
เหยื่อบัสท่องเที่ยวคว่ำมาเลย์ถึงไทย
ผู้รอดชีวิตจากทัวร์มรณะในมาเลย์ ชาวไทย 3 คน ถูกส่งกลับมารักษาที่ รพ.หาดใหญ่ เผยได้กลิ่นไหม้เหม็น แถมคนขับรถยังบอกว่าคลัทช์ไหม้ ก่อนเกิดเหตุ 1 ชม. เจ้าของบริษัททัวร์ยันไม่ได้ทำผิดกฎหมาย ขณะที่เว็บไซต์ นิวสเตรทไทม์ส ระบุรถบัสคันเกิดเหตุจดทะเบียนเป็นรถขนาด
ความคืบหน้ากรณีรถทัวร์นำเที่ยวของมาเลเซีย ประสบอุบัติเหตุพลิกคว่ำบนถนนคาเมรอน ไฮแลนด์-ซิมปัง ปุไล ขณะนำนักท่องเที่ยว 37 คน เดินทางออกจากสถานพักตากอากาศ เขาคาเมรอน ไฮแลนด์ มุ่งหน้าสู่กรุงกัวลาลัมเปอร์ เพื่อขึ้นเครื่องบินกลับประเทศไทย ทำให้มีผู้เสียชีวิต 27 คน ในจำนวนนั้นเป็นนักท่องเที่ยวไทยรวม 25 คน เหตุเกิดเมื่อวันที่ 20 ธันวาคม ที่ผ่านมา
ล่าสุดเมื่อเวลา 13.15 น. วันที่ 22 ธันวาคม รถพยาบาลของโรงพยาบาลราจา ปะไหมสุหรี จากมาเลเซีย 2 คัน ได้นำนักท่องเที่ยวชาวไทย 3 คน ที่ได้รับบาดเจ็บจากอุบัติเหตุดังกล่าว ได้แก่ น.ส.อารีนา ส่งเสริม อายุ 20 ปี ได้รับบาดเจ็บขาหัก ไม่สามารขยับตัวได้ นางรุ่งนภา คงสุวรรณ อายุ 53 ปี มีแผลฉกรรจ์ที่ใบหน้า และ น.ส.สุจรรจิรา ชัยอุไร อายุ 41 ปี ไม่สามารถลุกเดินได้ มาส่งที่ด่านพรมแดนสะเดา อ.สะเดา จ.สงขลา โดยมี นพ.ภควัต จุลทอง แพทย์จากโรงพยาบาลหาดใหญ่ และเจ้าหน้าที่พยาบาลโรงพยาบาลสะเดา มาคอยรับและเคลื่อนย้ายผู้บาดเจ็บทั้ง 3 คน เพื่อนำตัวไปรักษาต่อที่โรงพยาบาลหาดใหญ่
น.ส.อารีนา กล่าวว่า หลังเกิดเหตุภาพที่เห็นคือ ซากรถบัสที่เสียหาย มีผู้คนบาดเจ็บนอนร้องโอดโอยและเสียชีวิตจำนวนมาก พอตั้งสติได้ก็พยายามลุกขึ้นเดินตามหาคุณป้าซึ่งเป็นไกด์นำเที่ยวในชุดนี้ ช่วงที่พบป้านั้นป้าอยู่ในสภาพหมดสติ มีเลือดทั่วร่างกาย ตอนนี้ยังคงนอนรักษาตัวอยู่ที่ห้องไอซียู โรงพยาบาลในมาเลเซีย
"จริงๆ แล้วรถบัสคันดังกล่าวขับลงจากเนินเขาลงมาช้ามาก แต่ก่อนที่จะเกิดอุบัติเหตุประมาณ 1 ชม.ทุกคนภายในรถต่างก็ได้กลิ่นเหม็นไหม้ พอจะลงเขาลูกสุดท้ายก่อนจะเข้าไปในตัวเมืองกัวลาลัมเปอร์ ปรากฏว่ารถเบรกไม่อยู่ แหกโค้งแล้วพุ่งชนเลย สาเหตุน่าจะมาจากเบรกแตกมากกว่า ส่วนตัวหนูนั้นเป็นช่วงปิดเทอม จึงเดินทางไปศึกษางานว่าป้าทำงานอย่างไร เพื่อจะได้ช่วยเหลือป้าทำงาน" น.ส.อารีนา กล่าว
นางรุ่งนภา กล่าวว่า ตนเดินทางไปเที่ยวพร้อมกับสามีและลูกสาว ตอนนี้สามีอาการสาหัส ต้องนอนรักษาตัวอยู่ที่โรงพยาบาลในมาเลเซีย และยังไม่ได้คุยอะไรกันมาก เพราะปากสามีเจ็บพูดไม่ถนัด ส่วนตนอาการดีขึ้นมาก จึงขอกลับมารักษาตัวที่ประเทศไทย เพราะการรักษาตัวที่มาเลเซียค่อนข้างลำบาก โดยเฉพาะเรื่องของภาษา อยู่ที่เมืองไทยรู้สึกอบอุ่นกว่า ไม่ว่าจะอยู่ที่ไหนของเมืองไทย ส่วนที่ขาตอนนี้ไม่รู้สึกเจ็บมากนัก และคงจะเข็ดไปอีกนานเรื่องการเดินทางไปเที่ยว
นางรุ่งนภา กล่าวอีกว่า จะรักษาตัวอยู่ที่โรงพยาบาลหาดใหญ่ไปพลางก่อนจนกว่าสามีจะอาการดีขึ้นและกลับเมืองไทยได้ จึงจะเดินทางกลับบ้านที่กรุงเทพฯ พร้อมกัน ส่วนลูกสาวที่เสียชีวิตในอุบัติเหตุครั้งนี้จะให้ญาติไปรับศพกลับมาไว้ที่สุสานตามศาสนาคริสต์
"ก่อนที่จะเกิดอุบัติเหตุ ทุกคนในรถต่างก็ได้กลิ่นเหม็นเหมือนยางไหม้ และคนขับรถเองก็บอกว่าคลัทช์ไหม้ ต้องเหยียบเบรกตลอด สักพักก็มีเสียงร้องว่า เอ๊ะ ทำไมคนขับขับรถอย่างนี้ มันส่ายไปมา จากนั้นก็เสียหลักพุ่งชนเลย ช่วงเกิดเหตุและหลังเกิดเหตุ พี่ยังรู้สึกตัวตลอดและคลานออกมาจากซากรถ แล้วก็เห็นสามีนอนส่งเสียงร้องโอดโอย เหมือนถูกอะไรทิ่มแทงที่หลัง พี่เองก็ไม่รู้จะทำอย่างไร ไม่กล้าเคลื่อนย้ายสามี จากนั้นก็มองไปที่รถและคิดว่าลูกสาวต้องตายแน่ๆ เพราะทุกอย่างในรถเงียบกริบ ไม่มีเสียงอะไรเลย คนที่รอดชีวิตส่วนใหญ่จะเป็นคนที่กระเด็นออกมาจากตัวรถและคนที่ไม่หลับ" นางรุ่งนภา กล่าว
ญาติเหยื่อรถบัสคว่ำแห่รับศพ
ส่วนบรรยากาศที่ท่าอากาศยาน บน.6 กองทัพอากาศ มีบรรดาญาติๆ ของผู้เสียชีวิตมารอรับศพจำนวนมาก โดยกองทัพอากาศได้ส่งเครื่องบินซี 130 ไปรับศพกลับมาถึงในเวลา 18.30 น.(22 ธ.ค.)
นางนิภา ศรีทา อายุ 72 ปี เดินทางมาจาก จ.ปราจีนบุรี เพื่อมารอรับศพลูกชายและลูกสะใภ้ คือ ร.ท.พงษ์ธเนศ และนางภัสร์นรี อัครเชาวนนท์ กล่าวว่า ลูกชายเป็นคนขยันขันแข็ง รับราชการทหาร มีบ้านพักอยู่ย่านบางนา และยังทำธุรกิจขายตรงกับบริษัทฟิวชั่น เอ็กเซล ซึ่งขายหินเพื่อสุขภาพ บริษัทตั้งอยู่ในประเทศมาเลเซีย และการไปมาเลเซียของลูกชายครั้งนี้เพื่อไปงานเลี้ยงฉลองปรับตำแหน่งเป็น เพสซิเดนเชียล ที่ทำยอดให้แก่องค์กรได้มากที่สุดในประเทศไทย
"เสียใจมากที่ลูกชายต้องมาเสียชีวิต เพราะปีนี้ลูกชายจะได้เลื่อนยศเป็นพันโทด้วย วันที่ทราบข่าวว่าลูกชายเสียชีวิต คืนนั้นนอนไม่หลับเลย ช่วงเทศกาลปีใหม่ทุกปี ร.ท.พงษ์ธเนศ จะกลับไปฉลองปีใหม่ร่วมกับพี่น้องอีก 4 คน ที่บ้าน จ.ปราจีนบุรี แต่ปีนี้ต้องขาดลูกชายไปคนหนึ่ง ส่วนพิธีบำเพ็ญกุศลศพจะจัดขึ้นที่วัดบางนานอก" นางนิภา กล่าว
นายณัฐชานนท์ อายุ 16 ปี ลูกชายของ ร.ท.พงษ์ธเนศ กล่าวว่า เสียใจมากและไม่คาดคิดมาก่อนว่าจะต้องสูญเสียทั้งพ่อและแม่ในเวลาเดียวกัน เพราะบ้านเราอยู่ด้วยกัน 4 คน พ่อแม่ และตนกับพี่ชาย ก่อนที่พ่อกับแม่จะเดินทางไปมาเลเซีย ก็ได้บอกกับพี่ชายไว้ว่า "ดูแลน้องให้ดีนะ" ซึ่งเป็นเรื่องปกติ ทุกครั้งที่พ่อกับแม่จะเดินทางไปต่างประเทศ พ่อก็จะพูดแบบนี้เสมอ
นายสมบัติ เมทะนี ดาราอาวุโส ที่เดินทางมารอรับศพ ร.ท.พงษ์ธเนศ ด้วย กล่าวว่า สนิทกับครอบครัวของนายสำรวย สวาทเพ็ชร์ และครอบครัวของ ร.ท.พงษ์ธเนศ เนื่องจากได้ทำกิจกรรมร่วมกันมาหลายครั้ง รู้สึกใจหายจึงเดินทางมาร่วมรับศพเพื่อนทั้ง 2 คนเพื่อนำไปบำเพ็ญกุศล
นางถาวร แก้วคำสอน อายุ 38 ปี ที่เดินทางมาจาก จ.อุดรธานี เพื่อมารับศพ นางปริญญา พาศน์กุลชัย กล่าวว่า เป็นเพื่อสนิทของนางปริญญา รู้จักกันมา 10 ปีมาแล้ว ตั้งแต่สมัยอยู่ประเทศอิตาลีด้วยกัน บุตรสาวของนางปริญญาเดินทางไปกับเครื่องบินซี 130 เพื่อไปรับศพ ส่วนนายจานี นิโรนี ชาวอิตาลี สามีของนางปริญญายังทำใจไม่ได้ จึงรออยู่ที่วัดแจ้ง จ.ปทุมธานี
คปภ.เร่งตรวจประกันชีวิตลูกทัวร์
นางจันทรา บูรณฤกษ์ เลขาธิการคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจ ประกันภัย (คปภ.) เปิดเผยว่า สำนักงาน คปภ. ได้เร่งดำเนินการตรวจสอบข้อมูลการทำประกันภัยของคณะเดินทาง เบื้องต้นพบว่ารถบัสที่ประสบอุบัติเหตุจดทะเบียนประกอบการชื่อ "จิตรา” รัฐเกดะห์ ดำเนินการโดย บริษัท ซาน เอ็กซ์เพรซ ฮอลิเดย์ มีการทำประกันภัยรถภาคบังคับตามกฎหมายของประเทศมาเลเซีย แต่การประกันภัยรถภาคบังคับของประเทศมาเลเซีย เป็นแบบไม่มีการจ่ายค่าเสียหายเบื้องต้น และการจ่ายค่าสินไหมทดแทนต้องรอพิสูจน์ความถูกผิดก่อน ซึ่งเป็นการจ่ายตามมูลค่าความเสียหายที่เกิดขึ้นจริง ต่างจากการทำประกันภัยรถภาคบังคับในประเทศไทย
นางจันทรา กล่าวว่า คปภ.อยู่ระหว่างเร่งประสานบริษัทประกันภัยเพื่อตรวจสอบว่าผู้เสียชีวิตได้ทำประกันชีวิตกับบริษัทใดบ้าง และบริษัททัวร์ได้ทำประกันภัยอุบัติเหตุกลุ่มไว้หรือไม่ ขณะนี้ จากการตรวจสอบเบื้องต้นพบว่า ผู้บาดเจ็บ 1 ราย คือ คุณอัจฉรา วิวัฒน์ ได้ทำประกันภัยไว้กับบริษัท อเมริกัน อินเตอร์แนชชั่นแนล แอสชัวรันส์ จำกัด ซึ่งบริษัทได้เข้าไปให้ความช่วยเหลือเป็นที่เรียบร้อยแล้ว หากญาติหรือทายาททราบถึงการทำประกันภัยหรือการทำประกันชีวิตของผู้ประสบภัยท่านใด สามารถติดต่อสายด่วนประกันภัย 1186 เพื่อเร่งประสานให้ความช่วยเหลือต่อไป
นิวสเตรทไทม์สเผยรถจดทะเบียน 19 ที่นั่ง
ด้านเว็บไซต์ นิวสเตรทไทม์ส รายงานอ้างคำให้สัมภาษณ์ของนายจิรโรจน์ บุญธิจินวิวัฒน์ อายุ 43 ปี หนึ่งในผู้บาดเจ็บ ซึ่งไม่สามารถพูดภาษาอังกฤษ แต่ใช้ภาษามือและท่าทางในการตอบคำถาม โดยเขาได้พยักหน้ายืนยันว่าคนขับรถชาวมาเลเซียขับรถเร็ว และทุกอย่างเกิดขึ้นในเวลาแค่เสี้ยววินาที นายจิรโรจน์มีสีหน้าเศร้าสลดเมื่อทราบว่ามีผู้เสียชีวิตจากอุบัติเหตุครั้งนี้ถึง 27 คน และเมื่อถูกถามว่าจะกลับไปเที่ยวคาเมรอน ไฮแลนด์อีกมั้ย เขาได้ส่ายหน้าหลายครั้ง
นอกจากนี้พ่อของนักท่องเที่ยวอีกคน บอกว่า ลูกสาวเห็นควันจากท้ายรถบัสก่อนรถจะชนแนวคอนกรีตกลางถนน แต่เธอไม่แน่ใจว่ารถวิ่งเร็วหรือไม่ตอนลงจากเนินเขา
นายซอร์ เอ็ง ฮ็อก เจ้าของบริษัท ซัน เอ็กซ์เพรส ฮอลิเดย์ ที่จัดทัวร์ครั้งนี้ บอกว่า ได้เช่ารถบัสจากบริษัท เอสเค มูร์นี ทัวร์ แอนด์ ทราเวล และเท่าที่รู้รถบัสปลอดภัยดี แต่ผู้บริหารของเอส เค มูร์นี ทัวร์ แอนด์ ทราเวล แย้งว่า ทั้งสองฝ่ายเป็นเจ้าของรถบัสคันที่เกิดเหตุร่วมกัน และบริษัทของนายซอร์ รับผิดชอบด้านการบำรุงรักษารถบัสที่ซื้อเมื่อปีที่แล้ว
ทั้งสองคนบอกว่า ไม่แน่ใจว่ามีการจำกัดจำนวนผู้โดยสารรถบัสไว้เท่าใด แต่นายซอร์ยืนยันว่า บริษัทไม่ได้ทำผิดกฎใดๆ เรื่องจำนวนผู้โดยสาร ขณะที่ นิวสเตรทไทม์สตรวจสอบแล้วว่า รถบัสคันนี้ได้จดทะเบียนว่าเป็นรถบัสขนาด 19 ที่นั่งกับกระทรวงการท่องเที่ยวเมื่อปีที่แล้ว แต่ที่บันไดด้านหน้ารถระบุไว้ว่า รถบรรทุกน้ำหนักได้มากสุด 31 คน
14 วันรู้ผลรถทัวร์คว่ำ
นายอาหมัด ฟาร์ฮาน โมฮัด ซาดุลเลาะฮ์ ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยความปลอดภัยท้องถนนแห่งมาเลเซีย (ไมรอส) ซึ่งเป็นหน่วยงานหลักที่รับผิดชอบหาสาเหตุรถทัวร์นักท่องเที่ยวประสบอุบัติเหตุพลิกคว่ำครั้งนี้ กล่าวว่า การสอบสวนกำลังดำเนินอยู่ โดยความร่วมมือจากหลายหน่วยงาน รวมถึงตำรวจและสำนักงานโยธาธิการ ขณะนี้ยังอยู่ในขั้นเริ่มต้นเท่านั้น คาดจะสรุปผลได้ภายใน 2 สัปดาห์
อย่างไรก็ดี นายอาหมัด ฟาร์ฮาน และผู้เชี่ยวชาญด้านความปลอดภัยบนท้องถนนหลายคนเห็นตรงกันว่า รถบัสสองชั้นควรใช้วิ่งภายในตัวเมืองหรือบนถนนราบเท่านั้น ไม่ควรใช้ในการเดินทางระยะไกล ตลอดจนไม่เหมาะสมสำหรับใช้วิ่งในทางที่คดเคี้ยวและขึ้นเขา เพราะศูนย์ถ่วงน้ำหนักอยู่สูงกว่าปกติ ทำให้รถทรงตัวได้ไม่ดี โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อวิ่งขึ้นเขาหรือวิ่งด้วยความเร็วสูง ดังนั้น ผู้ประกอบการรถบัส ควรคำนึงถึงความเหมาะสมและสภาพของรถกับเส้นทางที่จะไป
นายอาหมัด ฟาร์ฮาน กล่าวว่า ไมรอสจะมุ่งสอบสวนในประเด็นการออกแบบตัวรถบัส การบรรทุกน้ำหนักเกินในส่วนชั้นบนของรถบัส แนวคอนกรีตกลางถนน และปัจจัยอื่นๆ จากการสอบถามทราบว่า ผู้โดยสารทุกคนอยู่บนชั้นสองของรถบัส ทำให้เป็นไปได้ว่ารถบัสขาดสมดุล และจุดเกิดเหตุเป็นที่รู้กันว่าเป็นจุดบอด จึงจำเป็นต้องมีป้ายสัญลักษณ์เตือนผู้ขับขี่ให้มากกว่านี้
จี้รัฐมาเลย์ปรับปรุงความปลอดภัย
ด้าน นายกง โช ฮา รัฐมนตรีคมนาคม บอกว่า รถบัสคันนี้มีคนขับแค่คนเดียวแทนที่จะมีสองคน และปัจจุบันยังไม่มีกฎหมายห้ามรถบัสสองชั้นวิ่งขึ้นเขา
นายโมฮัมหมัด อัชฟาร์ อาลี ประธานสมาคมผู้ประกอบการรถบัสแห่งมาเลเซีย เรียกร้องให้รัฐบาลจัดหลักสูตรอบรมคนขับรถระยะสั้น เพื่อปรับปรุงทักษะความชำนาญในการขับรถ ตลอดจนอบรมการปฐมพยาบาลและการป้องกันอัคคีภัย นอกจากนี้ รัฐบาลยังควรเข้าไปตรวจสอบโรงเรียนสอนขับรถสำหรับผู้ที่ต้องการขอใบอนุญาตขับขี่ ให้แน่ใจว่าเจ้าของใบขับขี่ได้เรียนรู้การเป็นคนขับอย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อลดอุบัติเหตุและอัตราการตายบนท้องถนน
ส่วน นายชัว ซอย เล็ก ประธานพรรคสมาคมชาวมาเลเซียเชื้อสายจีน ออกแถลงการณ์เสนอให้รัฐออกกฎบังคับรัดเข็มขัดนิรภัยและอุปกรณ์จำกัดความเร็วในรถบัสท่องเที่ยวและรถบัสด่วนทุกชนิดในมาเลเซีย เช่นเดียวกับการบังคับในรถยนต์และเครื่องบิน นอกจากนี้ ยังต้องการให้บริษัทผู้ประกอบการรถทัวร์ทุกแห่ง จัดทำฐานข้อมูลระดับชาติ เพื่อให้ประชาชนเข้าไปตรวจสอบประวัติปูมหลังทางอินเทอร์เน็ตได้ ซึ่งจะช่วยขจัดคนขับรถที่มีประวัติการขับขี่ไม่ดี หรือไม่มีใบขับขี่ออกไปจากระบบ ซึ่งบริษัทก็จะได้ประโยชน์ไปด้วย เพราะจะช่วยป้องกันคนขับรถประวัติเสียย้ายจากบริษัทหนึ่งไปอีกบริษัทหนึ่ง
นายเจมส์ ดาวอส มามิต รัฐมนตรีช่วยกระทรวงการท่องเที่ยวของมาเลเซีย ได้ส่งสารถึงนายชุมพล ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา แสดงความเสียใจและความเห็นใจต่ออุบัติเหตุรถบัสพลิกคว่ำ และสิ่งที่มาเลเซียกังวลขณะนี้คือ สุขภาพของผู้รอดชีวิต และรัฐบาลจะทำทุกอย่างเต็มความสามารถเพื่อให้ความช่วยเหลือพวกเขา
กระทั่ง เมื่อเวลา 18.45 น. วันเดียวกัน เครื่องบิน ซี 130 ของกองทัพอากาศ ที่ไปรับผู้บาดเจ็บและผู้เสียชีวิต จากเหตุการณ์รถบัสพลิกคว่ำที่ประเทศมาเลเซีย เดินทางกลับมาถึงสนามบิน บน.6 ทันทีที่เครื่องบินซี 130 กลับถึงไทย นายชวนนท์ อินทรโกมาลย์สุต เลขานุการ รมว.ต่างประเทศ ซึ่งเดินทางไปพร้อมเครื่องบิน ซี 130 ได้ให้สัมภาษณ์ว่า การดำเนินการทุกอย่างเป็นไปด้วยความเรียบร้อยดี โดยได้รับศพผู้เสียชีวิตทั้ง 25 ศพ กลับมาพร้อมกับผู้บาดเจ็บอีก 1 คน เพื่อจะไปรักษาตัวต่อที่โรงพยาบาลใน จ.นครปฐม ส่วนอีก 3 คน เดินทางกลับมารักษาที่โรงพยาบาลหาดใหญ่ ก่อนหน้านี้แล้ว
นายชวนนท์กล่าวว่า ขณะนี้มีผู้บาดเจ็บอีก 6 คน ยังพักรักษาตัวอยู่ที่โรงพยาบาลอิโปห์ ประเทศมาเลเซีย โดยมี 2 คน อยู่ในห้องไอซียู ขณะนี้พ้นขีดอันตรายแล้ว แต่แพทย์ต้องการติดตามเฝ้าระวังอาการอย่างใกล้ชิด เพราะกลัวเลือดคั่งในสมอง รวมถึงมีอาการบอบซ้ำภายใน ซึ่งญาติผู้บาดเจ็บของทั้ง 2 คน ได้ขออยู่ต่อเพื่อเฝ้าดูอาการ โดยกระทรวงการต่างประเทศได้อำนวยความสะดวกเรื่องค่าที่พักและการเดินทางให้
"ผมขอแสดงความเสียใจอย่างที่สุดต่อญาติผู้เสียชีวิต ซึ่งถือเป็นการสูญเสียบุคคลในครอบครัวครั้งใหญ่ และขอขอบคุณทุกฝ่ายที่ร่วมมือกันดำเนินการทั้งกรมการกงสุล สถานเอกอัครราชทูตไทยประจำกัวลาลัมเปอร์ กิจการพลเรือนทางอาการ และสถาบันเวชศาสตร์ ที่จัดคณะแพทย์ให้การดูแลผู้บาดเจ็บในระหว่างเดินทางกลับประเทศไทย" นายชวนนท์กล่าว
นายชวนนท์กล่าวว่า รมว.ต่างประเทศมาเลเซีย ได้โทรศัพท์มาแสดงความเสียใจต่อเหตุการณ์ครั้งนี้ และรมว.กลาโหมของมาเลเซียได้พูดคุยกับเอกอัครราชทูตไทยประจำกรุงกัวลาลัมเปอร์ โดยเสนอจะจัดเครื่องบิน ซี 130 เพื่อจัดส่งผู้เสียชีวิตกลับประเทศไทย แต่ทางการไทยได้จัดเตรียมเครื่องบิน ซี 130 ไว้แล้ว อย่างไรก็ตามรัฐบาลไทยขอขอบคุณทางการมาเลเซียที่ให้ความร่วมมือและได้ตรวจสอบยืนอัตลักษณ์ผู้เสียชีวตและออกเอกสารให้โดยรวดเร็ว



