
ทะลุกรอบคิดพิชิตอุบัติเหตุ
อย่าลืมต้องเข้มงวดในการบังคับใช้กฎหมาย นักวิชาการตำรวจทักท้วงประเด็นที่ขาดหายไปในการอภิปรายเพื่อระดมความคิดในการขับเคลื่อนยุทธวิธีการป้องกันและลดอุบัติเหตุจราจรโดยมีตำรวจเป็นแกนกลางในการเชื่อมประสาน
หากคิดถึงบทบาทของตำรวจแล้วจะต้องคิดถึง “การบังคับ” ให้ผู้ใช้รถใช้ถนนปฏิบัติตาม “กฎ” ที่ผู้รู้หรือผู้เชี่ยวชาญกำหนดไว้แต่เพียงเท่านั้นหรือ ?
ตำรวจควรมีบทบาทอย่างไรจึงจะสามารถทำให้ผู้ใช้รถใช้ถนนห่วงใยในความปลอดภัยและชีวิตของตนเองพร้อมๆ กับมีสำนึกที่ดีในการใช้พื้นที่สาธารณะโดยมีทัศนคติที่ดีต่อการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ตำรวจด้วย...นี่คือโจทย์ใหญ่ที่ตำรวจจะต้องคิดและหาคำตอบเพื่อนำไปสู่การปฏิบัติที่เป็นรูปธรรมมากกว่าที่จะยอมจำนนทำตามคำสั่งนาย หรือนักวิชาการที่ไม่เคยปฏิบัติงานในพื้นที่และไม่เข้าใจสภาพปัญหาและความสลับซับซ้อนของเหตุปัจจัยเบื้องหลังพฤติกรรมการละเมิดกฎจราจร
การกล่าวอ้างโดยนำข้อมูลหรือผลการศึกษาวิจัยจากต่างประเทศที่ระบุว่า การบังคับใช้กฎหมายเป็นเครื่องมืออันทรงพลังในการทำให้ประชาชนมีวินัยจราจรนั้น ควรจะต้องคำนึงถึงประวัติศาสตร์และบริบทสังคมวัฒนธรรม การเมืองการปกครอง และวิถีการดำเนินชีวิตของผู้คนในแต่ละประเทศด้วยหรือไม่? วินัยจราจรสะท้อนให้เห็นวินัยของคนในชาตินั้นเป็นคำกล่าวที่น่าสนใจ หากจะตีความหมายว่า เราสามารถเข้าใจความเป็นคนไทยได้จากวัฒนธรรมการใช้รถใช้ถนนของคนไทยนั่นเองและหากเข้าใจเช่นนี้จะทำให้เห็นว่า การสร้างวินัยจราจรในคนไทยต้องสร้างวินัยเรื่องอื่นๆ ควบคู่ไปด้วย
หากลองย้อนกลับมาทบทวนตนเอง ผู้เสนอว่าต้องบังคับใช้กฎหมายอย่างเข้มงวดนั้น มีความมั่นใจเพียงไรว่าตนเองไม่เคยละเมิดกฎหมายเลยไม่ว่าในสถานการณ์ใดๆ และจากประวัติศาสตร์ที่ผ่านมามีชุมชนใดบ้างในประเทศไทยที่ประสบความสำเร็จในการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมจราจรโดยการบังคับใช้กฎหมายที่เข้มงวด อีกทั้งเป็นไปได้หรือไม่ที่ตำรวจจราจรไทยจะออกมายืนตามท้องถนนคุมเข้มพฤติกรรมการละเมิดกฎจราจรอย่างต่อเนื่อง ตลอดเวลาโดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในห้วงเวลาที่เกิดอุบัติเหตุบ่อยที่สุดคือช่วงเวลาหัวค่ำไปจนถึงประมาณตีสองของคืนวันใหม่ ห้วงเวลาดังกล่าวตำรวจจราจรไทยสามารถปฏิบัติหน้าที่อยู่บนท้องถนนได้หรือไม่? การแสดงความคิดเห็นต้องคำนึงถึงความสามารถในการปฏิบัติในโลกของความเป็นจริงด้วย!
เพียงแค่ทบทวนความเป็นจริงของวิถีการปฏิบัติงาน กำลังพล และบริบททางสังคมวัฒนธรรมไทยที่แผ่ซ่านไปด้วย วัฒนธรรมอุปถัมภ์ก็จะเห็นได้ว่า “การปฏิบัติไม่ได้ง่ายดั่งเช่นการพูด” ที่ใครๆ ก็สามารถพูดได้ ในเมื่อผู้พูดไม่ได้ทำก็ควรจะเปิดโอกาสและเปิดใจให้ผู้ทำได้พูดและแสดงความเห็นเกี่ยวกับปัญหาและอุปสรรคในการทำงานที่แท้จริงบ้าง!
“ตำรวจไม่สามารถทำงานได้เพียงลำพัง เราอยู่ใกล้ชิดชาวบ้าน หากเราไม่เดินเข้าหาชาวบ้านเพื่อสร้างความเชื่อถือ ศรัทธา ไม่ชวนเขาเข้ามาร่วมคิด ร่วมวางแผน ร่วมป้องกันและแก้ไขปัญหาอาชญากรรม เราก็ต้องทำงานเพียงลำพังอย่างโดดเดี่ยว และปัญหาอาชญากรรมก็จะคงดำรงอยู่และเพิ่มจำนวนมากขึ้นเรื่อยๆ” แต่ “ในเมื่อเราขอให้เขาช่วยเราเขาก็มักจะขอให้เราช่วยเขาเช่นเดียวกัน ถ้าเป็นเรื่องเล็กๆ เราให้ได้เราก็ให้ อย่างเช่นใบสั่งจราจร เขาก็มาขอกันเรื่อย ผมก็ให้ว่ากล่าวตักเตือนไป บางทีก็ปรับต่ำสุด 100 บาท ผู้ปฏิบัติเขาก็มาต่อว่าผม เขาบอกว่าเขาทำงานลำบาก นโยบายไม่แน่นอนตกลงจะให้จับหรือไม่ให้จับ”
“อย่างเรื่องการที่ตำรวจพยายามให้ผู้ขับขี่สวมหมวกกันน็อก ผู้นำชุมชนเขาก็โทรมาหาผมนะเขาถามว่า ผู้การจะเอาหมวกหรือจะเอาม็อบ”
สภาพบริบทสังคมวัฒนธรรมไทยมีลักษณะเฉพาะที่แตกต่างกัน ผู้คนในแต่ละพื้นที่ แต่ละจังหวัดก็มีวิธีคิด วิถีชีวิต และมุมมองต่อการปฏิบัติต่อการบังคับใช้กฎหมายจราจรแตกต่างกันดังนั้น ถึงเวลาที่ตำรวจไทยต้องเข้าใจความหลากหลายและวิเคราะห์สาเหตุที่แท้จริงเพื่อหาแนวทางในการส่งเสริมพฤติกรรมการใช้รถใช้ถนนที่ปลอดภัยของประชาชนโดยไม่ยึดติดกรอบกับดักความคิดแต่เพียงว่า ตำรวจมีกฎหมายเป็นเครื่องมือที่จะบังคับให้ผู้คนปฏิบัติตามแต่เพียงเท่านั้น!
ผศ.ดร.ปนัดดา ชำนาญสุข



