
เมืองแห่งการค้ามนุษย์
หลายวันก่อน พล.ต.ท.พงศ์พัฒน์ ฉายาพันธุ์ ผบช.ก.ไปมอบนโยบายให้ บก.ปคม. หรือที่เรียกกันติดปากว่า หน่วยปราบปรามการค้ามนุษย์ ซึ่งประเทศไทยจัดอยู่ในลำดับต้นๆ ของโลก
ประเด็นที่เน้นย้ำคือ งานด้านการป้องกัน
โดยหลักการการไล่ตามจับคนร้ายหลังจากก่อคดีแล้วไม่ได้ทำให้ปัญหาลดลงอย่างยั่งยืน ทั้งในแง่จิตวิทยาและสถิติคดี
การป้องกันนี่แหละคือ หัวใจของการทำงาน จะประสบความสำเร็จหรือไม่ขึ้นอยู่กับผู้บังคับหน่วยมีวิสัยทัศน์เพียงใด เข้าใจงานในหน้าที่มากน้อยแค่ไหน ประสบการณ์ การผ่านงานที่เข็มข้น เหล่านี้คือ สิ่งบ่งชี้ถึงความสำเร็จ
องค์กรตำรวจต้องรีบปรับตัว หานายตำรวจหัวสมัยใหม่มาทำงาน แนวคิดวิธีปฏิบัติที่เป็นสากลต้องถูกนำมาปรับใช้ให้สอดคล้องกับสถานการณ์อาชญากรรมในบ้านเรา
สิ่งที่ตำรวจขาดมาอย่างต่อเนื่องคือ การฝึกอบรม ที่ผ่านมาตำรวจถูกใช้ในหลายภารกิจโดยเฉพาะงานทางการเมือง ทำให้หลายปีที่ผ่านมา ตำรวจไม่ได้รับการปรับปรุง ติดอาวุธทางปัญญาเพื่อนำไปพัฒนางาน
จำได้ว่าในยุคที่ พล.ต.ท.โสภณ วาราชนนท์ เป็น ผบช.น. ตอนนั้นได้ริเริ่มโครงการอบรมนักสืบขึ้น โดยนำนายตำรวจรุ่นพี่ที่เชี่ยวชาญงานสืบสวนสอบสวน มาฝึกอบรมให้นายตำรวจรุ่นน้องระดับสารวัตร กับรองสารวัตร เพราะ พล.ต.ท.โสภณ เล็งเห็นว่า นายตำรวจที่อยู่ในสายนี้เริ่มหาได้ยากขึ้น
ผลของการฝึกอบรมครั้งนั้นก็ส่งผลให้เกิดนายตำรวจสายสืบสวนในยุคนี้และกำลังจะหมดไปอีก
นี่คือข้อดีของการฝึกอบรม การศึกษาเติมความรู้เป็นระยะ ตำรวจก็ได้แนวคิดใหม่ๆ ลบล้างความรู้สึก พฤติกรรมเดิมๆ ออกไป
นโยบายของ ผบช.ก.เน้นให้ตำรวจลงไปคลุกอยู่กับชุมชนสุ่มเสี่ยงเน้นปลูกจิตสำนึกเรื่องความรุนแรงทางเพศ สิทธิมนุษยชน โดยทำเป็นเครือข่ายให้ครบทุกชุมชน
ผลที่ได้รับคือ คนในชุมชนยืนอยู่ข้างตำรวจ มีความเป็นมิตร เมื่อชุมชนเข้มแข็งงานป้องกันก็ง่ายเข้าทั้งเรื่องยาเสพติด การมั่วสุมทางเพศ ก็ลดลง
ที่สำคัญ พล.ต.ท.พงศ์พัฒน์ เปิดโอกาสให้ตำรวจชั้นผู้น้อยเข้ามามีส่วนร่วมเพราะในทางปฏิบัติระดับชั้นผู้น้อย คือกลุ่มตำรวจที่เข้าถึงชุมชน ตัวบุคคลเป็นส่วนใหญ่
ปลายทางคือ การลบชื่อบ้านเราออกจากเมืองแห่งการค้ามนุษย์!!



