
เลิกพ.ร.ก.บอกได้เลยว่า...หนังยาว
หากไม่มีอะไรพลิกผันในการประชุม ครม.วันอังคารที่ 21 ธันวาคมนี้ ที่ประชุมคงจะมีมติยกเลิกการบังคับใช้พ.ร.ก.ฉุกเฉินในพื้นที่ กทม.และปริมณฑลทั้งหมด
นั่นก็คือ การใช้กฎหมายแรงที่สุดเพื่อให้มีผลทางการเมืองจะถูกยกเลิกไป
คำถามก็คือ แล้วจะเกิดอะไรขึ้นนับจากนี้ หากไม่มี พ.ร.ก.ฉุกเฉินแล้ว แดงจะเคลื่อนไหวอย่างไร แล้วรัฐบาลจะใช้กลไกอะไรไปรับมือ เพราะ พ.ร.บ.ความมั่นคง ที่ถือว่า "อ่อน" กว่า พ.ร.ก.ฉุกเฉินนั้น ย่อมไม่อยู่ในสายตาคนเสื้อแดงอยู่แล้ว
หน่วยงานด้านความมั่นคงประเมินว่า ทันทีที่ยกเลิก พ.ร.ก.ฉุกเฉิน ถึงแม้จะมี พ.ร.บ.ความมั่นคงมาแทน แต่เพราะเรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องที่อยู่นอกเหนือความคาดหมาย ถึงอย่างไรรัฐบาลก็ต้องมีการเลือกตั้ง และน่าจะหนีไม่พ้นศึกซักฟอก การชุมนุมของคนเสื้อแดงที่ได้จังหวะที่คดียุบพรรคประชาธิปัตย์รอดทั้ง 2 คดี ลุกฮือขึ้นมาอีกครั้ง
ทั้งที่ความจริง ขบวนการเสื้อแดงน่าจะค่อยๆ แห้งตายไปแล้ว
สิ่งที่จะเกิดขึ้นนับจากนี้ไปคือ การนัดหมายชุมนุมที่แกนนำเสื้อแดงประกาศเอาไว้แล้วคือ ทุกวันที่ 10 และ 19 ของเดือน
วิธีการก็จะเหมือนกับการชุมนุมเมื่อช่วงกลางปี นักการเมืองแต่ละจังหวัดเป็นผู้ระดมคนมาเคลื่อนไหว หากมาที่สี่แยกราชประสงค์ไม่ได้ก็ตั้งแวทีคู่ขนานในพื้นที่
เรื่องค่าใช้จ่ายไม่ต้องพูดถึง หลังจาก ทักษิณ ชินวัตร ให้คำมั่นในก่อนหน้านี้แล้วว่า เบิกได้
กำหนดนัดชุมนุมนี้จะค่อยเป็นไปจนถึงช่วงที่ศึกซักฟอกจะมีขึ้น ซึ่งคาดว่าราวเดือนมีนาคม การระดมคนก็จะเพิ่มจำนวนมากขึ้น
ขณะเดียวกัน โรงเรียน นปช.ที่เงียบหายไป ก็จะเริ่มฟื้นกลับมาจัดอบรมคนเสื้อแดงอีกครั้ง และครั้งนี้มีการเตรียมการถ่ายทอดสดทางโทรทัศน์ดาวเทียมเอาไว้แล้ว
นอกจากเคลื่อนไหวในประเทศแล้ว ในระดับสากลก็จะเกิดขึ้นไปพร้อมๆ กัน โดยผ่านบริษัทของ อัมสเตอร์ดัม ที่ปรึกษากฎหมายที่ทำเอารัฐบาลเซไปแล้ว เมื่อแผลงฤทธิ์ให้กรรมาธิการเฮลซิงกิ ของสหรัฐเชิญ ทักษิณ ไปคุย
ด้วยปฏิทินการเมืองที่รัฐบาลถูกตรึงเอาไว้ให้แก้ไขรัฐธรรมนูญ จึงจำเป็นต้องกัดฟันฝ่าด่านซักฟอก และการชุมนุมคนเสื้อแดง ทำให้การวิเคราะห์ผลจากการทุ่มแรงกดดันทั้งในและนอกประเทศว่า อาจจะทำให้เกิดผลลัพธ์ออกมา 2 ทาง
หนึ่ง หากแรงกดดันมาจนทำให้รัฐบาลไม่สามารถบริหารราชการแผ่นดินไปได้ และเกิดความวุ่นวายขึ้น ทหารก็อาจจะออกมายึดอำนาจเพื่อรักษาความสงบ ซึ่งตรงนั้น มวลชนคนเสื้อแดงก็จะเดินหน้าปะทะกับทหารในทันที
แต่หากไม่เป็นไปตามนั้น ก็จะเข้าสู่แผนถัดมา
อีกหนึ่งก็คือ เดินหน้าสู่การเลือกตั้ง ซึ่งมีการประเมินไว้แล้วว่า หลังพรรคประชาธิปัตย์รอดพ้นจากคดียุบพรรค กระแส "สองมาตรฐาน" จะยิ่งหนุนส่งให้เพื่อไทยชนะการเลือกตั้ง และมีความชอบธรรมในการจัดตั้งรัฐบาล
แต่หากมีเหตุให้ได้ชัยแล้วไม่ได้อำนาจบริหาร ในมุมของคนเสื้อแดงนั้น เชื่อมั่นว่า การลุกฮือของคนเสื้อแดงทั้งประเทศก็จะต้องเกิดขึ้นแน่นอน
อย่างไรก็ตาม เกมที่ค่อยๆ เลี้ยง ค่อยๆ นวด ไปในตอนนี้คือ การชุมนุมกดดัน เพื่อจะนำไปสู่ความไร้สามารถในการบริหาร แม้ว่าจะมีอำนาจทหารอยู่ในมือ
อาจจะมีคำถามว่า ทำไมต้อง สี่แยกราชประสงค์...คำตอบก็คือ ที่ผ่านมาชัดเจนแล้วว่า เป็นพื้นที่ที่ส่งผลกระทบต่อการบริหารประเทศได้มากที่สุด มีแรงกดดันมากที่สุด
ขณะเดียวกันมีการมองกันว่า ความสัมพันธ์ระหว่างรัฐบาลกับกองทัพนั้น ช่องว่างเริ่มถ่างออกจากกันมากขึ้นหลังรอดจากคดียุบพรรค
นั่นก็หมายความว่า หากรัฐบาลตัดสินใจเลิกบังคับใช้ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน ก็เท่ากับเข้าทางกองทัพ ที่อยากจะกลับกรมกอง เพื่อตั้งหลักอยู่แล้ว
เพราะความแรงของคำว่า "สองมาตรฐาน" นั้น มันอยู่นอกเหนือเงื่อนไขที่กองทัพจะยืน และนับวันภาพลักษณ์ก็จะถูกการเมืองกลืนจนกลายเป็นเนื้อเดียวกับการเมือง อันเป็นแนวทางที่ผิดวัตถุประสงค์ที่กองทัพก้าวเข้ามาตั้งแต่แรกก็เพื่อปกป้องชาติและราชบัลลังก์
ขณะเดียวกัน การฉวยจังหวะนี้ถอยฉากออกไป ก็เพื่อไปมองมุมสูงดูสถานการณ์ถ้าเกิดเหตุรุนแรง และบ้านเมืองไปไม่ไหวจริง ค่อยตัดสินใจเข้ามาก็ยังไม่สาย
เพราะเห็นขัดแล้วว่า เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นไม่ต่างจากสงครามตัวแทน รบไม่มีวันจบ เพราะผู้บงการอยู่ต่างประเทศและไม่สามารถจัดการอะไรได้
นอกจากนี้ รัฐบาลเองก็กำลังจะเผชิญกับศึกสองด้าน เพราะปลายเดือนมกราคมปีหน้า เสื้อเหลืองก็จะออกมาขับไล่ นี่ก็จะยิ่งทำให้สถานการณ์มีโอกาสพลิกผันออกได้ทุกประตู
เพราะเมื่อเป้าหมายคือรัฐบาลแล้ว เหลืองกับแดงอาจปรับเข้าหากันแล้วสลับเสื้อกันใส่ อย่างที่ใครต่อใครคิดกันเล่นๆ มันเป็นไปได้ทุกอย่าง
แต่สิ่งหนึ่ง ฝ่ายความมั่นคงมองเห็นก็คือ หนังยาวแน่ๆ !
การเมืองที่เต็มไปด้วยแผนซ้อนแผน และตัวละครมากมายขนาดนี้ บทสรุปที่จะมีขึ้นในวันนี้ พรุ่งนี้ เป็นเรื่องที่เร็วเกินไปที่จะพูดถึง
ศรุติ ศรุตา



