ข่าว

อภิสิทธิ์เปิดงานแสดงสินค้ากู้ศก.ที่เมืองทองธานี

อภิสิทธิ์เปิดงานแสดงสินค้ากู้ศก.ที่เมืองทองธานี

05 เม.ย. 2552

"อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ" นายกรัฐมนตรี เป็นประธานเปิดงานแสดงสินค้าไทยรวมพลังกู้เศรษฐกิจชาติที่เมืองทองธานี ขอให้คนไทยมีน้ำใจเป็นขวัญกำลังใจให้กันพลิกฟื้นเศรษฐกิจ เจ้าสัวชาตรีชี้ส่งออกกระทบหนัก-สินค้าเกษตรยังไหว

เมื่อเวลา 17.000 น.วันที่ 5 เม.ย. นายอภิสิทธิ์  เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ได้เป็นประธานเปิดงานแสดงสินค้าไทยรวมพลังกู้เศรษฐกิจชาติที่เมืองทองโดยมีประชาชนให้การต้อนรัยบและจะมือพร้อมให้กำลังต่อสู้ตลอดร่วมชมงานโดยนายกฯกล่าวว่า ตั้งแต่จัดงานไทยรวมพลังตั้งแต่วันที่ 3 เม.ย. ที่ผ่านมาถึงวันนี้มีประชาชนมาร่วมงานถึง 350,000 รายถือว่ามีจำนวนมากทั้งนี้หวังว่าการจัดงานจะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจ

ขณะนี้ทุกประเทศในโลกก็เกิดวิกฤติโดยรัฐบาลก็ไม่นิ่งเฉยรัฐบาลพยายามอกมาตรการต่าง ๆ มากระตุ้นเศรษฐกิจเช่นการจัดงานวันนี้ 4 กระทรวงได้ผนึกกำลังอย่างเหนียวแน่นในการจัดการไม่ใช่ต่างคนต่างทำ และขอขอบคุณประชาชนที่ให้กำลังใจ  ซึ่งก็ถือว่าเป็นลักษณะพิเศษของสังคมไทยที่ประชาชนมีน้ำใจให้กันและเราจะเป็นขวัญกำลังใจให้กันและกันในการพลิกฟื้นเศรษฐกิจ

เจ้าสัวชาตรีชี้ส่งออกกระทบหนัก-สินค้าเกษตรยังไหว

 นายชาตรี โสภณพนิช ประธานกรรมการ ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า การฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลกและเศรษฐกิจไทยคงจะต้องใช้เวลา 2-3 ปี ซึ่งเศรษฐกิจไทยนั้น ต้องพึ่งพาการส่งออกเป็นหลัก ทำให้ได้รับผลกระทบ เนื่องจากประเทศคู่ค้ามีปัญหาย่อมส่งผลกระทบต่อการส่งออกของไทยด้วย และอุตสาหกรรมที่น่าห่วงก็คือ ชิ้นส่วนรถยนต์ เครื่องใช้ไฟฟ้า และสิ่งทอ ส่วนภาคการส่งออกที่เป็นข้าวและการเกษตรนั้น ไม่ค่อยเป็นห่วงเท่าไหร่ แต่ที่น่าห่วงอีกอย่าง คือ ภาคโรงแรม เพราะอัตราการเข้าพักลดลง

 "ภาคการเงินไม่น่าเป็นห่วงอะไร เพราะฐานะทางการเงินของสถาบันการเงินไทยโดยรวมแล้วแข็งแกร่ง มีธนาคารแห่งประเทศไทย หรือ ธปท. ควบคุมอยู่ และที่สำคัญภาคการเงินของไทยก็มีประสบการณ์มาแล้วสมัยต้มยำกุ้งเมื่อ 10 ปีที่แล้ว ทำให้เวลาทำอะไรแล้วภาคการเงินไทยค่อนข้างระมัดระวัง" นายชาตรีกล่าว

 ด้านนายโฆสิต ปั้นเปี่ยมรัษฎ์ ประธานกรรมการบริหาร ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า อย่างเร็วที่สุดภาวะเศรษฐกิจจะถึงจุดต่ำสุดได้ในไตรมาส 4 ของปีนี้ แต่แนวโน้มของการฟื้นตัวจะมีเมื่อไหร่ยังไม่สามารถคาดการณ์ได้ เนื่องจากวิกฤติการณ์ครั้งนี้มีความรุนแรงมากเกิน โดยเฉพาะปัญหาที่เกิดขึ้นในขณะนี้ไม่ได้เกิดจากปัญหาภายในประเทศเหมือนปี 2540 ที่ไทยสร้างฟองสบู่ขึ้นมากเอง แต่ในปี 2551 ประเทศไทยโดนพายุกระหน่ำจากต่างประเทศ

 อย่างไรก็ตาม วิกฤติแต่ละยุคเป็นจุดเปลี่ยน แต่ในการเปลี่ยนจะต้องใช้เวลา ยิ่งแรงจริงยิ่งต้องใช้เวลา แต่ในวิกฤติคือโอกาส เมื่อมีวิกฤติต้องเปลี่ยนก็ต้องเปลี่ยนให้ถูกทางถึงจะประสบความสำเร็จ ทุกธุรกิจต้องเปลี่ยนในห้วงเวลาการเปลี่ยนแปลงมีความลำบาก ประชาชนก็เหมือนกัน คิดว่าในเศรษฐกิจจะมีคนดูแลให้ ก็ไม่ได้สนใจที่จะเปลี่ยนแปลงเอง แต่วันนี้อยู่มานานจนรู้ว่าความคิดนั้นมันไม่จริง

 "ในภาวะที่เศรษฐกิจดี จะนึกไม่ถึงว่ามีอะไรจะมาเปลี่ยนไปได้ มีความโลภประกอบด้วย เมื่อมองย้อนไปโลกเราก็เกิดแบบนี้ แม้จะไม่ได้มาทุกปี แต่เราย่ามใจเกินพอดีสุดท้ายต้องมาแก้ไข อยากให้บทเรียนนี้กับภาคธุรกิจและประชาชน” นายโฆสิตกล่าวและว่า แนวคิดเรื่องเศรษฐกิจพอเพียงเป็นแนวคิดที่ไม่ประมาท ถูกต้องและไม่มีอะไรมาแทนได้ เพราะในความเป็นจริงแล้ว ไม่มีใครจะมาแก้ปัญหาให้ใครได้ การโอ้อวดว่าไม่ต้องฟังใครฟังผมดีกว่า ฟังดูก็รู้อยู่ว่ามันไม่จริง ดังนั้น ต้องเตรียมรับความเสี่ยง เพราะทุกอย่างล้วนมีความเสี่ยง