
มาร์ครับพบธิดาเจ็บตัวเพื่อปรองดอง
"อภิสิทธิ์"ยอมรับพบธิดาเจ็บตัวเพื่อปรองดอง ต้องโอนอ่อนบ้าง แต่ไม่เสียหลักการ ยืนรัฐบาลไม่มีอำนาจชี้นำค้านประกันตัวแกนนำแดง เร่งตร.สางคดีฆ่า"ดีเจ.เสื้อแดง"หวั่นนำมาปลุกระดม มั่นใจงบ"ศอฉ.ตายตัวตรวจสอบได้ "ศตส."เรียก19หน่วยงานถกแผนรับแดงเน้นจับตาการข่าว
(22ธ.ค.) เมื่อเวลา 16.30 น.ที่ห้องประชุมเรือนธารกำนัล บ้านพิษณุโลก นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีที่นายธาริต เพ็งดิษฐ์ อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ไม่เห็นด้วยกับการให้การประกันตัวแกนนำกลุ่มคนเสื้อแดง ว่า ไม่ได้มีการพูดคุยกับนายธาริตในเรื่องดังกล่าว มติครม.ชัดเจนว่าการยื่นขอประกันตัวเป็นสิทธิของเจ้าตัว ส่วนดุลพินิจการให้หรือไม่ไม่ให้ประกันตัวเป็นเรื่องของศาล การคัดค้านหรือไม่คัดค้านเป็นดุลยพินิจของผู้มีอำนาจตามกฎหมาย เพียงแต่ครม.ได้ให้ประเด็นที่นายคณิต ณ นคร ประธานคอป.ได้นำเสนอไว้เป็นข้อมูล และวันนี้มีการไปนำเสนอข่าวว่าจะให้ประกันตัว 104 แต่ไม่ให้ประกันตัว 7 - 8 คนนั้น
“ขอยืนยันว่าไม่ใช่หน้าที่ของครม.ที่จะมาไล่ดูว่าใครควรจะได้หรือไม่ได้ประกัน เข้าใจว่าการปฏิบัติในนาทีนี้ทางกรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ ทำหน้าที่อำนวยความสะดวกและประสานงานกรณีของผู้ยากไร้ ถึงจะพิจารณาสนับสนุนในเรื่องของทุนทรัพย์ แต่ถ้าเป็นแกนนำพูดตรงๆ ก็คือ ไม่ได้มีฐานะยากจน ก็ไม่จำเป็นต้องไปยุ่งกับกองทุนฯ ส่วนดีเอสไอ อัยการ หรือหน่วยงานอื่นๆจะค้านหรือไม่ค้านการประกันตัวใคร ก็ขึ้นอยู่กับข้อมูล ” นายกฯ กล่าว
นายอภิสิทธิ์ กล่าวอีกว่า เข้าใจว่าเขาจะมีการค้านหลายคน ซึ่งตอนที่ตนพบกับนางธิดา ถาวรเศรษฐ แกนนำนปช.ก็ได้บอกว่าถ้าเขารีบยื่นประกันตัว โดยไม่มีการแลกเปลี่ยนข้อมูล ก็จะทำให้หน่วยงานเปลี่ยนแปลงความเห็นของตัวเองยาก เท่าที่ตนฟังมาเบื้องตันเหมือนกับว่าหลายคน ที่หน่วยงานของรัฐเคยค้านก็ยังค้านอยู่ แต่หลายคนก็อยู่ที่ดุลยพินิจของศาลที่ยังไม่อนุญาต จึงอยากชี้แจงทำความเข้าใจ รัฐบาลไม่สามารถชี้หรือคัดค้านอะไรได้
เมื่อถามว่า การที่นายกฯพบกับนางธิดา คิดว่าผลลัพธ์ทำให้เจ็บตัวหรือไม่ นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า รัฐบาลต้องการเห็นความสงบเรียบร้อยและความปรองดองของบ้านเมือง รัฐบาลยืนยันว่าทุกอย่างไม่มีการยกเว้นในหลักของกฎหมาย หลายคนที่ไม่เห็นด้วยอาจเข้าใจผิด ต่อว่าว่าทำไมปล่อยตัวคนผิด ขอยืนยันว่าเราไม่มีการนิรโทษกรรมทุกคนยังต้องถูกดำเนินคดี และการที่ถูกคุมขังอยู่ในขณะนี้ หลายคนยังไม่ถูกตัดสินว่าผิด ส่วนคนที่ตัดสินแล้วก็รับโทษอยู่ ส่วนจะได้รับการผ่อนผันโทษหรือไม่ก็จะเหมือนกับนักโทษคดีอื่นๆ ดังนั้นทุกคนมีสิทธิที่จะประกันตัว ส่วนจะได้หรือไม่ได้อยู่ที่ศาล หน่วยงานมีหน้าที่ให้ข้อมูล
“ ถ้าถามว่าผลจากการกระทำเจ็บตัวหรือไม่ก็ต้องบอกว่างานปรองดองทั้งหมดเจ็บแน่ ถ้าไม่เจ็บแสดงว่าไม่ได้พยายามทำ ปล่อยให้เป็นสภาพแบบเดิมใครเคยอยู่ที่ไหน เคยโกรธเคยขัดแย้งกันอย่างไรก็ปล่อยให้เหมือนเดิม แต่อยากปรองดองเห็นความสงบอย่างยั่งยืนก็ต้องรับฟังโอนอ่อนผ่อนตามในระดับหนึ่งโดยไม่เสียหลักการ แน่นอนว่าหลายคนอาจจะไม่พอใจเรื่องนี้ไม่ว่าจะทำอะไรก็เจ็บอยู่แล้ว เพราะฝ่ายหนึ่งต้องการให้ปล่อยตัวทุกคน แต่อีกฝ่ายไม่ต้องการให้ปล่อยแม้แต่คนเดียว ในข้อเท็จจริงเราต้องให้ความยุติธรรมกับทุกคน”นายกฯ กล่าว
เมื่อถามว่าคิดว่าการพบกับนางธิดาที่ผ่านมามีประโยชน์อย่างไร นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า พบกันเพื่อทำความเข้าใจกัน เพราะตนข้องใจที่มีการมาเรียกร้องว่ารัฐบาลเสมือนว่าไม่เคารพสิทธิแกล้งลืมบุคคลที่ถูกคุมขังอยู่ จึงได้บอกกับนางธิดาว่าที่จริงแล้วเจ้าหน้าของกรมคุ้มครองสิทธิติดต่อเข้าไปเพื่อจะดำเนินการเหมือนกับที่ปฏิบัติกับบุคคลอื่น แต่ปรากฏว่าบุคคลเหล่านั้นแสดงความจำนงว่า ไม่ต้องการให้พบ แต่เมื่อคุยแล้วก็เข้าใจว่าเป็นการสื่อสารที่คลาดเคลื่อนเพราะคนที่ถูกคุมขังไม่รู้ว่าเจ้าหน้าที่จะเข้าไปทำอะไรก็เปิดโอกาสให้เขาได้ประสานงานพุดคุยกัน ส่วนจะเป็นผลดีแค่ไหนอย่างไรตนยังตอบไม่ได้ แต่ถือเป็นหน้าที่ของตนในการรับฟังทุกฝ่ายแต่ไม่ได้หมายความว่าจะเห็นตรงทั้งหมดทุกเรื่อง แต่ถ้าไม่เปิดโอกาสในการสื่อสารหรือรับฟังกันก้มองไม่เห็นว่าบ้านเมืองจะปรองดองสมานฉันท์เกิดขึ้นได้อย่างไร
เมื่อถามว่าแม้จะมีการพยายามประสานข้อมูลระหว่างกัน แต่หลังปีใหม่ กลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยก็ประกาศชุมนุมวันที่ 25 ม.ค. 54 ขณะที่กลุ่มเสื้อแดงก็ประกาศชุมนุมเคลื่อนไหวในทุกเดือน แนวทางปรองดองจะเดินต่อได้อย่างไร นายกฯ กล่าวว่า ประเทศประชาธิปไตย มีการชุมนุมได้ตลอด ตราบใดที่อยู่ภายใต้กรองรัฐธรรมนูญและความสงบปราศจากอาวุธ แต่ถ้าเมื่อไหร่การชุมนุมออกนอกขอบเขตของกฎหมายเราก็ไม่ยอม ผบ.ตร.ซึ่งรับภาระหนักหลังยกเลิกพ.ร.ก.ฉุกเฉิน ก็ติดตามสถานการณ์อยู่ตลอดเวลา เพื่อให้การชุมนุมอยู่ในกรอบของกฎหมาย
เมื่อถามว่าการพบกับแกนนำคนเสื้อแดง เป็นเพียงละครฉากใหญ่ที่จะปูทางไปสู่การเลือกตั้งปีหน้าใช่หรือไม่ นายกฯ กล่าวว่า ตนต้องการให้การเลือกตั้งเกิดขึ้นภายใต้บรรยากาศของความสงบ ไม่เช่นนั้นการเลือกตั้งคงไม่มีประโยชน์อะไร จะเกิดความค้างคาใจ อีกทั้งก็ไม่เป็นการเลือกตั้งที่ควรจะเป็นถ้ายังมีความวุ่นวายอยู่ และเมื่อเห็นตรงกันว่าการเลือกตั้งเป็นอีกส่วนหนึ่งที่ช่วยคลี่คลายปัญหา ทุกฝ่ายก็ต้องช่วยกันให้เกิดการเลือกตั้งที่เรียบร้อยโดยเร็ว ซึ่งขณะนี้ต้องถือว่ารัฐบาลพยายามให้ความเป็นธรรมกับทุกคน สิ่งที่ค้างคาใจต้องยอมรับว่าไม่มีทางที่จะให้ทุกคนพอใจ แต่อย่างน้อยต้องชี้ให้เห็นและต้องให้หน่วยงานของรัฐที่ทำหน้าที่เกี่ยวข้องกับความยุติธรรมทั้งหมด ได้ให้โอกาสกับทุกฝ่ายจริงๆ
เมื่อถามว่าประเมินบรรยากาศใน 3 เดือนข้างหน้าอย่างไร นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า ตนไม่ใช่หมอดู แต่ประเมินว่าสถานการณ์ยังมีความละเอียดอ่อนอยู่ เพียงแต่เราไม่ประมาท แต่คิดว่าสังคมได้บทเรียนไปเยอะในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ฉะนั้นถ้าสามารถกระตุ้นความเข้มแข็งของสังคมโดยเฉพาะพลังที่ต้องการเห็นความสงบสุขเกิดขึ้นในบ้านเมืองให้มาเป็นพลังหลักของสังคมได้คิดว่าเราจะผ่านพ้นสถานการณ์ที่ละเอียดอ่อนไปได้
ต่อข้อถามว่าแสดงว่าวันนี้นายกฯยังหายใจไม่โล่งใช่หรือไม่ แม้จะมีการยกเลิกพ.ร.ก.ฉุกเฉิน ไปแล้ว นายกฯ กล่าวว่า “ ผมหายใจโล่ง แต่ผมก็เป็นห่วงบ้านเมือง และต้องยอมรับว่าทุกประเทศอยู่บนความเสี่ยงเกือบทั้งสิ้น แต่เราต้องรู้จักบริการจัดการความเสี่ยง ทุกวันนี้เสี่ยงกันเกือบทุกประเทศเพราะมีภัยต่างมากมายที่ส่งผลกระทบต่อความมั่นคง ”
เมื่อถามว่านายกฯสามารถพูดได้ชัดเจนหรือไม่ว่าจะมีการยุบสภาก่อนเดือนเม.ย.54 นายกฯ กล่าวว่า ตนพูดไปแล้วว่าการเลือกตั้งควรจะเกิดขึ้นในบรรยากาศที่ดี ตนไม่สามารถตอบได้ล่วงหน้า แต่เมื่อหลายกลุ่มที่มีการเคลื่อนไหว อยากเห็นการเลือกตั้ง และตนได้บอกไปแล้วว่าการเลือกตั้งจะช้าหรือเร็วอยู่ที่ความสงบของบ้านเมืองถ้าอยากเลือกตั้งเร็วก็ต้องช่วยกันทำบ้านเมืองให้สงบ และเห็นด้วยกับคำพูดที่ว่าการเลือกตั้งจะนำไปสู่ความปรองดองเพียงแต่มีเงื่อนไขว่าต้องอยู่ในความสงบ ถ้าเลือกตั้งแล้วตีกันคงไม่ใช่ และตนยืนยันว่าไม่ได้ปรองดองไปก่อนทั้งร้อยเปอร์เซ็นต์ ตนไม่ได้เรียกร้องว่าทุกอย่างต้องสงบถึงจะเกิดการเลือกตั้ง แต่ต้องมีการแสดงเจตนาที่ชัดว่าการเลือกตั้งจะต้องมีความสงบเป็นธรรม
เร่งตร.สางคดีฆ่า"ดีเจ.เสื้อแดง"หวั่นนำมาปลุกระดม
นายอภิสิทธิ์ ให้สัมภาษณ์ภายหลังการประชุมร่วมกับคณะกรรมการปฏิรูปตำรวจ ที่มีพล.ต.อ.วสิษฐ เดชกุญชร เป็นประธาน ถึงการที่นายน้อย บรรจง หรือแดง คชสาร แกนนำของกลุ่มรักเชียงใหม่ 51 และดีเจประจำคลื่น 92.5 เชียงใหม่ ถูกยิงเสียชีวิตที่จ.เชียงใหม่ ว่า ตนหวังว่าเจ้าหน้าที่ตำรวจจะคลี่คลายคดีโดยเร็ว เพื่อให้ความจริงปรากฎออกมา เพื่อจะไม่เป็นปมปัญหาของการปลุกระดม และต้องทำเรื่องนี้อย่างตรงไปตรงมา เพราะรัฐบาลไม่มีนโยบายที่ไปใช้ความรุนแรงกับคนกลุ่มใดก็ตาม
มั่นใจงบ"ศอฉ.ตายตัวตรวจสอบได้
นายอภิสิทธิ์ ให้สัมภาษณ์ถึงการเรียกร้องให้เปิดเผยการใช้งบประมาณของศูนย์อำนวยการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉิน (ศอฉ.)ว่า จริงๆแล้ว พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ผู้บัญชาการทหารบก ( ผบ.ทบ.)ได้พูดอย่างถูกต้องว่า งบมีเรื่องของเบี้ยเลี้ยง ซึ่งเป็นไปตามกำลังพลที่มีอยู่ ตามความเป็นจริง
ผู้สื่อข่าวถามว่า หากงบเหลือจะเก็บคืนเข้าคลังหรือไม่ นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า “ไม่ หรอกครับ เพราะไม่เหลืออยู่แล้ว และไม่มีการตั้งไว้ ซึ่งเป็นงบที่จะต้องใช้จริงที่เกิดขึ้น และเป็นเรื่องของงบกลาง
เมื่อถามว่ามีวิพากษ์วิจารณ์ว่าใช้งบหมื่นล้าน แสนล้าน นายกฯ แสดงสีหน้าไม่พอใจ และพร้อมกล่าวว่า “ผมต้องถามเหมือนท่าน ผบ.ทบ. ว่า เอามาจากไหน ครับ งบหมื่นล้าน แสนล้าน ” ทั้งนี้มีเกณฑ์การใช้จ่ายที่ชัดเจนอยู่แล้วว่าเจ้าหน้าที่ 1คน อยู่ที่ไหน และได้เบี้ยเลี้ยงเท่าไหร่ และจำนวนคนเท่าไร ได้มีการรายงานและกำหนดอย่างชัดเจนอยู่แล้ว ซึ่งมีรายละเอียดตรวจสอบได้
เมื่อถามว่าโดยภาพรวมแล้ว สรุปใช้งบไปเท่าไหร่ นายกฯ กล่าวว่า ยังไม่ทราบตัวเลข แต่จะลดลงเรื่อยๆ เพราะว่าเมื่อยกเลิก พ.ร.ก.ฉุกเฉิน ในพื้นที่ใด ค่าใช้จ่ายในส่วนนั้นก็จะหมดไป เพราะฉะนั้น ตอนท้ายจะเหลือแค่ 4 จังหวัด และแผนที่ใช้ระยะหลังได้ใช้กำลังคนลดลงตามลำดับอยู่แล้ว
นายอภิสิทธิ์ กล่าวอีกว่า สำหรับความเป็นห่วงเป็นใยกันในเรื่องงบประมาณที่ใช้ นั้นมีอยู่ 2 ประเด็นคือ 1. มีการทุจริตหรือไม่ ซึ่งตนสามารถระบุได้เลยว่า งบที่จ่ายเป็นเบี้ยเลี้ยงนั้นมีเกณฑ์ที่ตายตัว 2.เมื่อถามว่างบนี้ มีความจำเป็น สิ้นเปลืองหรือไม่ ตนต้องตอบ 2 ประการ คือ ตนคิดว่าเจ้าหน้าที่ที่มาทำงาน ช่วยมาดูแลความสงบเรียบร้อย จะต้องได้รับสิ่งนี้ มิเช่นนั้นจะทำงานตรงนี้ไม่ได้ และประการที่สอง ถ้ามีความสิ้นเปลือง สังคมจะต้องถามว่าคนที่ก่อความไม่สงบ ทำให้เกิดความสิ้นเปลืองนี้มาทำไม ไม่ใช่มาถามรัฐบาลว่า ใช้เงินเพื่อรักษาความสงบเรียบร้อยทำไม
“ สังคมต้องกลับไปถามว่า คนก่อความวุ่นวายมาให้ต้องสิ้นเปลือง ให้มีงบตรงนี้ทำไม เพราะว่าถ้าไม่มีเหตุการณ์ความวุ่นวายก็จะไม่มีงบตรงนี้เกิดขึ้น ” นายกฯ กล่าวว่า
"ศตส."เรียก19หน่วยงานถกแผนรับแดงเน้นจับตาการข่าว
เมื่อเวลา 13.30 น.ที่กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร (กอ.รมน.) พล.อ.ดาว์พงษ์ รัตนสุวรรณ เสนาธิการทหารบก ในฐานะหัวหน้าผู้รับผิดชอบศูนย์ติดตามสถานการณ์ (คตส.) ได้มอบหมายให้พล.ท.ศิริชัย ดิษฐกุล รองเสนาธิการทหารบก ในฐานะรองเลขาธิการ กอ.รมน.เป็นประธานการประชุมศตส.ครั้งแรก โดยมีผู้แทนจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งกระทรวง ทบวง กรมรวม 14 หน่วยงานราชการเข้าร่วมประชุม อาทิ กระทรวงศึกษาธิการ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กระทรวงมหาดไทย กระทรวงแรงงาน พร้อมด้วย 5 หน่วยงานในกระทรวงกลาโหมเข้าร่วมประชุม โดยใช้เวลาในการหารือประมาณ 1.30 ชั่วโมง
จากนั้นพล.ต.ดิฏฐพร ศศะสมิต โฆษกกอ.รมน. กล่าวถึงผลการประชุมศตส.ว่า ที่ประชุมมีการชี้แจงถึงแนวทางการทำงานในภาพรวม และทำความเข้าใจกับทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องให้มีความเข้าใจที่ชัดเจนและให้การทำงานเป็นไปในทิศทางเดียวกันว่า แต่ละหน่วยเกี่ยวข้องอย่างไร และมีหน้าที่อย่างไรในศตส. เพราะบางกระทรวงที่ไม่เคยทำงานประเภทนี้อาจจะไม่มีความเข้าใจ ทั้งนี้จากการประชุมครั้งนี้ได้มีการปรับแก้แผนรักษาความสงบเล็กน้อย คาดว่า ภายใน 1 - 2 วัน ทางกอ.รมน.จะกำหนดในรายละเอียดเสร็จสิ้นออกมาเป็นแผนรักษาความสงบ เพื่อแจกจ่ายให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้รับทราบและปฏิบัติต่อไป อย่างไรก็ตามศตส.ยังไม่ได้กำหนดวาระการประชุมครั้งต่อไปว่า จะประชุมเมื่อไร แต่หากมีสถานการณ์อะไร เราก็จะแจ้งให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องมาร่วมประชุมกันอีกครั้ง ส่วนการจัดตั้งศตส.นั้น เบื้องต้นทางคณะรัฐมนตรี (ครม.) อนุมัติกำหนดอายุไว้ 6 เดือน แต่หลังจากนั้นจะต้องขยายอายุศตส.ต่อ หรือยกระดับขึ้นมาเป็นการจัดตั้งศูนย์อำนวยการรักษาความสงบเรียบร้อย (ศอ.รส.)หรือไม่นั้น ขึ้นอยู่กับศตส.จะนำเสนอข้อมูลให้ครม.ตัดสินใจดำเนินการต่อไป
“พล.ท.ศิริชัย เน้นย้ำงานการข่าวให้กับหน่วยงานราชการ เพราะเป็นงานหลักของ พ.ร.บ.ความมั่นคง และเป็นแนวทาง ศตส. ที่จะทำงานข่าวเป็นหลักในการติดตาม เฝ้าระวัง การเคลื่อนไหวของมวลชนที่กระทบต่อความมั่นคง ทั้งนี้ภายหลังการประชุม รองเลขา กอ.รมน. เรียก กอ.รมน.จังหวัด ในปริมณฑล และกอ.รมน.ทั้ง 4 ภาค มาปรับความเข้าใจในเรื่องสายงานของกระทรวงมหาดไทย โดยการประชุมทั้งหมดเพื่อให้การทำงานสอดคล้องกับ ศคส.” โฆษก กอ.รมน. กล่าว



