ข่าว

เมื่อประเทศไทยถูกมองว่าเป็นประชาธิปไตยแบบมีตำหนิ

เมื่อประเทศไทยถูกมองว่าเป็นประชาธิปไตยแบบมีตำหนิ

23 ธ.ค. 2553

ทำใจดีๆ ไว้ครับ เพราะว่าตอนนี้ประเทศไทยได้ปรากฏชื่อขึ้นเป็นหนึ่งในตัวแบบของประชาธิปไตยแบบมีตำหนิ (flawed democracies) ตามดัชนีชี้วัดประชาธิปไตย (democracy index 2010) ที่ตีพิมพ์โดยหน่วยวิจัยของนิตยสารเดอะอีโคโนมิสต์ ซึ่งเป็นนิตยสารที่ได้รับความนิยมและมีช

 แต่ก็นั่นแหละครับ บางครั้งการวิเคราะห์ของเขาก็แหลมคมและสร้างผลสะเทือนต่อประเทศไทยจนถึงกับห้ามวางขายไปหลายฉบับ ทั้งที่เรื่องที่น่าสนใจกว่าก็คือการต่อสู้กับเขาในแง่ของการแถลงข่าวตอบโต้มากกว่าการห้ามวางขาย

 เอาล่ะครับ ที่เอาเรื่องนี้มาพูดก็ไม่ใช่จะมาหวังดีแต่ประสงค์ร้ายอะไร แต่อยากจะนำมาพิจารณาในหลักวิชาว่าต่างประเทศเขามีมุมมองอย่างไรต่อเรื่องพัฒนาการของประชาธิปไตยในรอบปีนี้ครับ ซึ่งเขาจะวัดกันทุกสองปี

 กล่าวโดยสรุป เขามองว่าประชาธิปไตยทั่วโลกในปีนี้มีลักษณะถอยหลังเข้าคลอง (Democracy in Retreat) ทั้งนี้ เขามีตัวชี้วัดสำคัญห้าตัวก็คือ กระบวนการเลือกตั้งและความเป็นพหุสังคม สิทธิเสรีภาพของพลเมือง การทำงานของรัฐบาลที่โปร่งใสตรวจสอบได้ การมีส่วนร่วมทางการเมือง และวัฒนธรรมทางการเมืองที่โอบอุ้มระบอบเอาไว้

 โดยเขาพบว่ามีระบอบการเมืองใหญ่ๆ ในโลกนี้อยู่ 4 แบบ คือ ประชาธิปไตยเต็มรูป ประชาธิปไตยมีตำหนิ ระบบลูกผสม และระบอบเผด็จการ

 การศึกษาเรื่องของการจรรโลงประชาธิปไตยนั้นเป็นงานวิจัยที่ใหญ่มาก โดยงานที่สำคัญอย่างงานเรื่องคลื่นลูกที่สามของ Huntington นั้นชี้ให้เห็นถึงการเติบโตของประชาธิปไตยในโลก หลังจากปี 1974 และขยายตัวมากขึ้นหลังการล่มสลายลงของประเทศสังคมนิยมคอมมิวนิสต์จำนวนมาก ในปี 1988 แต่ประชาธิปไตยก็ประสบกับภาวะถดถอยเป็นอย่างมากในปี 2008 เป็นต้นมา ดังที่นักวิชาการรุ่นใหม่อย่าง Larry Diamond กล่าวเอาไว้ในปี 2008 กล่าวคือ ประชากร 12.3% ของโลกอยู่ในประเทศประชาธิปไตยเต็มใบ 37.2% อยู่แบบประชาธิปไตยมีตำหนิ 14% อยู่ในระบบลูกผสม และ 36.5% อยู่ในระบอบเผด็จการ

 หมายความว่าประชาธิปไตยแบบมีตำหนิคือระบอบการปกครองที่มีมากที่สุดในโลกครับผม

 บ้านเราเป็นประเทศที่อยู่ในอันดับ 57 ของโลกในด้านประชาธิปไตย โดยที่หนึ่งคือ นอร์เวย์ และจากนั้นก็คือกลุ่มสแกนดิเนเวีย มีคะแนนรวมเท่ากับโคลัมเบีย และเหนือกว่าปาปัวนิวกินี และอินโดนิเซียเล็กน้อย

 จากคะแนนรวมคือ 6.55 ไทยมีคะแนนของกระบวนการเลือกตั้งนั้นมี 7.83  ความโปร่งใสและการทำงานของรัฐบาล 6.07 การมีส่วนร่วมทางการเมือง 5.56 วัฒนธรรมการเมืองประชาธิปไตย 6.25 และสิทธิเสรีภาพของพลเมือง 7.06 และแม้ว่าคะแนนรวมจะตกลง (สองปีที่แล้วได้ 6.81 แต่ก็สูงกว่าสองปีที่แล้วที่ได้ที่ 54

 จุดตัดคะแนนสำคัญก็คือ 8-10 เป็นประชาธิปไตยเต็มรูป และ 6-7.9 คือประธิปไตยมีตำหนิ ซึ่งคำจำกัดความโดยรวมก็คือ ยังถือว่ามีการเลือกตั้งที่เสรีและเป็นธรรม แต่มีปัญหาเรื่องเสรีภาพเรื่องสื่อ (อันนี้ของเราถูกกล่าวถึงเป็นกรณีเฉพาะเลย) แต่อย่างน้อยสิทธิพลเมืองโดยรวมก็ได้รับการเคารพ แต่ทั้งนี้ปัญหาที่ยังเจอก็คือ ความไม่โปร่งใสของรัฐบาล วัฒนธรรมทางการเมืองที่ไม่ส่งเสริมประชาธิปไตย และการมีส่วนร่วมที่ยังไม่มากนัก

 ถ้าย้อนไปดูคะแนนจริงๆ บางทีคำอธิบายภาพรวมของประชาธิปไตยมีตำหนิของไทยอาจไม่ง่ายขนาดนั้น เพราะตัวเลขที่เข้ามาตรฐานมากสุดคือการเลือกตั้ง แต่การมีส่วนร่วมทางการเมืองและการทำงานของรัฐบาลในแง่ความโปร่งใสต่ำที่สุด

 สิ่งที่น่าสนใจก็คือ สำนักวิจัยของบ้านเราจะว่าอย่างไรกันบ้างในเรื่องนี้ เรามีตัวชี้วัดที่ละเอียดกว่าเขาไหม หรือเราจะใช้วิธีง่ายๆ คือลักปิดลักเปิดทางข้อมูลต่อไปภายใต้ความเชื่อว่าเราทำสิ่งที่ถูกต้องแล้ว เพราะต่างชาติไม่เข้าใจเรา

 ถ้าเรื่องนี้เป็นเรื่องใหญ่จริงก็คงต้องตั้งสติกันนิดหนึ่งว่า สิ่งที่ปรากฏในรายงานนี้ที่ชัดที่สุดก็คือความห่วงใยของต่างชาติในเรื่องของเสรีภาพของสื่อมวลชนไทย แต่เอาเข้าจริงผมกลับรู้สึกว่าสื่อ(หลัก)ของไทยกลับรู้สึกว่าได้ทำสิ่งที่ถูกต้องที่สุดแล้วมาตั้งแต่ปี 2006 เป็นต้นมาครับผม

 ฮ่าๆ ฝรั่งไม่เข้าใจ ฝรั่งไม่เข้าใจ...