
ผลผลิตยางไม่พอดันราคาพุ่งไม่หยุดส่งมอบล่วงหน้ามิ.ย.-ก.ค.ทุบสถิติโลละ147.70บาท
ราคายางพาราพุ่งไม่หยุด ตลาดกลางหาดใหญ่ยางแผ่นดิบกิโลละ 134 บาท ส่วนยางแผ่นรมควันชั้น 3 ทะลุกิโลละ 140 บาท ขณะที่ตลาดสินค้าเกษตรล่วงหน้าฯ เคาะกันสนั่น ส่งมอบล่วงหน้าเดือนมิ.ย.-ก.ค. 53 ราคาทำสถิติใหม่อยู่ที่ 147.70 บาท ก.ล.ส.ชี้แนวโน้มยังสูงต่อ แนะผู้ส่งออก
ราคายางพารายังคงปรับตัวเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องจากความต้องการที่เพิ่มขึ้น โดยสำนักงานกองทุนสงเคราะห์การทำสวนยาง ระบุว่า ราคายางพาราเมื่อวันที่ 21 ธันวาคม 2553 ราคายางแผ่นดิบของท้องถิ่นซื้อขายอยู่ที่กิโลกรัมละ 132.50 บาท และราคาตลาดกลาง อ.หาดใหญ่ ราคายางแผ่นดิบอยู่ที่กิโลกรัมละ 134.11 บาท ราคายางแผ่นดิบรมควันชั้น 3 อยู่ที่กิโลกรัมละ 140.21 บาท ขณะที่ราคาซื้อขายยางแผ่นรมควันชั้น 3 ล่วงหน้า ในตลาดสินค้าเกษตรล่วงหน้าแห่งประเทศไทย หรือ เอเฟท ราคาส่งมอบ 7 เดือนล่วงหน้า ปรับขึ้นไปอยู่ที่กิโลกรัมละ 147.70 บาท
นายวันชัย ผโลทัยถเกิง เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการกำกับการซื้อขายสินค้าเกษตรล่วงหน้า (ก.ส.ล.) เปิดเผยว่า การซื้อขายยางแผ่นรมควันชั้น 3 ล่วงหน้า ในตลาดสินค้าเกษตรล่วงหน้าฯ ส่งมอบในเดือนมิถุนายนและกรกฎาคม 2553 ทำสถิติราคาปิดสูงสุดที่กิโลกรัมละ 147.70 บาท โดยราคาซื้อขายที่มีแนวโน้มสูงขึ้นนี้ เป็นไปตามภาวะตลาด ซึ่งเป็นผลมาจากปริมาณความต้องการยางพาราที่เพิ่มมากขึ้นทั้งจากอินเดีย และจีน แต่ปริมาณยางพาราที่ผลิตออกสู่ตลาดไม่เพียงพอต่อความต้องการ และเป็นผลสืบเนื่องมาจากภาวะอุทกภัยในหลายๆ พื้นที่เพาะปลูกยางพาราที่ผ่านมาด้วย
“ผู้ประกอบธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับยางพารา โดยเฉพาะผู้ส่งออกควรเข้ามาใช้ตลาดสินค้าเกษตรล่วงหน้าฯ เป็นเครื่องมือในการลดความเสี่ยงจากแนวโน้มราคายางพาราที่สูงขึ้นในช่วงนี้ โดย ก.ส.ล. ในฐานะผู้กำกับดูแลเอเฟทได้มีการเฝ้าระวังติดตามตรวจสอบการซื้อขายล่วงหน้าอย่างใกล้ชิด เพื่อให้ผู้ซื้อผู้ขายและผู้ที่เกี่ยวข้องมั่นใจได้ว่าการซื้อขายในตลาดมีความโปร่งใส เป็นธรรม" นายวันชัยกล่าวและว่า อย่างไรก็ตาม ขอให้ผู้ซื้อผู้ขายและผู้ที่เกี่ยวข้องทำธุรกรรมการซื้อขายกับนายหน้าซื้อขายล่วงหน้าหรือโบรกเกอร์ที่ได้รับอนุญาตตามกฎหมายจาก ก.ส.ล. เท่านั้น
ด้านนายประณีต โชติกีรติเวช ผู้อำนวยการอาวุโส ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) สำนักงานภาคใต้ เปิดเผยว่า ธปท. สำนักงานภาคใต้ ได้ประเมินผลกระทบจากน้ำท่วมในพื้นที่ภาคใต้ ครอบคลุม 12 จังหวัด มีความเสียหาย ประมาณ 35,375 ล้านบาท ซึ่งปัญหาน้ำท่วมดังกล่าวทำให้สินค้าเกษตรเสียหาย ราคาสินค้าเกษตรจะปรับตัวสูงขึ้น
นายวสันต์ กู้เกียรติกูล เกษตรจังหวัดพัทลุง เปิดเผยว่า รายได้ของจังหวัดพัทลุงหายไปจากระบบประมาณ 3,600 ล้านบาท เนื่องจากยางพาราได้รับความเสียหายเกือบ 6 แสนไร่ จากประมาณ 7 แสนไร่ และเป็นระยะเวลา 7 ปี



