
การเมืองเรื่องความลับ (ได้โปรดเถิด...วิกกี้)
แม้จะเคยได้ยินเรื่องราวเกี่ยวกับเว็บไซต์จอมแฉที่ชื่อว่า wilileak.com เป็นเวลานานแล้ว แต่ก็ไม่ค่อยจะคิดว่าน่าสนใจมากนัก เพราะคิดว่าเป็นเรื่องที่คงเกี่ยวข้องกับสหรัฐอเมริกาเป็นหลัก และประเทศเล็กๆ อย่างเราจะมีอะไรน่าสนใจหนักหนา
ปูพื้นฐานอีกสักนิดว่าเว็บไซต์ดังกล่าวนั้นเป็นเว็บไซต์ที่รวบรวมเอาเอกสารข้อมูลทางราชการจำนวนมากที่รั่วออกมาจากหลายวิธี และก็อยู่ได้ด้วยการรับเงินบริจาคจากทั่วโลก และที่เป็นที่ฮือฮามากก็เพราะเขาได้รับเอกสารชุดใหญ่ที่เป็นรายงานจากสถานทูตสหรัฐที่ประจำอยู่ทั่วโลกที่ส่งกลับไปที่วอชิงตัน ในช่วงหลายสิบปีที่ผ่านมา
ขณะนี้ตัวผู้ก่อตั้งก็ถูกคุมตัวอยู่ในอังกฤษ ด้วยข้อหาทารุณกรรมทางเพศ และสหรัฐเองก็พยายามจะเอาเขาไปดำเนินคดีในประเทศ รวมทั้งสถาบันการเงินจำนวนมากด้วยแรงกดดันจากรัฐบาลก็ระงับการทำธุรกรรมการเงินกับเว็บไซต์นี้ ไม่งั้นก็จะเสี่ยงกับการถูกกล่าวหาว่ามีส่วนสนับสนุนกิจกรรมของเว็บดังกล่าว
สำหรับเมืองไทยนั้น ตอนนี้เว็บดังกล่าวก็ถูกปิดกั้นไปแล้ว แต่กระนั้นเมื่อเว็บอยู่นอกประเทศ การปิดนั้นจึงทำได้แค่การปิดกั้นการเข้าถึง แต่กระนั้นก็ตามผู้เข้าชมก็หาทางเข้ากันไปจนได้ หรือสื่อบางแห่งก็นำเอาข้อมูลมาลง (อาทิหนังสือพิมพ์บางฉบับก็ลงในฉบับออนไลน์สักห้านาทีแล้วก็ถอนออก) โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อสัปดาห์ที่แล้วนั้นมีเอกสารสำคัญสองชิ้นที่เกี่ยวกับเมืองไทยที่ถูกเผยแพร่ โดยรูปแบบเอกสารก็คือรายงานของเอกอัครราชทูตสหรัฐ (คนที่แล้ว)ที่ รายงานกลับไปยังประเทศของเขาถึงสถานการณ์ในบ้านเราในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมานี้
สิ่งสำคัญที่ปรากฏในวิกิลีกส์ที่เกี่ยวข้องกับการเมืองไทยและในหนังสือพิมพ์ที่ได้รับข้อมูลจากวิกิลีกส์คงไม่ได้อยู่ที่ความจริงหรือข้อเท็จจริงทางการเมืองในแง่ที่ว่าใครอยู่เบื้องหลังเหตุการณ์อะไร แต่อยู่ที่ว่าใครให้ความเห็นอะไรกับเอกอัครราชทูตคนนี้บ้าง แต่ก็นั่นแหละครับ ในเมื่อเสรีภาพทางการแสดงความคิดเห็นทางการเมืองของไทยถูกปิดกั้น และตัวสื่อเองก็ปิดกั้นตัวเองอย่างจงใจภายใต้ความเชื่อว่าได้ทำใน "สิ่งที่ถูกต้อง" แล้ว ความเห็นของบุคคลสำคัญในเมืองไทยที่ไม่ได้มีการตีพิมพ์ในเมืองไทย แต่มีการพูดกับเจ้าหน้าที่ทูตเหล่านั้นก็คงจะสร้างความสั่นสะเทือนทางการเมืองได้อยู่
แต่ก็ต้องให้ความเป็นธรรมกับผู้ที่ให้ข้อมูลเช่นกัน เพราะเขาอาจจะพูดจริง หรือเขาถูกตีความไปมากกว่าที่เขาพูดก็ได้ ดังนั้นการเผยแพร่ข้อมูลในแบบนี้จึงไม่ค่อยให้ความเป็นธรรมกับผู้ให้ข้อมูลสักเท่าไหร่
ที่เขียนมาถึงเรื่องนี้ไม่ได้มีจุดมุ่งหมายจะชี้ชวนให้เชื่อข้อมูลในวิกิลีกส์ หรือกระตุ้นต่อมอยากรู้ให้ไปค้นหาข้อมูลเหล่านั้นมาอ่านให้ได้หรอกนะครับ เพียงแต่อยากจะให้ความเห็นว่า ด้วยลักษณะของการเมืองในแบบบ้านเรา ที่ข้อมูลกำหนดทุกอย่าง มากกว่ากรอบการศึกษา ดังนั้นใครเข้าถึงคนสำคัญทางการเมืองก็จะเชื่อว่าเข้าถึงความเป็นจริงทางการเมือง เราก็จะพบว่าบรรดาฝ่ายการเมืองของสถานทูตต่างประเทศในประเทศไทยก็จะให้ความสนใจแต่การเข้าพบบุคคลสำคัญ หรือขอมาคุยกับนักวิชาการ (ในแง่ของการมาขอทัศนะ) มากกว่าสนใจฝึกพูดภาษาประเทศนั้น หรือศึกษาอย่างจริงจังในเรื่องการเมือง เศรษฐกิจ สังคมของประเทศนั้นด้วยตัวเอง (อันนี้ไม่นับว่ายังมีคนจำนวนมากที่ยินดีไปถึงสถานทูตของประเทศเหล่านั้นเพื่อไปให้ทัศนะ)
ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศในแบบนี้ในทางหนึ่งจึงดูลึกซึ้ง แต่ความจริงกลับตอกย้ำมิติที่ว่าการเมืองเป็นเรื่องของชนชั้นนำเท่านั้น แทนที่จะเป็นเรื่องของความเข้าใจอย่างจริงจังในมิติในระดับโครงสร้างและความรู้สึกและการใช้ชีวิตของผู้คนในแต่ละประเทศ หรือการให้ความสนใจอย่างจริงจังกับการศึกษาค้นคว้าอย่างเป็นระบบของสถาบันการศึกษาของแต่ละประเทศ ทั้งประเทศต้นทางและปลายทางนั่นแหละครับ
ผมกลับคิดว่าถ้าข้อมูลที่รั่วไปเป็นข้อมูลที่มาจากทัศนคติของประชาชนในประเทศมากกว่าข้อมูลของผู้นำ ซึ่งก็เป็นเรื่องที่สื่อไทยทั้งทำได้และไม่กล้าทำเช่นกันนั้น บางทีผลสะเทือนก็อาจจะมีไม่น้อย และอาจมีในทิศทางที่แตกต่างไปอีกต่างหากด้วยครับ



