
ยุบสภาเดือนเมษายน ?
"ตำแหน่งนี้ผมตั้งเองใช่มั้ย ถ้าอย่างนั้นผมขอปลดออกจากตำแหน่ง" คำพูดกึ่งถาม กึ่งปรารภ ของ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรีในที่ประชุม ครม.เมื่อวันอังคารที่ 21 ธันวาคม ก่อนที่ วีระศักดิ์ จินารัตน์ จะพ้นจากเก้าอี้ ผู้ช่วยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ไว้ก่อน
คำสั่งกลางวง ครม.ของนายกรัฐมนตรีมีขึ้นภายหลังได้ฟังรายงานเกี่ยวกับการทุจริตค้าข้าวจากตัวแทน ป.ป.ช. ที่เข้ามารายงานให้ ครม.รับทราบ
ขณะที่ พรทิวา นาคาศัย รมว.พาณิชย์ จากพรรคภูมิใจไทย ก็ได้แต่ยอมรับคำสั่ง
นับเป็นครั้งแรกที่ชัดเจนว่า อำนาจนายกรัฐมนตรีนั้นมีอยู่จริง !
แสดงให้เห็นว่าสิ่งที่ร่ำลือกันก่อนหน้านี้ว่า เมื่อรับปากแก้รัฐธรรมนูญแล้ว ก็จะต้องเดินหน้าฝ่าแรงเสียดทานจากการอภิปรายไม่ไว้วางใจ
รัฐมนตรีพรรคร่วมคนไหนทำอะไรไปก็ให้รับผิดชอบกันเอง
ตรงนี้คงจะทำให้ผู้มีบารมีในพรรคประชาธิปัตย์อย่าง ชวน หลีกภัย ไม่ต้องลงแรง ทำหนังสือถามไถ่จุดยืนนายกรัฐมนตรีว่า มีการออก "ใบอนุญาตโกง" ให้ใครหรือไม่ อย่างที่เคยปรารภกับบรรดาผู้อาวุโสของพรรคหลังเสร็จ ภารกิจคดียุบพรรคทั้ง 2 คดี
เพราะหลังจากการตัดสินใจในทันทีกลางวงครม.ของ อภิสิทธิ์ ก็พอจะประมาณได้ว่า ในศึกซักฟอกที่พรรคเพื่อไทยจองกฐินล่วงหน้าไว้แล้วว่า เดือนมีนาคมเจอกันนั้น ท่าทีของอภิสิทธิ์จะเป็นอย่างไร หากว่า รัฐมนตรีรายใดจากพรรคใดมีแผลให้ฝ่ายค้านเห็น
พูดง่ายๆ ใครทำอะไรก็ต้องรับผิดชอบ
หลังจากที่พยายามสร้างมาตรฐานให้รัฐมนตรีลาออกจากตำแหน่งเพื่อไปลงสมัครรับเลือกตั้งมาแล้ว
เพราะภารกิจรัฐบาลนับจากนี้ที่มีต่อพรรคร่วมรัฐบาล ก็คือ การแก้ไขรัฐธรรมนูญ
ล่าสุดเมื่อวันอังคาร สุเทพ เทือกสุบรรณ เลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์ ก็เรียกแกนนำพรรคถกกลยุทธ์ในการหาเสียงเลือกตั้งกันแล้ว
นั่นก็คือความชัดเจนว่า หลังการอภิปรายไม่ไว้วางใจ การพิจารณารัฐธรรมนูญเสร็จสิ้น ส่วนจะทำประชาพิจารณ์หรือไม่อย่างไรก็ว่ากันไป
ที่แน่ๆ คนในประชาธิปัตย์ รู้กันทั่วแล้วว่า เดือนเมษายน เป็นไปได้สูงยิ่งว่า อภิสิทธิ์ จะยุบสภา !
ถึงแม้ว่า จะไม่เป็นที่ปลื้มอกปลื้มใจของ สุเทพ ซึ่งยังอยากจะลากต่ออีกนิด ให้ถึงเดือนกันยายน แต่ทำอย่างไรได้ ในเมื่อผู้ที่เป็นนายกรัฐมนตรี และหัวหน้าพรรค ยืนกรานมาเช่นนั้น
เช่นเดียวกับบรรดาส.ส.ที่ต่างก็โอดครวญมาแล้วทุกครั้งที่มีกระแสข่าวว่า นายรัฐมนตรี จะตัดสินใจยุบสภา
อาจจะมีเพียงแค่ กอร์ปศักดิ์ สภาวสุ ที่เห็นดีกับการยุบสภาในจังหวะที่ผลการสำรวจความคิดเห็นที่ตนเองดูแลอยู่ชี้ออกมาว่า คะแนนพรรคประชาธิปัตย์และคะแนนนิยม อภิสิทธิ์ พุ่งพรวดๆ
แต่เพราะเสียงโอดครวญของ ส.ส.และกระสุนสนับสนุนที่ลดลง เพราะกลัวผลโพลล์ ระยะหลัง อภิสิทธิ์ จึงไม่ได้ค่อยได้ยินเสียงกระซิบบอกว่า โพลล์บอกว่า "เสียงท่านกำลังดีและน่าจะยุบสภา !"
จะว่าไปกำหนดยุบสภาในช่วงนั้นก็น่าจะเป็นช่วงที่ดีที่สุดของประชาธิปัตย์ ที่นโยบายประชาวิวัฒน์กำลังผลิดอกออกผล
สำหรับพรรคร่วมรัฐบาลเองคำมั่นสัญญาแก้รัฐธรรมนูญ รวมทั้ง ไออุ่นที่อยู่ข้างฝ่ายประชาธิปัตย์ คงไม่ทำให้ บรรหาร ศิลปอาชา คิดจะเปลี่ยนขั้วเป็นแน่
เพราะเคยอยู่กับฝ่ายทักษิณมาแล้ว ในแต่ละวันเต็มไปด้วยความความเหน็บหนาว เดียวดาย เดี๋ยวกลุ่มนั้นจะหนี กลุ่มนี้จะย้ายเพื่อไปรับผลตอบแทนที่ดีกว่า
ขณะที่ภูมิใจไทย ของ เนวิน ชิดชอบ ถึงเวลานี้ คงจะไกลเกินไปที่จะหวนกลับ และคนเพื่อไทยเองก็เจ็บเกินไปที่จะยอมรับให้ "พี่เน" กลับมา
จะมีก็แต่ พรรครวมใจชาติพัฒนา ที่กำลังจะควบกิจการกับ พรรคเพื่อแผ่นดิน นี่แหละที่น่าเชื่อว่า หลังเลือกตั้งแล้วจะพยายามเดินนโยบายแบบ "เป็นกลาง" พร้อมที่จะเคียงข้างผู้ชนะ
ในส่วนของพรรคเพื่อไทย แม้จะระดมคนเสื้อแดงมาชุมนุม แต่เมื่อเสียงเล่าลือสะพัดไปว่า คำมั่นสัญญาที่ฝ่ายการเมืองให้แกนนำเสื้อแดงว่าจะสนับสนุนลงสมัครรับเลือกตั้ง ถูกยืดเวลาออกไป หรือไม่ก็ถูกปฏิเสธ ไม่รับรู้ใดๆ
เพราะเจ้าของพื้นที่เดิมก็ยังอยากจะมีบทบาททางการเมืองต่อไป
ในส่วนของคนเสื้อแดงเอง นอกจากเรื่องที่ว่า ก็ยังเจอกลเกมของรัฐบาลในเรื่องให้ประกันตัวแกนนำเสื้อแดงบางคน กับคนเสื้อแดงที่เป็นชาวบ้านรากหญ้าจริงๆ
แกนนำมีเงินประกันตัว มีทนายมาช่วยเหลือ ส่วนชาวบ้านให้รัฐบาลไปจัดการเอง
สองมาตรฐานไหมล่ะ?
ไม่เพียงเท่านั้น การก้าวเข้ามามีบทบาทเป็นประธาน นปช.ของ ธิดา ถาวรเศรษฐ แต่กลับเดินหน้าขอประกันตัวแกนนำเสื้อแดงที่มีสามีของตนรวมอยู่ด้วยก็สร้างความหวาดระแวงให้มวลชน
สุดท้ายแล้ว ปัจจัยเสี่ยงของพรรคประชาธิปัตย์มีเพียง ทักษิณ ว่าจะฮึดสู้อีกหรือไม่
แต่ที่แน่ๆ การนับถอยหลังได้เริ่มขึ้นแล้ว !
ศรายุทธ สายคำมี



