ข่าว

แจงเลิกฉุกเฉินใช้กม.ปกติต้องกระชับ

แจงเลิกฉุกเฉินใช้กม.ปกติต้องกระชับ

21 ธ.ค. 2553

ในวันอังคารที่ 21 ธันวาคม นี้ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี จะนำข้อเสนอของศูนย์อำนวยการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉิน (ศอฉ.) เพื่อขอมติคณะรัฐมนตรี (ครม.) ยกเลิกการบังคับใช้พระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ.2548 (พ.ร.ก.ฉุกเฉิน)

 หากเป็นไปตามนั้น การบังคับใช้ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน ที่ใช้มานานกว่า 8 เดือนนับตั้งแต่เหตุการณ์ความรุนแรงในการชุมนุมของคนเสื้อแดงเมื่อเดือนเมษายน ก็มีอันสิ้นสุดลงก่อนปีใหม่ ซึ่งไม่รู้ว่าจะเป็นของขวัญปีใหม่ของคนไทย หรือการถอดสลัก "ระเบิดเวลา" ลูกใหม่กันแน่!?

 นายปณิธาน วัฒนายากร รองเลขาธิการนายกรัฐมนตรี ปฏิบัติหน้าที่โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์พิเศษกับ “คม ชัด ลึก” ถึงแนวคิดในการยกเลิก พ.ร.ก.ฉุกเฉิน และแผนในการรองรับเหตุที่ไม่คาดฝันต่างๆ ว่า

 สำหรับแผนรองรับเหตุการณ์หลังยกเลิก พ.ร.ก.ฉุกเฉิน จะไม่ดำเนินการเต็มรูปแบบเหมือนกับ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน เนื่องจากสถานการณ์บ้านเมืองเริ่มคลี่คลายไปในทิศทางที่ดีแล้ว

 ทั้งนี้ แนวทางดังกล่าวจะนำไปใช้ในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนใต้ด้วย โดยก่อนวันที่ 19 มกราคม 2554 พ.ร.ก.ฉุกเฉิน ในพื้นที่ก็จะครบกำหนด 3 เดือน และในบางพื้นที่อาจมีการบังคับใช้ พ.ร.บ.ความมั่นคง เช่นเดียวกับ กทม.

 ทว่า ในภาคใต้อาจใช้หมวดที่สองด้วย คือ "หมวดประกาศควบคุมพื้นที่" เพราะยังมีความรุนแรงอยู่บ้าง แต่ใน กทม.และปริมณฑล หน่วยข่าวสรุปว่า แนวโน้มเรื่องการก่อกวน การเผชิญหน้า หรือความขัดแย้งในรูปแบบหลายเดือนที่ผ่านมาลดน้อยลงไปจนเกือบหมด

 สำหรับรูปแบบคร่าวๆ ของแผนรองรับหลังเลิก พ.ร.ก.ฉุกเฉิน จะมีการบังคับใช้ พ.ร.บ.ความมั่นคง หมวดที่หนึ่ง คือ "การเฝ้าระวัง" แต่ยังจะไม่ประกาศพื้นที่เหมือนหมวดที่สอง

 การเฝ้าระวังในหมวดที่หนึ่ง จำเป็นจะต้องมี "หน่วยงานเฝ้าระวัง" โดยจะมีกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร (กอ.รมน.) เป็นโครงสร้างหลัก

 ทั้งนี้ ในปัจจุบันเป็น กอ.รมน.ใหม่ที่รองรับ พ.ร.บ.ความมั่นคง ฉบับปี 2551 อยู่ภายใต้การควบคุมดูแลกำกับของพลเรือน โดยมีนายกรัฐมนตรี เป็น ผอ.กอ.รมน.

 หรืออีกทางเลือกหนึ่ง คือการจัดตั้ง "ศูนย์อำนวยการติดตามสถานการณ์ (ศตส.)" เพื่อเฝ้าระวังสถานการณ์

 การทำงานของหน่วยเฝ้าระวังดังกล่าวจะมีการประสานงานกับหน่วยงานหลักที่อยู่ใน ศอฉ.ที่มีอยู่ประมาณ 13 หน่วยงาน เช่น กระทรวงกลาโหม กระทรวงการต่างประเทศ กระทรวงมหาดไทย กระทรวงยุติธรรม กรมสอบสวนคดีพิเศษ สำนักนายกรัฐมนตรี เป็นต้น

 ขณะที่ในหมวดที่สองตาม พ.ร.บ.ความมั่นคง จะต้องมี "แผนรองรับสถานการณ์" โดย ศอฉ.จะเสนอแผนใน 2-3 รูปแบบ คือ

 1.แผนรองรับการชุมนุม หรือการใช้สิทธิ์ทางการเมือง ซึ่งตำรวจมีแผนอยู่แล้ว และจะเข้ามาเป็นหน่วยงานหลักในการดูแลตามแผนของ กอ.รมน.

 แผนดังกล่าวจะเป็นการเฝ้าระวัง หรือประสานงานเมื่อมีการชุมนุมทางการเมือง เช่นการประสานงานการจราจร การประสานงานด้านความปลอดภัย และการประสานงานด้านการจัดระเบียบสถานที่ชุมนุม การใช้เครื่องขยายเสียง ฯลฯ ซึ่งตำรวจมีแผนอยู่แล้ว

 2.แผนการรักษาความปลอดภัย หรือรักษาความมั่นคง ในกรณีที่อาจจะมีกลุ่มที่ไม่หวังดีเข้ามาฉกฉวยโอกาส โดยจะมีแผนเผชิญเหตุ

 ทั้งนี้ ในการคิดแผนจะต้องรองรับไว้ตาม "แผนเผชิญเหตุ" ตั้งแต่การตั้งด่าน การตรวจตรา และการติดตามกลุ่มคนที่จะก่อกวน ซึ่ง กอ.รมน.มีแผนรองรับอยู่ แต่กำลังเจ้าหน้าที่จะลดลงน้อยกว่าที่เคยใช้ในช่วงศูนย์อำนวยการรักษาความสงบเรียบร้อย (ศอ.รส.) และ ศอฉ.

 นายปณิธานขยายความการเตรียมกำลังในรูปแบบใหม่ว่า หากมีการ "ประกาศควบคุมพื้นที่" ตาม พ.ร.บ.ความมั่นคง หรือประกาศ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน กำลังก็จะเต็มรูปแบบ แต่จะเป็นกำลังพลในการเฝ้าระวังมากกว่า

 อย่างไรก็ตาม หากมีสถานการณ์อะไรรุนแรงก็สามารถประกาศ "ยกระดับ" ได้ภายในกี่ชั่วโมงเพื่อจะเชื่อมต่อสู่แผนควบคุมพื้นที่ และการใช้ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน

 นอกจากนี้ รูปแบบที่สอง หากมีการประกาศ "พื้นที่ความมั่นคง" ก็จะต้องประกาศโดย ครม. ขณะที่ ศอฉ.ก็จะเสนอให้ยุบเลิกไป และให้มีหน่วยงานใหม่มาเฝ้าระวังแทน

 เบื้องต้น ครม.จะมอบให้ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รมว.กลาโหม เป็นผู้อำนวยการศูนย์ติดตามสถานการณ์ (ศอส.)

 หรืออีกแนวหนึ่งอาจจะใช้โครงสร้าง กอ.รมน. โดยมีนายกรัฐมนตรี เป็น ผอ.กอ.รมน. แต่ ผอ.กอ.รมน. อาจมอบหมายให้รอง ผอ.กอ.รมน. โดยมี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ผู้บัญชาการทหารบก (ผบ.ทบ.) ปฏิบัติหน้าที่แทน

 หรืออาจจะใช้รูปแบบการประชุมร่วมกัน โดยมี รมว.กลาโหม เพื่อเข้าประชุมเฝ้าติดตามสถานการณ์ แต่การปฏิบัติงานอาจจะให้ พล.อ.ประยุทธ์ ในฐานะ รอง.ผอ.กอ.รมน. เป็นผู้ดำเนินการ

 ทั้งนี้ แผนดังกล่าวจะเน้นหลักเรื่องการเฝ้าระวัง การเตรียมการ และประสานงานกับตำรวจ โดยการใช้กฎหมายปกติจะกระชับขึ้น แต่ไม่ได้อยู่ในกรอบกฎหมายพิเศษ แต่อยู่ในกรอบของ "กฎหมายปกติ"
 "แผนดังกล่าวจะทำให้การทำงานของตำรวจกระชับ และมีเครือข่ายมากขื้น และมีเจ้าหน้าที่สนับสนุนตำรวจมากขึ้น โดยมีทหารเป็นผู้ช่วยเจ้าพนักงาน ร่วมกับอาสาสมัคร และเจ้าหน้าที่อื่น โดยมีฝ่ายนโยบาย หรือนายกฯ เป็นคนดูแลภาพรวมเชิงนโยบาย แต่จะมีการประเมินสถานการณ์ ส่วนการปฏิบัติจะมีกำลัง กอ.รมน. ที่สนธิกำลังจากทหาร ตำรวจ และพลเรือน"

 นายปณิธาน กล่าวว่า พ.ร.บ.ความมั่นคง จะไม่ครอบคลุมถึงการเชิญตัวบุคคลที่กระทำความผิดเหมือนกับ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน เนื่องจากหมวดที่หนึ่งเป็นเพียงการเฝ้าระวังติดตามสถานการณ์

 ทว่า ในหมวดที่สองสามารถทำได้ แต่หากจะควบคุมตัวก็แตกต่างจาก พ.ร.ก.ฉุกเฉิน เพราะ "ไม่มีอำนาจคุ้มครองเจ้าหน้าที่" เพียงแต่ประกาศควบคุมพื้นที่เหมือนกับพื้นที่ จ.สงขลา 4 อำเภอ คือ สะบ้าย้อย เทพา จะนะ และนาทวี

 ส่วนกรณีสถานการณ์ปะทุขึ้นอีกครั้ง จะมีการประกาศ พ.ร.บ.ความมั่นคง หมวดที่สอง เพื่อประกาศพื้นที่เข้าควบคุมดูแล ห้ามออกนอกเคหสถาน แต่ถ้าควบคุมไม่ได้ก็ต้องประกาศใช้ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน เช่นเดิม

 โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ย้ำว่า มาตรการที่ออกมาก็เพื่อทำให้ประเทศมีเสถียรภาพเพื่อนำไปสู่การ "เลือกตั้ง" ในปีหน้า โดยมีเงื่อนไข 3 อย่าง คือ 1.เศรษฐกิจที่ดี 2.การแก้ไขรัฐธรรมนูญ และ 3.การจัดระบบการดูแลความปลอดภัยในการชุมนุม
 
 หากเงื่อนไขพร้อม และอยู่ในภาวะที่ควบคุมได้ทั้งหมด การเลือกตั้งเพื่อ "คืนอำนาจ" ให้ประชาชน ก็จะเดินไปตามครรลองปกติเสียที

ทีมข่าวความมั่นคง