
เลิกฉุกเฉินกทม.-ปริมณฑลปล่อยแดง
มติครม.ยกเลิกพรก.ฉุกเฉินฯในกทม.-ปริมณฑล ใช้กฏหมายปกติควบคุมสถานการณ์แทน นายกฯยัน ศอฉ.ไม่ต้องชี้แจงการใช้งบฯ หวัง ไม่มีเหตุรุนแรง หลังยกเลิก พรก.ฉุกเฉิน เผยแกนนำนปช.ไม่ขอให้รบ.ช่วยด้านกม. อ้างมีทนายของตัวเอง พท.จี้รัฐปล่อยแกนนำนปช.ด้วยไม่ใช่แค่104เสื้อ
(21ธ.ค.) เวลา 12.00 น. ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ภายหลังจากเลิกการประชุมครม. นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ได้กล่าวว่า ที่ประชุมมีมติให้ยกเลิกพรก.ฉุกเฉินฯทุกจังหวัด โดยมีผลพรุ่งนี้ (22ธ.ค.) พร้อมกับยุบ ศอฉ. และให้ใช้กฎหมายปกติในการดูแลสถานการณ์แทน
ด้านนายปณิธาน วัฒนายากร รักษาการโฆษกรัฐบาล เปิดเผยหลังประชุมครม.ว่า ที่ประชุมมีมติให้ยกเลิกพ.ร.ก.ฉุกเฉิน ทั้งในกทม.และปริมณฑล โดยเห็นชอบให้ใช้กฎหมายปกติและอนุมัติมาตรการเฝ้าระวังเพิ่มเติม โดยมอบให้กอ.รมน.ซึ่งมีนายกฯเป็นผอ.กอ.รมน.ไปคิดมาตรการดังกล่าวและให้ศูนย์ตามสถานการณ์ (ศตส.) เป็นหน่วยงานประสานกับกอ.รมน. ภาค จังหวัด และส่วนกลาง รวมทั้งประสานกับ 14 หน่ายงาน
โดยมีสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) เป็นผู้ดำเนินการและให้พล.อ.ดาว์พงษ์ รัตนสุวรรณ เสนาธิการทหารบกรับผิดชอบในส่วนการทำงานปกติ ร่วมกับสำนักงานตำรวจแห่งชาติ (สตช.) ส่วนระดับนโยบายนั้น มี รมว.กลาโหม เป็นผู้รับผิดชอบ อย่างไรก็ตาม การทำงานดังกล่าวจะทำให้กลไกปกติทำงานมีประสิทธิ ภาพมากขึ้น ทั้งในการประเมินควบคุมสถานการณ์ต่างๆ โดยจะอนุมัติงบบริหาร กอ.รมน. และศตส. จำนวน 130-150 ล้านบาท
ถามว่าครม.และหน่วยงานความมั่นคงแสดงความมั่นใจแค่ไหนว่าการใช้กฎหมายปกติจะคุมสถาน การณ์ได้ นายปณิธาน กล่าวว่า กอ.รมน. เป็นผู้เสนอให้ ศตส.ประสานกับหน่วยงานต่างๆ จึงมั่นใจว่า ศตส.จะควบคุมสถานการณ์ได้ ซึ่งจะทำตามแผนเฝ้าระวัง โดยให้มีการจัดทำแผนเพิ่มเติม ทั้งในส่วนที่เป็นแผนควบคุมรายวัน และตามสถานการณ์ เช่น การชุมนุม หรือการสร้างสถานการณ์ต่างๆ พร้อมทั้งยังมีแผนสำรองที่สามารถปรับไปใช้กับพ.ร.บ.ความมั่นคง ในหมวดอื่นๆ ได้
สำหรับเหตุผลในการยกเลิก พ.ร.ก.ฉุกเฉิน นั้น นายปณิธาน กล่าวว่า เนื่องจากหน่วยงานความมั่นคงประเมินว่า สถานการณ์ความรุนแรงต่างๆ คลี่คลายลง และกลับมาสู่สภาวะปกติ รวมทั้งกลุ่มต่างๆที่ออกมาชุมนุมก็ปฏิบัติตามกฎหมาย ขณะที่เจ้าหน้าที่ก็ปฏิบัติงานตามกรอบความเข้าใจเป็นองค์รวม ทำให้มีความมั่นใจว่าสถานการณ์ขณะนี้สามารถควบคุมให้กลับเข้าสู่ภาวะปกติได้แล้ว นอกจากนี้ หน่วยงานความมั่นคงยังประเมินว่าสังคมจะเป็นอีกแนวร่วมหนึ่งในการเฝ้าระวังและต่อต้านความรุนแรง
อภิสิทธิ์หวังไม่มีเหตุรุนแรงหลังยกเลิกฉุกเฉิน
นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์ที่กรมการขนส่งทหารบก (ขส.ทบ.) กองทัพอากาศ ดอนเมือง ก่อนเดินทางไปเป็นประธานในพิธีเปิดการสัมมนาทางวิชาการนานาชาติเรื่อง “Role of Islamic studies in Post-Globalized Society” ที่มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขต ปัตตานี ถึงผลการประชุม ครม.ว่า ครม.มีมติให้ยกเลิกประกาศ พระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉินในพื้นที่4จังหวัด ตั้งแต่วันที่ 22 ธันวาคม ซึ่งจะทำให้ศูนย์อำนวยการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉิน (ศอฉ.) ก็หมดสภาพไป จากนี้ไปก็จะใช้กฎหมายปกติ โดยใช้กลไกของกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร (กอ.รมน.) ที่มีหน้าที่โดยปกติในการจัดทำแผนเพื่อรองรับสถานการณ์ต่าง ๆ ซึ่งเบื้องต้นเชื่อว่าจะเพียงพอสำหรับการดูแลสถานการณ์การชุมนุม แม้คนเสื้อแดงจะประกาศยกระดับการชุมนุม แต่ก็ขอให้อยู่ภายใต้กรอบของกฎหมาย หากมีความจำเป็นอะไรก็มีแผนการรองรับตลอด โดยจะมีการประเมินสถานการณ์อย่างต่อเนื่อง โดยศูนย์ติดตามสถานการณ์ (ศตส.) ของ กอ.รมน. ที่ตนเป็น ผอ.รมน.อยู่
นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า ในที่ประชุม ครม. สภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) ได้รายงานว่าหลังการประกาศใช้ พรก.ฉุกเฉิน มาจนถึงวันนี้ก็คิดว่าน่าจะสามารถกลับมาใช้กฎหมายปกติได้ ซึ่งผู้ที่เกี่ยวข้องก็รายงานมาว่ากฎหมายปกติน่าจะเพียงพอในการดูแลสถานการณ์ และตนก็ได้พูดคุยกับ พล.ต.อ.วิเชียร พจน์โพธิ์ศรี ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.)เอาไว้ว่าต่อไปภาระหนักก็จะเป็นของตำรวจ ซึ่ง ผบ.ตร.ก็ทราบและเชื่อว่าจะสามารถดำเนินการได้ ส่วน ศอฉ. นั้นก็ทราบดีว่าเมื่อมีการยกเลิก พรก.ฉุกเฉินแล้วจะต้องเตรียมการอย่างไร เพราะที่ผ่านมาเราได้ยกเลิก พรก.ฉุกเฉินไปแล้วกว่า 20 จังหวัดก่อนหน้านี้แล้ว
เมื่อถามว่าเกรงว่าจะมีการก่อเหตุความวุ่นวายเพื่อท้าทายอำนาจรัฐหลังยกเลิก พรก.ฉุกเฉิน นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า หวังว่าจะไม่มี แต่ก็เป็นหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ที่จะต้องดูแล ซึ่งเราก็มีการเตรียมพร้อมสำหรับสถานการณ์ต่างๆอยู่แล้ว เมื่อถามว่าเชื่อมั่นว่าสถานการณ์ความรุนแรงที่เคยเกิดขึ้นมันได้หมดไปแล้วหรือ นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า เจ้าหน้าที่ติดตามสถานการณ์และเชื่อมั่นว่าจะสามารถควบคุมได้
นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า สำหรับการติดตามสถานการณ์นั้น กอ.รมน. จะมีการตั้งศูนย์ติดตามสถานการณ์ (ศตส.) ที่เป็นหน่วยงานภายในของ กอ.รมน. โดยโครงสร้างนั้นสามารถใช้โครงสร้างตามกฎหมายมากำหนดแผนงานต่างๆ และคนที่เข้ามาติดตามสถานการณ์รวมถึงบริหารแผนงานก็จะมีอำนาจหน้าที่ตามลำดับชั้นของเจ้าหน้าที่อยู่แล้ว
เมื่อถามว่าเมื่อยกเลิก พรก.ฉุกเฉิน ศอฉ.จะต้องรายงานถึงงบประมาณที่ได้ใช้จ่ายไปหรือไม่ นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า โดยปกติไม่ต้องรายงาน เพราะการอนุมัติงบประมาณต่างๆ ก็ผ่าน ครม.หรือผู้ที่เห็นชอบในการจ่ายงงบประมาณ
เผยแกนนำนปช.ไม่ขอให้รบ.ช่วย
นายอภิสิทธิ์ ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีที่ ครม.เห็นชอบให้ปล่อยตัวชั่วคราวผู้ต้องหาในความผิดเกี่ยวกับเหตุการณ์ความไม่สงบตั้งแต่เดือนเมษายน 2553 ตามข้อเสนอของนายคณิต ณ นคร ประธานคณะกรรมการอิสระตรวจสอบและค้นหาความจริงเพื่อแนวทางปรองดองแห่งชาติ (คอป.) ว่าโดยสรุปคือได้มีการแยกแยะกลุ่มคนที่ถือว่าคดีที่มีความผิดเบาบางก่อน ซึ่งกรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ กระทรวงยุติธรรมได้เข้าไปคุยกับผู้ต้องหาทุกคน แต่กลุ่มที่ความผิดเบาบางก็จะสามารถยื่นของประกันตัวได้ง่ายกว่า โดยขั้นตอนคือเจ้าตัวจะต้องเป็นคนยื่นของประกันตัวในส่วนของเขาเอง หากเป็นคนที่ขาดความช่วยเหลือในเรื่องของกฎหมายและหลักทรัพย์ กรมคุ้มครองสิทธิฯ ก็จะไปให้ความช่วยเหลือตามอำนาจหน้าที่เหมือนที่ได้ดำเนินการกับกรณีอื่นๆ
นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า เบื้องต้นจะมีรายชื่อผู้ที่เข้าข่ายความผิดเบาบางอยู่ประมาณ 100 คน แต่ทั้งหมดก็ต้องไปดูในรายละเอียดว่าใครมีความประสงค์หรือไม่ อย่างไร แต่ในส่วนของแกนนำคนเสื้อแดงนั้น นายพีระพันธ์ สาลีรัฐวิภาค รมว.ยุติธรรม ได้รายงานกับ ครม.ว่าเจ้าหน้าที่กรมคุ้มครองสิทธิฯ ได้ไปพูดคุยมาเมื่อวันที่ 17 ธ.ค.ที่ผ่านมา แล้ว 1 รอบ แต่แกนนำคนเสื้อแดงยืนยันว่ามีทนายความของตัวเอง ดังนั้นรัฐบาลไม่ต้องให้ความช่วยเหลือด้านกฎหมาย และคงทำได้อย่างมากได้เพียงเป็นผู้ประสานงาน ในการอำนวยความสะดวกและทางธุรการเท่านั้น เพราะในเรื่องของข้อกฎหมายนั้นแกนนำมีทนายความอยู่แล้ว
เมื่อถามว่าจะมีการยื่นคัดค้านการประกันตัวอีกหรือไม่ นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า การจะคัดค้านหรือไม่นั้นอยู่ที่ข้อมูล ซึ่งกรณีของผู้ที่มีความผิดเบาบาง โดยเฉพาะคนที่ไม่เคยยื่นขอประกันตัวก็จะดูตามข้อเท็จจริง ส่วนคนที่ศาลเคยวินิจฉัยไปแล้วว่าไม่ให้ประกันตัวก็ต้องไปหาเหตุผลมาแสดงให้ศาลเปลี่ยนคำวินิจฉัย แต่ทั้งหมดจะได้รับอนุญาตให้ประกันตัวหรือไม่ก็อยู่ที่ศาล
“พท.”จี้รัฐปล่อยแกนนำนปช.ด้วยไม่ใช่แค่104เสื้อแดง
ที่พรรคเพื่อไทย นายพร้อมพงศ์ นพฤทธิ์ โฆษกพรรคเพื่อไทย แถลงถึงกรณีที่รัฐบาลยกเลิกการประกาศใช้พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ ว่า ถือเป็นการกระทำที่ถูกต้อง แต่รัฐบาลไม่ควรนำพ.ร.บ.ความมั่นคงมาใช้แทน เพราะยังเป็นการใช้บริการของทหารเหมือนเดิม เป็นแค่การอำพรางอำนาจเท่านั้น สะท้อนว่ารัฐบาลยังไม่กล้าคายอำนาจ รวมทั้งบางหน่วยงานยังเสพติดอำนาจและงบประมาณอยู่ วันนี้สถานการณ์ทุกอย่างปกติแล้ว ไม่มีเหตุการณ์อะไรร้ายแรง
ดังนั้นรัฐบาลควรเคารพประชาชน ใช้กฎหมายทุกอย่างตามปกติ เพราะกทม.ไม่ใช่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ทั้งนี้อยากเรียกร้องให้รัฐบาลตอบข้อสงสัยของประชาชนเกี่ยวกับการใช้งบของศอฉ.ด้วยว่าได้ใช้งบไปเท่าไหร่นับตั้งแต่วันที่ 7 เม.ย. 2553 ที่ก่อตั้งศูนย์ขึ้นจนถึงวันนี้ หากไม่กล้าเปิดเผยข้อมูล หรือเงียบไป ก็เท่ากับว่าไม่บริสุทธิ์ใจ หมกเม็ด หรือทำเพื่อเอื้อประโยชน์ให้คนที่ค้ำอำนาจให้รัฐบาล ส่วนกรณีที่รัฐบาลไม่คัดค้านการประกันตัวผู้ชุมนุมคนเสื้อแดงที่ถูกคุมขังอยู่จำนวน 104 คนนั้น ถือเป็นสัญญาณที่ดีที่จะมีการปรองดอง แต่ถ้าให้ดีกว่านั้นควรให้มีการประกันตัวแกนนำนปช. และคนเสื้อแดงทั้งหมดทั่วประเทศด้วย อย่าให้คนเสื้อแดงรู้สึกว่าถูกเลือกปฏิบัติ วันนี้อยากให้รัฐบาลหันไปเน้นการบริหารบ้านเมืองมากกว่าที่จะมาสกัดกั้นคนที่มีความคิดเห็นแตกต่าง
ธิดาเตรียมยื่นประกันตัวแนวร่วมนปช.
นางธิดา ถาวรเศรษฐ์ รักษาการประธานกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) พร้อมด้วยนายคารม พลทะกลาง ทนายความนปช. ได้เข้าพบนางสุวณา สุวรรณจูฑะ อธิบดีกรมคุ้มครองสิทธิฯ เพื่อหารือเรื่องการยื่นประกันตัวจำเลยกลุ่มแกนนำนปช.และแนวร่วมนปช.ที่ถูกควบคุมตัวระหว่างการพิจารณาคดีก่อการร้าย วางเพลิงเผาทรัพย์ ปล้นทรัพย์ กระทำต่ออาวุธยุทธภัณฑ์ ภายหลังคณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบตามข้อเสนอของนายคณิต ณ นคร ประธานคอป. โดยให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งสำนักงานตำรวจแห่งชาติ กรมสอบสวนคดีพิเศษ และสำนักงานอัยการสูงสุด ไม่คัดค้านการยื่นคำร้องขอปล่อยตัวชั่วคราว



