ข่าว

เล็งช่วยเอสเอ็มอีหลังลอยตัวแอลพีจี

เล็งช่วยเอสเอ็มอีหลังลอยตัวแอลพีจี

24 ธ.ค. 2553

พลังงานคาดลอยตัวแอลพีจีมีเอสเอ็มอีได้รับผลกระทบ 400-500 ราย เหตุไม่สามารถเปลี่ยนไปใช้เชื้อเพลิงชนิดอื่นได้เ ตรียมหามาตรการช่วยเหลือหนุนใช้แอลเอ็นจีแทน คาดสรุปได้ไตรมาสแรกปีหน้า

 นายไกรฤทธิ์ นิลคูหา อธิบดีกรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงาน (พพ.) เปิดเผยว่า กรมอยู่ระหว่างศึกษาผลกระทบจากการลอยตัวราคาก๊าซปิโตรเลียมเหลว หรือแอลพีจี ในภาคอุตสาหกรรม หลังรัฐบาลมีนโยบายแยกราคาแอลพีจีเป็นสองราคา โดยจะตรึงราคาจำหน่ายแอลพีจีในภาคครัวเรือนและขนส่ง ส่วนในภาคอุตสาหกรรมจะปรับให้ราคาใกล้เคียงตลาดโลก ซึ่งผู้ประกอบการต้องเร่งปรับตัวโดยปลี่ยนมาใช้เชื้อเพลิงชนิดอื่นเพื่อลดต้นทุน

  อย่างไรก็ตาม อุตสาหกรรมบางประเภทไม่สามารถใช้เชื้อเพลิงชนิดอื่นได้ โดยเฉพาะเอสเอ็มอี เซรามิก กระจกและเหล็ก คาดว่าจะมีผู้ได้รับผลกระทบ 400-500 ราย จากโรงงานที่อยู่ในการควบคุม 3,000 ราย

 "กรมจะศึกษาผลกระทบของแต่ละราย และเสนอวิธีการแก้ปัญหาที่แตกต่างกันตามความเหมาะสม เช่น การเปลี่ยนมาใช้พลังงานทดแทน หรืออาจส่งเสริมให้ใช้ก๊าซธรรมชาติเหลว หรือแอลเอ็นจี หรือให้เงินสนับสนุนบางส่วนรวมถึงมาตรการด้านภาษี คาดว่าจะได้ข้อสรุปในไตรมาสแรกของปีหน้า ซึ่งกลุ่มเอสเอ็มอีได้หาแนวทางลดต้นทุนค่าเชื้อเพลิงล่วงหน้าแล้ว ขณะที่ผู้ประกอบการรายใหญ่ลงทุนเปลี่ยนมาใช้พลังงานทดแทน“ นายไกรฤทธิ์ กล่าว

 นอกจากนี้ กระทรวงพลังงานได้สั่งให้กรมศึกษาการยกเลิกใช้น้ำมันเบนซิน 91 ในปี 2554 ร่วมกับสำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน (สนพ.) เพราะเบนซิน 91 มียอดการใช้วันละ 8 ล้านลิตร โดยการจำหน่ายน้ำมันในอนาคตจะเหลือ 5 ชนิด คือ เบนซิน 95 แก๊สโซฮอล์ 95 แก๊สโซฮอล์ อี 20 แก๊สโซฮอล์ อี 85 และไบโอดีเซล บี 5 เท่านั้น

 นพ.วรรณรัตน์ ชาญนุกูล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน กล่าวว่า ภาครัฐเปิดกว้างให้เอกชนลงทุนในธุรกิจแอลเอ็นจี ไม่ว่าจะเป็นการลงทุนในรูปของการนำเข้าเนื้อก๊าซหรือการขนส่ง แต่เอกชนต้องยอมรับความเสี่ยงเพราะธุรกิจนี้ใช้เงินลงทุนสูงและใช้เวลานานกว่าจะคืนทุน

 ด้านนายเติมชัย บุนนาค ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่วางแผนหน่วยธุรกิจก๊าซธรรมชาติ บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า โครงการผลิตแอลเอ็นจีของ ปตท.ที่มาบตาพุด มูลค่ากว่า 700 ล้านดอลลาร์ จะเปิดดำเนินการได้ไตรมาส 3 ปีหน้า