ข่าว

  อย่าสับสน ปฏิรูปสื่อ ?

อย่าสับสน ปฏิรูปสื่อ ?

23 ธ.ค. 2553

นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี เร่งรัดให้มีการพิจารณาร่างพระราชบัญญัติคุ้มครองสิทธิ เสรีภาพ และส่งเสริมมาตรฐานของผู้ประกอบวิชาชีพสื่อมวลชน ซึ่งคณะอนุกรรมการยกร่างได้พิจารณาแล้วเสร็จ และผ่านขั้นตอนประชาพิจารณ์มาแล้วนานหลายเดือน กฎหมายฉบับนี้เป็นส่วนหน

    ซึ่งเมื่อแรกประกาศนโยบายนั้น เสมือนตาบอดคลำช้าง คล้ายสำคัญผิดว่า สื่อล้าหลัง หรือจำเป็นต้องยกระดับคุณภาพให้ดีขึ้น อันเป็นบทสรุปจากบทบาทของสื่อในห้วงระยะเวลาแห่งความขัดแย้งทางการเมือง ไม่เพียงฝ่ายการเมืองเท่านั้น หากในกลุ่มวิชาชีพสื่อด้วยกันเองก็ยังคงมีข้อสงสัยเรื่องการปฏิรูปสื่อ ที่คลาดเคลื่อนต่อความจริงอย่างมาก

 นายสมชัย สุวรรณบรรณ สื่อมวลชนอาวุโส เสนอบทความเชิงวิชาการตั้งคำถามเรื่องการปฏิรูปสื่ออย่างน่าสนใจว่า ขณะนี้ในสังคมไทยมีคำถามมากมาย เกี่ยวกับบทบาทและความรับผิดชอบของสื่อมวลชน ทั้งในมิติการเมืองที่เกิดความแตกแยกชิงชังระหว่างกลุ่มคน ถึงขั้นต้องจับอาวุธประหัตประหารกัน โดยมีการใช้สื่อห้ำหั่นกันในทุกระดับ พยายามทำลายความน่าเชื่อถือของสถาบันทางสังคมและองค์กรอิสระแทบทุกแห่ง ส่วนในมิติสังคม ก็กำลังท่วมท้นไปด้วยข่าวสารเรื่องราว หมกมุ่นสลับคู่นอน ท้องไม่รับของคนหนุ่มสาวที่ถูกสื่อปั้นแต่งให้เป็นคนเด่น คนดัง ทั้งหมดนี้เป็นมุมมองเชิงลบทั้งสิ้น และเมื่อมองข้ามไปถึงบทบาทขององค์กรสื่อที่มีหน้าที่ดูแลด้านจริยธรรม ทัศนะนี้ก็ยิ่งชวนสิ้นหวังมากขึ้น

 เขาย้ำว่า ความพยายามที่จะปฏิรูปสื่อที่ผ่านๆ มา โดยเฉพาะสื่อวิทยุโทรทัศน์ ก็มักจะเป็นการมองในรูปของการปรับเปลี่ยนโครงสร้าง เป็นเพียงความพยายามที่จะลดอำนาจผูกขาดของภาคราชการในการเป็นเจ้าของคลื่นความถี่ให้กระจายไปสู่ภาคเอกชนและภาคประชาชน แต่ยังไม่มีความพยายามอย่างจริงจังที่จะปฏิรูป มาตรฐานทางจริยธรรม ผู้ประกอบวิชาชีพสื่อและคุณสมบัติของเจ้าของกิจการสื่อ ข้อสังเกตนี้อาจขัดแย้งกับการทำงานอย่างแข็งขันขององค์กรวิชาชีพสื่อ โดยเฉพาะสภาการหนังสือพิมพ์แห่งชาติ และสภาวิชาชีพวิทยุและโทรทัศน์ไทย ในการติดตาม ยกระดับมาตรฐานทางจริยธรรมให้เท่าทันโลกการสื่อสารที่หมุนไปรวดเร็ว ล่าสุดคือการประกาศแนวปฏิบัติการใช้สื่อสังคมออนไลน์ หลังจากระดมความเห็นของทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง

 ในขณะที่วงการสื่อสิ่งพิมพ์ สื่อมวลชนอาวุโสท่านนี้ บอกว่า ถูกกล่าวหากันมาตลอดว่า สภาการหนังสือพิมพ์ที่ก่อตั้งขึ้นมาควบคุมกันเองนั้น เป็นเพียงเสือกระดาษ เป็นเครื่องมือแก้ตัวของนายทุนเจ้าของสื่อเสียมากกว่า ทัศนคตินี้ค่อนข้างร้ายแรง และดูแคลนเพื่อนร่วมวิชาชีพ โดยที่ไม่มีพื้นฐานความรู้ ความเข้าใจในกระบวนการทำงานของสภาหนังสือพิมพ์แห่งชาติอย่างแท้จริง เพราะองค์ประกอบของสภานั้น ไม่ได้มีแต่เฉพาะตัวแทนสื่อมวลชน หากยังมีตัวแทนนักวิชาการ กลุ่มอาชีพต่างๆ นักสิทธิมนุษยชน องค์กรพัฒนาสังคม และในการทำงานนั้น ถึงแม้กลุ่มสื่อมวลชนจะมีลักษณะคล้ายตัวแทนสื่อที่ตนเองสังกัด แต่ในการพิจารณาเรื่องต่างๆ ในที่ประชุม ทุกคนมีอิสระและกระทำการร่วมกันในฐานะของกรรมการสภา หน้าที่และความผูกพันกับสังกัดเดิมไม่เคยปรากฏ