ข่าว

คุกตลอดชีพอดีตผู้นำอาร์เจนฯคดีทรมาน-ฆ่าหมู่นักโทษในสงครามสกปรก

คุกตลอดชีพอดีตผู้นำอาร์เจนฯคดีทรมาน-ฆ่าหมู่นักโทษในสงครามสกปรก

24 ธ.ค. 2553

บูเอโนสไอเรส-ศาลอาร์เจนตินาสั่งจำคุกอดีตผู้นำเผด็จการทหารตลอดชีวิต ในข้อหาทารุณและสังหารโหดนักโทษ 31 ศพ เมื่อ 34 ปีที่แล้ว

        ผู้พิพากษาศาลในเมืองคอร์โดบา ประเทศอาร์เจนตินา มีคำตัดสินเมื่อวันพุธ (23 ธ.ค.) ว่า นายพลฮอร์เก วิเดลา อดีตผู้นำเผด็จการทหารวัย 85 ปี กระทำผิดจริง ในคดีทารุณกรรมและฆาตกรรมนักโทษ 31 คนที่ถูกลากออกมาจากเรือนจำก่อนยิงสังหาร ขณะพยายามวิ่งหนีเอาชีวิตรอด เมื่อปี 2519 ในช่วงที่กองทัพพยายามรวบรวมอำนาจหลังการก่อรัฐประหาร และตัดสินลงโทษจำคุกตลอดชีวิต ท่ามกลางความยินดีแก่ญาติของผู้เสียชีวิต ที่พากันตะโกนคำว่าฆาตกรใส่นายวิเดลา และผู้ต้องหาคนอื่นๆ ในคดีนี้ด้วย ซึ่งส่วนใหญ่ถูกตัดสินจำคุกตลอดชีวิตเช่นกัน 

  นายพลวิเดลา เป็นผู้นำก่อรัฐประหาร และปกครองประเทศแบบเผด็จการช่วงปี  2519-2524 และได้ทำสงครามที่เรียกว่า "สงครามสกปรก" กวาดล้างกบฏและผู้สนับสนุน ทำให้มีผู้เสียชีวิตหลายพันคน

        ในบรรดาเหยื่อ 31 คน ส่วนใหญ่เป็นนักศึกษาที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับกองกำลังปฏิวัติฝ่ายซ้าย พวกเขาถูกนำไปขังในคุกลับที่เมืองคอร์โดบา และ ถูกทรมานด้วยสารพัดวิธี เช่น ช็อตไฟฟ้า ข่มขืน และขู่ฆ่าสมาชิกในครอบครัว เพื่อบังคับให้เปิดเผยข้อมูลเกี่ยวกับเพื่อนร่วมขบวนการที่จะถูกทรมานและถูกสังหารเหมือนกัน

       แต่นายพลวิเดลาอ้างว่า จำเป็นต้องปราบปรามคนเหล่านี้ เพื่อป้องกันการปฏิวัติของระบบมาร์กซิสต์ และไม่ถือเป็นการละเมิดสิทธิ

       อดีตผู้นำจอมเผด็จการรายนี้ เคยต้องโทษจำคุกตลอดชีวิตในคดีก่ออาชญากรรมต่อมนุษยชาติเมื่อปี 2528 แต่หลังรับโทษเพียง 5 ปีก็ได้รับอภัยโทษจากประธานาธิบดีคาร์ลอส เมเนมในสมัยนั้น

       แต่ต่อมาศาลฏีกาได้ล้มเลิกการอภัยโทษในปี 2550 และประธานาธิบดีคริสตินา เฟอร์นันเดซคนปัจจุบัน ได้สั่งให้พิจารณาคดีใหม่กับอดีตผู้นำทหารและตำรวจ ในคดีคุกลับที่ใช้ทรมานฝ่ายต่อต้านรัฐบาลหลายพันคนที่หายตัวไป และคดีที่มีคำตัดสินเมื่อวันพุธนั้น เป็นเพียงหนึ่งในหลายสิบคดีที่ยื่นฟ้องต่อนายวิเดลา

       ทั้งนี้ ศาลสั่งว่านายพลวิเดลาจะต้องรับกรรมในคุกพลเรือน ตัดสิทธิพิเศษที่เคยได้รับเมื่อครั้งถูกคุมขังครั้งแรกเมื่อปี 2528

      เชื่อว่าในช่วงสงครามสกปรก มีผู้เสียชีวิตหรือสูญหายรวมเกือบ 1.3 หมื่นคน แต่กลุ่มสิทธิมนุษยชนคาดว่าตัวเลขแท้จริงอาจสูงราว 3 หมื่นคน