
ชะตากรรม3คนไทย4เดือนในคุกเขมร
บ้านชั้นเดียวหลังคาสังกะสีสภาพเก่าแบบบ้านในชนบททั่วไป ในบ้านคะนา หมู่ 7 ต.ตาตุม อ.สังขะ จ.สุรินทร์ ที่ตลอด 4 เดือนที่ผ่านมา มักมีชาวบ้านแวะเวียนเข้ามาจับกลุ่มพูดคุยสอบถามด้วยความห่วงใยกับข่าวคราว นายแรน ทรัพย์ศรี อายุ 51 ปี เจ้าของบ้าน ซึ่งถูกทางการกัมพ
แต่ในวันนี้ บรรยากาศการจับกลุ่มพูดคุยกลับแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง เพราะมีแต่ความยินดีที่ทั้งสามคนได้รับการปล่อยตัวออกมาอย่างปลอดภัย ทุกคนต่างสอบถามถึงความเป็นอยู่ในเรือนจำ ผู้เฒ่าผู้แก่บางคนถึงกับมาลูบหน้าลูบตัวขอให้ทุกคนผ่านพ้นจากโชคร้าย บางคนถึงกับกลั้นน้ำตาแห่งความยินดีไว้ไม่อยู่ เพราะตลอด 4 เดือนที่ผ่านมา ความหวังที่พวกเขาจะรอดจากคุกก่อนกำหนดแทบจะไม่มีเหลืออยู่เลย
บ่ายวันที่ 18 สิงหาคม นายแรน นายสนอง และนายลิ้ม ต่างแบกปืนแก๊ป สะพายย่ามที่เตรียมเสบียงกรัง เดินเข้าป่าบริเวณช่องทางช่องพราน ติดชายแดนไทย-กัมพูชา บ้านคะนา ออกหาของป่า เห็ดป่า หมู กระจง เหมือนที่ชาวบ้านแถบนี้ทำกันจนเคยชินจากหนุ่มจนแก่
แต่แล้วจู่ๆ ทั้ง 3 คนก็ต้องตกใจอย่างที่สุด เมื่อมีเจ้าหน้าที่ตำรวจตระเวนชายแดนของกัมพูชากองร้อยที่ 420 ปฏิบัติงานที่บ้านตระเบียงเตา อ.โอร์เสม็ด จ.อุดรมีชัย จำนวนหลายนายมายืนตรงหน้า แจ้งให้ทราบว่า พวกเขาบุกรุกเข้าไปในพื้นที่ของประเทศกัมพูชา ถูกสั่งปลดอาวุธและควบคุมตัวไว้ทันที
ขณะที่อีกฟากหนึ่ง ก็ได้รับแจ้งจากทางการกัมพูชาว่า ญาติถูกจับกุม ทำให้ทุกคนรู้สึกกังวลใจอย่างมาก พยายามติดต่อทางการไทยให้หาทางช่วยเหลือ
นายระพี ผ่องบุพกิจ ผู้ว่าราชการจังหวัดสุรินทร์ ในขณะนั้น ได้มอบหมายให้ นายปภพ ขอไชย ปลัดอำเภอเมืองสุรินทร์ รับหน้าที่ประสานและนำญาติไปเยี่ยมและประสานการช่วยเหลือ ข่าวคราวต่างๆ มีออกมาเป็นระยะ แต่ที่สุดแล้ว 4 เดือนผ่านไป ก็ยังมองไม่เห็นอิสรภาพ
กระทั่งวันที่ 19 ธันวาคม ศาลชั้นต้น จ.เสียมราฐ ได้พิพากษาคดีที่ถูกตั้งข้อหาหลบหนีเข้าเมืองโดยผิดกฎหมาย พกพาอาวุธปืนแก๊ปเข้าราชอาณาจักรกัมพูชา ศาลตัดสินจำคุก 18 เดือน ปรับ 1 ล้านเรียว หรือ 7,500 บาทไทย ซึ่งการตัดสินจำคุกคนไทยทั้ง 3 คน ได้รู้ถึงบรรดาญาติๆ ต่างวิตกกังวลอย่างมาก แต่การเจรจาเพื่อขอคืนคนไทยก็ยังคงดำเนินต่อไป โดยนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ได้สั่งการให้กระทรวงการต่างประเทศ ช่วยเหลือคนไทยทั้ง 3 คนอย่างเร่งด่วน
จนในที่สุดในโอกาสฟื้นสัมพันธ์อันดีทางการทูตครบ 60 ปี ไทย-กัมพูชา ทางรัฐบาลกัมพูชาได้อภัยโทษคนไทยทั้ง 3 คน พร้อมให้ส่งกลับประเทศผ่านทางช่องสะงำ อ.ภูสิงห์ จ.ศรีสะเกษ เมื่อวันที่ 20 ธันวาคม ที่ผ่านมา ท่ามกลางความยินดีของทั้ง 2 ประเทศ
ทันทีที่ผ่านประตูจากฝั่งกัมพูชามายังฝั่งไทย ที่บริเวณจุดผ่านแดนช่องสะงำ อ.ภูสิงห์ จ.ศรีสะเกษ เมื่อเวลา 12.40 น. วันที่ 21 ธันวาคม นายสนอง นายลิ้ม และนายแรน ต่างโผเข้าหาญาติพี่น้องและรีบก้มลงกราบพระบรมฉายลักษณ์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ที่ญาตินำติดตัวมาด้วย น้ำตาแห่งความปลาบปลื้มที่ได้กลับมายังแผ่นดินไหลลงอาบแก้มของทั้งสามคนและญาติๆ
นายแรนเล่าว่า ขณะถูกควบคุมตัวในเรือนจำ จ.เสียมราฐ แม้ว่าจะอยู่ลำบากแต่ก็ได้รับการดูแลอย่างดี ตลอดเวลาที่อยู่คิดถึงบ้านมาก ได้แต่ภาวนาขอให้ได้กลับบ้านโดยเร็ว ในช่วงเช้าเจ้าหน้าที่เรือนจำจะให้รดน้ำต้นไม้ จากนั้นจะต้องสวดมนต์ และพักผ่อน เป็นอย่างนี้ทุกวัน
ในขณะที่ 4 เดือนที่ผ่านมา คนทางบ้านในประเทศไทยก็เป็นทุกข์ไม่น้อยไปกว่า นางศรีจันทร์ ทรัพย์ศรี ภรรยานายแรน เล่าว่า วันที่รู้ว่าสามีถูกกัมพูชาจับไป รู้สึกตกใจมาก ไม่รู้จะหันหน้าไปพึ่งใคร ได้แต่วิงวอนเจ้าหน้าที่รัฐให้ช่วยเหลือ ฐานะทางบ้านก็ยากจน สามีเป็นหัวเรียวหัวแรงของบ้าน บางครั้งก็คิดท้อใจ แต่ก็ได้กำลังใจญาติๆ ต้องต่อสู้ไป ตลอดเวลา 4 เดือนต้องแบกภาระดูแลลูกและหาเลี้ยงชีพลำบากมาก
เช่นเดียวกับ นางรำ วงศ์เจริญ อายุ 70 ปี แม่นายสนอง วงศ์เจริญ น้ำตาไหลทุกครั้งเมื่อพูดถึงลูกชายที่ถูกจับกุมไป อีกทั้งยังมีพ่อที่พิการ ซึ่งต้องคอยดูแล
สี่เดือนที่ผ่านมาเป็นเสมือนฝันร้ายที่ไม่อยากให้เกิดขึ้นอีก ไม่ว่ากับใครก็ตาม !
บายไลน์-วิจิตร ชุณหกิจขจร



