
เป็นที่น่ายินดี
วันก่อน ยงยุทธ วิชัยดิษฐ หัวหน้าพรรคเพื่อไทย พาแกนนำพรรคมาเยี่ยมเครือเนชั่นถึงถิ่นแลกเปลี่ยนความคิดความเห็น
ประเด็นที่น่าเป็นห่วงก็คือ การเปรียบเปรยเรื่องรถไฟ 2 ขบวนที่ออกจากสถานีคนฝั่งห้อมาเต็มเหยียด จนน่าเชื่อว่าเมื่อถึงจุดหนึ่งการชนกันอย่างรุนแรงจะเกิดขึ้น เพราะวิ่งบนรางเดียวกัน
ขบวนหนึ่งชื่อว่าขบวนอภิชน ซึ่งหมายความว่าอย่างไร คงไม่ต้องแปล อีกขบวนเรียกว่า ขบวนเปลี่ยนแปลง ตรงนี้ ยงยุทธ บอกว่า มีผู้ที่รักความยุติธรรม รักทักษิณ นั่งมาเต็มไปหมด
ตรงนี้แหละที่รู้สึกว่า แนวความคิดนี้น่าเป็นห่วง
เพราะกระบวนการประชาธิปไตยนั้น ไม่มีแยกเขาแยกเรา มีแต่ความแตกต่าง ที่ทำให้การอยู่ร่วมเป็นไปอย่างสมบูรณ์
มีเสียงข้างมาก เสียงข้างน้อย มีความต้องการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว กับกลุ่มที่คิดว่า ค่อยๆ เป็นไป เพื่อรักษาให้ทุกฝ่ายอยู่ร่วมกัน โดยที่ไม่ต้องปะทะกัน
การปะทะกันทางความคิด อุดมการณ์นั้น เป็นการถกเถียงกันด้วยเหตุด้วยผล และยอมรับเหตุผลของอีกฝ่าย โดยเพื่อให้มีข้อยุติ "จำนวน" จึงถูกนำมาตัดสิน
จำนวนอาจผูกติดกับความต้องการ แต่ไม่ได้หมายความว่า เอาจำนวนมาก หรือความต้องการข้างมากไปไล่เสียงข้างน้อยลงจากเวที หรือไปบอกว่า ถ้าไม่ปรับตัว ไม่เปลี่ยนแปลง ก็อยู่ร่วมกันในสังคมนี้ไม่ได้
เพราะการเปลี่ยนแปลงนั้นทุกคนย่อมมีส่วนร่วมในการกำหนด หรือเลือกแนวทางของตนเอง
โชคดีที่หัวหน้าพรรคเพื่อไทย เข้าใจถึงข้อกังวลนี้...แต่ไม่แน่ใจว่า ได้นำเหตุนำผลนี้ไปอธิบายให้ลูกพรรคได้เข้าอกเข้าใจหรือไม่ว่า 30 ล้านเสียงที่ตีขลุมว่าเป็นของเพื่อไทยนั้น ไม่ใช่การได้ฉันทานุมัติที่จะจัดการอะไรก็ได้ในสังคมโดยที่ไม่ฟังเสียงข้างน้อย หรือเสียงอื่นที่อาจจะมีพอฟัดพอเหวี่ยง
บ้านเมืองไม่ใช่มีเพียงแค่คนเสื้อแดง หรือเสื้อเหลือง หรือเสื้อหลากสีที่มีสิทธิ์ออกมาเคลื่อนไหวทางการเมือง ผู้ที่ไม่ออกมาเคลื่อนไหวเขาก็รับรู้อยู่เต็มหัวใจว่า เป็นหนึ่งเสียงในประเทศนี้ที่มีสิทธิ์ มีศักดิ์ เท่าเทียมกับคนอื่น และมุ่งหวังให้คนอื่นเข้าใจด้วยว่า เขาก็มีตรงนี้เหมือนกัน
ก็นับเป็นเรื่องที่น่ายินดีที่หัวหน้าพรรคเพื่อไทยนำลูกพรรคมาเยี่ยมเยียนถึงบ้าน แล้วก็น่ายินดีไปกว่านั้นที่หัวหน้าพรรคเพื่อไทยเองก็ยอมรับว่า อยากเห็นคนไทยใส่เสื้อสีอะไรก็ได้ในอนาคต
ศรายุทธ สายคำมี
[email protected]



