ข่าว

"รัฐบาลตัดสินใจเร็วไป"

"รัฐบาลตัดสินใจเร็วไป"

24 ธ.ค. 2553

มีเสียงถามถึงที่มาที่ไปต้นตอข่าวให้ตรวจสอบการใช้งบประมาณของศูนย์อำนวยการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉิน (ศอฉ.) ที่ผ่านมามีตัวเลขถึงหลักหมื่นล้านโดยไปตั้งคำถามกับ "พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา" ผู้บัญชาการทหารบก ถึงกับออกอาการ "นอตหลุด"

 สำหรับ พล.อ.ประยุทธ์ หรือ "บิ๊กตู่" นายทหารนักบู๊ ต่างจาก พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา อดีตผู้บัญชาการทหารบก นายเก่าที่มีบุคลิก "ฝ่ายบุ๋น" ด้วยความที่เป็นคนพูดจาโผงผางจึงถูกใจบรรดาฮาร์ดคอร์ แต่อาจไม่ถูกใจฝ่ายการเมือง

 หลายคนเริ่มตั้งข้อสังเกตว่าระยะหลัง "รัฐบาล" กับ "ฝ่ายปฏิบัติการ" มีหลายเรื่องเริ่มสวนทางกัน!

 บ่อยครั้งที่การให้สัมภาษณ์คล้ายตอบโต้กันไปมาทั้งที่ "รัฐบาล" ต้องอาศัย "ฝ่ายปฏิบัติการ" มาช่วยค้ำจุนเรื่องความมั่นคง

 เห็นได้จากคำสั่งของ "พล.อ.ประยุทธ์" ในฐานะหัวหน้าผู้รับผิดชอบในการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉิน ที่สั่งห้ามผู้ชุมนุมขายสินค้าหรือวัตถุอื่นใดที่มีลักษณะเชิงยั่วยุ หรือปลุกปั่นให้เกิดความแตกแยก เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดเหตุการณ์ร้ายแรงมากขึ้น

 ต่อมา "อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ" นายกรัฐมนตรี ก็เสนอให้ทบทวนโดยอ้างว่าจะไปกระทบต่อสิทธิของบุคคลอื่น และการประกาศดังกล่าวอาจเป็นชนวนนำไปสู่ความขัดแย้ง

 หรือแม้กระทั่ง "รัฐบาล" ประกาศยกเลิกพื้นที่ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน ดูเหมือนไม่มีการหารือนัดเตรียมการกับฝ่ายความมั่นคงล่วงหน้า ต้องเลื่อนการพิจารณาในที่ประชุมคณะรัฐมนตรีหลายต่อหลายครั้ง

 โดย "รัฐบาล" ให้ฝ่ายความมั่นคงกลับไปทำแผนรับมือหากมีการประชุมยกเลิก พ.ร.ก.ฉุกเฉิน เพราะส่งผลกระทบ "หน่วยงานความมั่นคง" โดยตรงในฐานะผู้ปฏิบัติการให้สัมภาษณ์ของ "รัฐบาล" ผ่านสื่อแต่ดูเหมือนไม่ได้หารือกับ "ฝ่ายความมั่นคง" ก่อนการตัดสินใจ

 หรือ "กรมสอบสวนคดีพิเศษ" ไม่เห็นด้วยกับแนวคิดของรัฐบาลที่ให้ประกันตัวกลุ่มคนเสื้อแดง

 ภาพที่ออกมา "รัฐบาล" ได้รับเสียงชื่นชมแต่ภาระไปตกหนักอยู่กับ "ผู้ปฏิบัติ" เมื่อทำสิ่งที่สวนทางกับรัฐบาลก็จะถูกวิพากษ์วิจารณ์หน้าที่ของรัฐบาลต้องออกมาปกป้อง แต่ที่ผ่านมามีคำสั่งสอบ "ฝ่ายปฏิบัติหน้าที่" ทำให้คนทำงานท้อไม่ยากทำงานด้วย

 ไม่ต่างกับการผลักมิตรเป็นศัตรู!

 "พล.ท.นันทเดช เมฆสวัสดิ์" อดีตหัวหน้าหน่วยปฏิบัติการพิเศษ ศูนย์รักษาความปลอดภัยแห่งชาติ (ศรภ.) มองว่า รัฐบาลโดยเฉพาะนายกรัฐมนตรีกับสุเทพ กับฝ่ายปฏิบัติหากไม่มานั่งหารือกันระยะยาวอาจเกิดความขัดแย้งระหว่างรัฐบาลกับฝ่ายปฏิบัติงานขึ้นได้ เพราะการพูดผ่านสื่อโดยไม่คุยกันก่อนอาจสร้างความไม่เข้าใจกันทั้งสองฝ่าย บางครั้งอาจตีความคำพูดของอีกฝ่ายคลาดเคลื่อนได้

 "มีโอกาสที่รัฐบาลและฝ่ายปฏิบัติอาจเกิดการแตกร้าวได้ เพราะการกระทำบางเรื่องของรัฐบาลดูเหมือนไม่ปรึกษาหารือกับฝ่ายปฏิบัติเช่นมติคณะรัฐมนตรีให้ปล่อยคนเสื้อแดงทำให้เกิดปัญหากับฝ่ายปฏิบัติ บางครั้งฝ่ายนโยบายอาจไม่เข้าใจขั้นตอนการทำงานหน่วยงานความมั่นคงต้องวางแผนล่วงหน้า"

 "นันทเดช" มองว่า รัฐบาลเอาใจใส่ฝ่ายปฏิบัติงานน้อยเกินไป การยกเลิ กพ.ร.ก.ฉุกเฉิน ต้องมีการวางแผนเรื่องกำลังทหารจากนี้ต้องไปไว้จุดไหน เพื่อความรวดเร็วหากเกิดเหตุฉุกเฉินเป็นเรื่องเฉพาะหน้าที่ต้องมีการหารือกัน เรื่องนี้นายกรัฐมนตรีต้องลงมาดูแลด้วยตนเองเพื่อเป็นกำลังใจให้แก่ผู้ปฏิบัติ ไม่ใช่ทำงานแบบต่างคนต่างทำ ถ้าการทำงานระหว่างรัฐบาลกับฝ่ายปฏิบัติเป็นแบบนี้ไปเรื่อยๆ อนาคตอาจขัดแย้งกันเอง

 อดีตหัวหน้าหน่วยปฏิบัติการพิเศษ ศรภ. กล่าวว่า ฝ่ายการเมืองไม่เห็นหรือลงพื้นที่การชุมนุมของคนเสื้อแดงด้วยตนเอง ทหารจะเห็นสภาพความเป็นจริงที่เกิดขึ้นเพราะอยู่หน้างานจะรู้เรื่องมากกว่าฝ่ายนโยบา ยคำพูดที่สวนทางกันมีผลกระทบต่อการปฏิบัติหน้าที่ ขณะที่นายกรัฐมนตรีอาจมองในมุมผลกระทบที่กว้างกว่าในระดับประเทศ แต่ก็ต้องนัดแนะกันก่อนจะพูดต้องเปิดใจกันแล้วให้พูดไปในทิศทางเดียวกัน

 "หลายๆ คนรวมทั้งผมเห็นด้วยที่จะมีการปรองดองเกิดขึ้น เห็นด้วยที่จะมีการให้ประกันตัวแกนนำกลุ่มคนเสื้อแดง แต่ก็วิตกว่ารัฐบาลพร้อมหรือยังสำหรับการแก้ไขปัญหาที่จะเกิดขึ้นในห้วงเวลาต่อไป มีการประชุมปรึกษาหารืออย่างเป็นระบบภายในหน่วยงานความมั่นคงหรือยัง แบ่งหน้าที่กันทำอย่างไร อย่าไปพูดว่า เรื่องการประกันตัวเป็นหน้าที่ของศาล ศาลมีหน้าที่พิจารณาตามหลักฐานที่ปรากฏ มติคณะรัฐมนตรีที่ให้ประกันตัวชั่วคราวกลุ่มคนเสื้อแดง 104 คนต่างหาก ที่เป็นหลักฐานสนับสนุนให้ศาลต้องปล่อยตัวคนเสื้อแดง ดังนั้นเรื่องนี้รัฐบาลต้องเป็นผู้รับผิดชอบ ที่ตัดสินใจเร็วเกินไป ทั้งๆ ที่ควรยกเลิกหลังจากมีการประชุมหารือกันให้ครบถ้วนเสียก่อน" อดีตหัวหน้าหน่วยปฏิบัติการพิเศษ ศรภ. กล่าวปิดท้าย