพ.ต.ท.ทักษิณยังมีอยู่ เราจึงได้เห็นรัฐบาลนายอภิสิทธิ์ที่เข้ามาและนำนโยบายของรัฐบาลพ.ต.ท.ทักษิณมาปฏิบัติ ทำให้ความนิยมของรัฐบาลอภิสิทธิ์ตีตื้นเข้ามา แต่ก็ยังไม่ถึงร้อยละ 90 เหมือนรัฐบาลพ.ต.ท.ทักษิณเคยทำได้ ซึ่งคงต้องใช้เวลาอีกนาน

 เมื่อถามว่า เหตุใดความนิยมสื่อโทรทัศน์จึงลดระดับลง ดร.ถวิลวดี กล่าวว่า สื่อโทรทัศน์ความนิยมลดต่ำลงในช่วงหลังการรัฐประหาร ซึ่งน่ามาจากประชาชนรู้สึกว่า สื่อโทรทัศน์สนองความต้องการไม่ได้ทั้งหมดและข้อมูลที่มีการนำเสนอนั้นจริงหรือไม่ และถูกมองว่า ใช้เป็นเครื่องมือของนักการเมือง ทำให้ช่วงหลังความเชื่อมั่นของสื่อหนังสือพิมพ์เพิ่มขึ้น เพราะมีการวิเคราะห์เจาะลึก อย่างไรก็ตามผลการวิจัยจะมีการทั้งหมดจะมีการส่งให้กับรัฐบาลและทุกหน่วยงานที่ถูกทำการสำรวจ เพื่อนำไปปรับปรุงแก้ไขปัญหาในองค์กรต่อไป