ข่าว

"รบแตกหัก"

"รบแตกหัก"

06 เม.ย. 2552

การประกาศนัดรวมพลของ "กลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ" (นปช.) ในวันที่ 8 เมษายน โดยอ้างว่าเป็นการโค่นล้มระบบอำมาตยาธิปไตย และทวงคืนประชาธิปไตย มีการตั้งเป้าผู้ร่วมชุมนุมไว้ 1-2 แสนคน ที่ทำเนียบรัฐบาล และยาวไปถึงหน้าบ้านสี่เสาเทเวศร์ของ "พล

 แต่หลังจากมี "องคมนตรี" ทยอยออกมาแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับคำพูดผ่านวิดีโอลิงก์ของ "พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร" อดีตนายกรัฐมนตรี ที่กล่าวโจมตี "พล.เปรม-พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ องคมนตรี"

 ดูเหมือนจำนวน "ผู้ชุมนุม" เริ่มลดจำนวนลง ประกอบกับระยะหลัง "ทักษิณ" ไม่ได้พูดผ่านวิดีโอลิงก์ทุกวัน ทั้งที่เป็น "จุดขาย" ดึงจำนวนผู้ร่วมชุมนุม

 แต่ก็ยังมีหลายฝ่ายแสดงความเป็นห่วงเหตุการณ์วันที่ 8 เมษายน จะบานปลาย โดยเฉพาะ "นักวิชาการ" เห็นว่า รัฐบาลน่าจะร่วมกันหาทางออกหันหน้าเข้าหา เพื่อสร้างกติกาในสังคมที่ทุกฝ่ายยอมรับ 

 นายประภาส ปิ่นตบแต่ง หัวหน้าภาควิชาการปกครอง คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย มองว่า ก่อนสงกรานต์ กลุ่มคนเสื้อแดงต้องพยายามที่จะให้เกิดการแตกหัก หรือเรียกได้ว่า สงครามครั้งสุดท้าย ตามแบบกลุ่มพันธมิตร เนื่องจากการจะสร้างพลังใหม่ หรือรวบรวมกำลังใหม่จะกระทำได้ยาก ประกอบกับในตอนนี้ถือว่าเป็นโอกาสที่เหมาะสม เพราะมีกระแสที่ดี รวมถึงได้พื้นที่ข่าว ซึ่งได้เสนอประเด็นในการชุมนุมของกลุ่มเสื้อแดงอย่างต่อเนื่อง

 อย่างไรก็ตาม นายประภาส กล่าวว่า ไม่ว่าการชุมนุมจะจบอย่างไรปัญหาความขัดแย้งก็ยังยืดเยื้อ เนื่องจากมรดกของการเคลื่อนไหวทางการเมืองที่ผ่านมา ได้ไปสร้างมาตรฐานความขัดแย้งที่ไปละเมิดหลักนิติรัฐ จึงทำให้เกิดความคิดที่ว่า คุณทำได้ ผมก็ทำได้ตามมา แต่ทางออกที่จะทำให้ความขัดแย้งจบลงไปได้มีอยู่ 2 ทาง คือ 1.จบลงที่ความขัดแย้งได้ลุกลามจนเกิดเป็นเหตุการณ์นองเลือด และ 2.จบลงด้วยการสร้างกติกาข้อตกลงอะไรที่ยอมรับกันได้ อะไรที่ยอมรับกันไม่ได้

 นอกจากนี้ นายประภาศยังเชื่อว่า การยุบสภาจะเป็นทางออกที่สำคัญ แต่ก่อนที่จะมีการยุบสภาจะต้องมีการปฏิรูปทางการเมืองก่อน นั่นก็คือจะต้องมีการสร้างกติกาข้อตกลงกันในสังคมที่เป็นที่ยอมรับ ซึ่งอาจจะผ่านรูปแบบ ส.ส.ร.3 แต่หากใช้รูปแบบ ส.ส.ร.3 ต้องกระทำผ่านกระบวนการที่มีคนเข้ามาร่วมได้อย่างกว้างขวางจากทุกภาคส่วนของสังคม
"การปฏิรูปการเมืองอย่าทำเพียงเพื่อจะแก้ปัญหาระหว่างคนสองกลุ่มเท่านั้น ต้องปฏิรูปสังคมควบคู่ไปด้วย แก้ปัญหาความไม่เป็นธรรมในสังคม ปัญหาเชิงโครงสร้าง ส่วนที่นักวิชาการแสดงความคิดน้อย เพราะประเด็นที่กลุ่มเสื้อแดงชูค่อนข้างล่อแหลมยากต่อการสนับสนุนและต่อต้าน" นายประภาสกล่าว

 ขณะเดียวกัน นางสิริพรรณ นกสวน สวัสดี อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เห็นว่า ตั้งแต่พรรคประชาธิปัตย์มาเป็นรัฐบาลไม่ได้แก้ปัญหาความขัดแย้งทางการเมืองเลย ทั้งที่นายกฯ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เคยกล่าวในวันรับตำแหน่งว่า จะเป็นนายกรัฐมนตรีของคนทั้งประเทศ

 ส่วนมาตรการเชิงรุกที่ควรรัฐบาลควรทำ นางสิริพรรณกล่าวว่า การชุมนุมของคนเสื้อแดงยังชุมนุมภายใต้สิทธิที่มี จึงไม่เห็นด้วยหากจะเข้าปราบปราม ควรเปิดโต๊ะเจรจารับฟังความคิดเห็น ดึงคนเสื้อแดงเข้ามาพูดคุยน่าจะเหมาะสมกว่า และการชุมนุมของคนเสื้อแดงไม่ได้มุ่งโจมตีนายกฯ อภิสิทธิ์ แต่โจมตีคนที่อยู่เบื้องหลังมากกว่า

 "คำพูดของนายกฯ ไม่ตรงประเด็น พูดในเชิงหลักการ แต่ไม่ได้พูดอย่างเป็นรูปธรรม เช่นว่าผู้ชุมนุมสามารถชุมนุมได้ แต่หากทำผิดกฎหมายจะดำเนินคดี ซึ่งรัฐบาลไม่มีแนวปฏิบัติที่ชัดเจน ขอยกตัวอย่างว่าอาจมีการตั้งคณะกรรมการ เชิญตัวแทนจากทุกฝ่ายมาพูดคุยกัน ซึ่งจริงๆ แล้วควรมีการทำมาตั้งแต่เป็นนายกฯ วันแรกๆ แล้ว แต่คุณอภิสิทธิ์อ้างว่าปัญหาเศรษฐกิจเป็นปัญหาเฉพาะหน้าที่สำคัญกว่า ทั้งที่จริงๆ แล้วปัญหาการเมืองเป็นสิ่งที่ฉุดรั้งเศรษฐกิจของเราไว้ นายกฯ อย่ามัวแต่ไปต่างประเทศ และก็อ้างว่าต้องไปสร้างความมั่นใจ แล้วความมั่นใจของคนในชาติ นายกฯ ต้องไม่ลืมด้วย" นางสิริพรรณกล่าว

 ส่วนการออก พ.ร.บ.ว่าด้วยความปรองดองแห่งชาตินั้น นางสิริพรรณไม่เห็นด้วย เพราะไม่ใช่ทางออก การแก้ปัญหาที่แท้จริงนั้น จะต้องทำให้กฎหมายศักดิ์สิทธิ์ ดำเนินคดีกับทุกคนที่ทำผิดอย่างเท่าเทียม 

รติมาส นรจิตร์ / สมมาตร สมาคม