
อาบังฤๅจะแซงหน้า อาเฮีย (1)
นิตยสาร The Economist อันทรงอิทธิพลแห่งเกาะ อังกฤษ ได้ตีพิมพ์บทความวิเคราะห์ที่น่าสนใจเป็นอย่างยิ่งว่าภายในระยะเวลาอีก 3-5 ปีข้างหน้า ความเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจของ อาบัง หรือ อินเดีย มีแนวโน้มว่าอาจจะแซงหน้า อาเฮีย หรือ จีน
และเมื่อไม่นานมานี้รัฐบาล “อาบัง” ได้ประกาศว่า จากการประเมินความเติบโตทางเศรษฐกิจ ผลิตภัณฑ์มวลรวม ในปีนี้อาจจะเติบโตถึง 8.75-9% (ขณะที่ “อาเฮีย” เติบโตประมาณ 8%) นอกจาก “อาบัง” จะมีความก้าวหน้าทางเศรษฐกิจแบบก้าวกระโดดแล้ว ใน “เวทีทางการทูต” ก็นับวันจะมีบทบาทในเชิงรุกมากขึ้น
จะเห็นได้ว่าตลอดเวลา 3 เดือนที่ผ่านมา “อาบัง” ได้มีการติดต่อกับนานาอารยประเทศมากมาย ก่อให้เกิดความร่วมมือกันในหลายด้าน ถือได้ว่าเป็นกลยุทธ์ในด้านการทูตที่ประสบความสำเร็จอย่างดียิ่ง ความสำเร็จที่เกิดจากกลยุทธ์ด้านการทูตของ “อาบัง” ได้รับความชื่นชมจากรัฐบาล “สหรัฐ” ว่า “อินเดีย” แจ้งเกิดแล้วในเวทีโลก
นอกจากนี้ นิตยสาร “The Economist” ยังวิเคราะห์ต่อไปอีกว่าภายในระยะเวลา 20-25 ปี “อินเดีย” จะกลายเป็นประเทศที่มีขนาดเศรษฐกิจใหญ่ที่สุดและสำคัญที่สุด อีกทั้งจะมีอัตราการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจสูงที่สุดประเทศหนึ่งในโลก ทั้งนี้ได้อาศัยหลักเกณฑ์สำคัญ 2 ประการ นำมาประกอบการวิเคราะห์ หนึ่งคือ การปกครองในระบอบ “ประชาธิปไตย” หลักเกณฑ์สำคัญประการที่สองคือ “จำนวนประชากร” ในวัยเจริญพันธุ์มากที่สุดในโลก โดยปัจจุบันมี “อาบัง” ที่มีอายุต่ำกว่า 25 ปี ประมาณกว่า 500 ล้านคนเลยทีเดียว ซึ่งทรัพยากรมนุษย์จำนวนมหาศาลนี้ จะเป็นพลังขับเคลื่อนทางเศรษฐกิจที่สำคัญเป็นอย่างยิ่งในอนาคต ถือได้ว่าเป็น “โบนัสแห่งยุคทอง” ของ “อินเดีย” ครับ
ประเด็น “อาบัง” จะแซงหน้า “อาเฮีย” ได้หรือไม่และอย่างไร ได้กลายเป็นประเด็นในการสนทนามาโดยตลอด เพราะทั้งสองเป็นประเทศอภิมหาอำนาจที่มี “ภูมิสังคม” หลายประการคล้ายคลึงกัน เป็นประเทศที่กำลังพัฒนาที่ใหญ่ที่สุดในโลกที่อยู่ในภูมิภาค “เอเชีย” ด้วยกัน มีจำนวนประชากรมากพอกัน เป็นประเทศที่มีอารยธรรมเก่าแก่นับพันปีเช่นกัน อีกทั้งยังมีความเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจรวดเร็วไม่ได้ยิ่งหย่อนกัน นอกจากนี้ ยังเป็นประเทศเพื่อนบ้านกันอีกด้วย จึงเป็นคู่แข่งที่น่ากลัวและใกล้ตัวที่สุด และดังที่กล่าวมาแล้วว่ามีจำนวนประชากร “อาบัง” ในวัยเจริญพันธุ์ที่มีจำนวนมหาศาลประมาณกว่า 500 ล้านคน จึงมีเหตุอันน่าเชื่อว่า ประเทศที่เศรษฐกิจใหญ่ที่สุดใน “เอเชีย” ต่อไปอาจจะเป็น “อาบัง” มิใช่ “อาเฮีย” ก็เป็นได้ครับ
เมื่อวันที่ 7 ธันวาคม 2010 ที่ผ่านมา “อาบัง” ได้ประมาณการอัตราเติบโตทางเศรษฐกิจปีนี้น่าจะสูงเกิน 8.75% แม้ว่าวิกฤติเศรษฐกิจโลกที่เกิดขึ้นทั้งใน “ยุโรป” และ “อเมริกา” ได้ส่งผลกระทบเป็นลูกโซ่ต่อหลายประเทศที่กำลังพัฒนาอย่างรุนแรง แต่ “อาบัง” กลับมีความมั่นใจเต็มร้อยในเสถียรภาพของตนเอง เนื่องจากมีเม็ดเงินจากภายนอกจำนวนมหาศาลไหลทะลักเข้าไปลงทุน อีกประการหนึ่งอุปสงค์ภายในประเทศที่มีอัตราสูงเป็นกลไกทำการขับเคลื่อนเศรษฐกิจได้อย่างดี ความเติบโตทางเศรษฐกิจของ “อาบัง” มีแนวโน้มเติบโตขึ้นเรื่อยๆ อย่างต่อเนื่อง อาจถึง 9-10% ล้วนอยู่ในวิสัยที่เป็นไปได้
พี่เบิ้มแห่ง “เอเชีย” ที่ชอบทาน “โรตี” และ “บะหมี่” ทั้งสองนี้มีหลายสิ่งที่ทั้งคล้ายคลึงกันบนพื้นฐานของขนบธรรมเนียมประเพณีและวัฒนธรรมพันปีที่แตกต่างกัน จึงทำให้ผมสนใจในการศึกษาหาจุดร่วมบนความแตกต่างของพื้นฐานโครงสร้างทั้งทางเศรษฐกิจ สังคม และการเมือง ของอภิมหาอำนาจแห่ง “เอเชีย” ทั้งสองนี้ ศึก “ชนช้าง” ครั้งนี้ห้ามกะพริบตาครับ อนาคต “เอเชีย” จะรุ่งหรือร่วงก็ขึ้นอยู่กับการก้าวรุดหน้าไปของสองประเทศนี้เป็นหลักครับ ว่าจะสามารถก้าวไปข้างหน้าอย่าง “สานประโยชน์” ในรูปแบบที่ “สมดุล” กันได้แค่ไหน และทิศทางใดครับ
ภัทรพล เวทยสุภรณ์



