ข่าว

ผลพวงแห่งความอดทนและอดกลั้น

ผลพวงแห่งความอดทนและอดกลั้น

24 ธ.ค. 2553

หนึ่งในข่าวดีส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่ก็คือข่าวกัมพูชาได้ปล่อยตัวคนไทย 3 คนที่ถูกศาลตัดสินจำคุก 18 เดือน ในข้อหาครอบครองอาวุธและเข้าประเทศผิดกฎหมาย หลังจากถูกจับกุมตัวขณะออกไปหาของป่าแล้วเกิดหลงพลัดเข้าไปยังเขตประเทศกัมพูชาเมื่อวันที่ 18 สิงหาคม ที่ผ่าน

 การปล่อยตัวคนไทยทั้ง 3 คนนี้ยังเท่ากับการส่งสัญญาณในเชิงบวกอีกครั้งหนึ่งว่าความสัมพันธ์ระหว่างไทย-กัมพูชาที่มึนตึงมานานกว่าปีและหวุดหวิดจะเกิดเหตุปะทะบริเวณชายแดนหลายครั้ง มีแต่ทวีความสดใสมากขึ้นตามลำดับ โดยเฉพาะในโอกาสครบรอบ 60 ปีของการสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตของสองประเทศ

 เราเชื่อว่าการปล่อยตัว 3 คนไทยครั้งนี้เป็นข้อพิสูจน์ได้ดีว่าการดำเนินนโยบายด้านการต่างประเทศของรัฐบาลนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี และนายกษิต ภิรมย์ รัฐมนตรีต่างประเทศที่ใช้ความอดทน อดกลั้น และผ่านการเจรจาทั้งที่เป็นทางการและไม่เป็นทางการได้เดินมาถูกทางแล้วจนสามารถก้าวผ่านอุปสรรคขวากหนามและการยั่วยุต่างๆ กระทั่งสามารถสร้างความเข้าใจอันดีและลดและการเผชิญหน้าระหว่างกันลง ซึ่งเท่ากับช่วยปกป้องผลประโยชน์ของประเทศได้ระดับหนึ่ง

 ถึงแม้ว่านักวิชาการหลายคนจะเตือนให้ระวังกัมพูชาว่ามีความจริงใจมากน้อยเพียงใด แต่อย่างน้อยการที่นายอภิสิทธิ์ได้จับเข่าพูดคุยกับนายฮุน เซนหลายครั้งด้วยกันระหว่างไปร่วมประชุมนานาชาติที่ต่างประเทศ คงทำให้ผู้นำกัมพูชาเริ่มได้คิดจนสามารถสลัดหลุดจากการผูกผลประโยชน์เข้ากับ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร นักโทษหนีคุกและผู้ต้องหาก่อการร้ายได้ หันมาคำนึงถึงประโยชน์ของประชาชนและประเทศกัมพูชามากขึ้น

 พรมแดนของสองประเทศที่เคยปิดตายมาระยะหนึ่งจึงเริ่มเปิดกว้างมากขึ้น รองรับการประชุมคณะกรรมการร่วมไทย-กัมพูชาหลายคณะ การเตรียมจัดงานมหกรรมแสดงสินค้าครั้งยิ่งใหญ่ระหว่าง 20 จังหวัดกัมพูชากับ 8 จังหวัดของไทยเพื่อส่งเสริมการค้าชายแดน การค้าท้องถิ่น และเพื่อส่งเสริมความสัมพันธ์ในระดับจังหวัด ที่สำคัญก็คือผู้นำของทั้งสองประเทศพร้อมเจรจาเพื่อแก้ไขปัญหาเขาพระวิหารแบบทวิภาคีด้วย

 ทั้งหมดนี้ล้วนแต่เป็นนิมิตหมายอันดีว่าทั้งไทยและกัมพูชาสามารถอยู่ร่วมกันอย่างสันติในฐานะเพื่อนบ้านที่ดี และในฐานะภาคีสมาชิกอาเซียน อันจะเป็นประโยชน์ต่อทั้งสองประเทศทั้งในด้านเศรษฐกิจ สังคม วัฒนธรม หรือแม้กระทั่งความมั่นคงบริเวณชายแดน