
ร้องปปช.สอบ4ตลก.เหตุไม่ยุบปชป.
ประธานชมรมกฎหมายภิวัฒน์ฯ ร้อง ป.ป.ช. ตรวจสอบ 4 ตุลาการ เหตุไม่ยุบ ปชป. ในคดีเงิน 29 ล้าน และ 258 ล้าน
(20ธ.ค.) ที่สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) นายพิชา วิจิตรศิลป์ ประธานชมรมกฎหมายภิวัฒน์แห่งประเทศไทย และเครือข่ายนักกฎหมาย เข้ายื่นคำร้องต่อคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ(ป.ป.ช.)จากกรณีที่ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยให้ยกคำร้องในคดียุบพรรคประชาธิปัตย์ จากคดีเงินบริจาค 258 ล้าน และคดีการใช้จ่ายเงินกองทุนเพื่อพัฒนาพรรคการเมือง 29 ล้านบาท เพื่อตรวจสอบตุลาการทั้ง 4 คน ซึ่งประกอบด้วย นายจรัญ ภักดีธนากุล นายนุรักษ์ มาประณีต นายสุพจน์ ไข่มุกด์ และนายจรูญ อินทรจาร
โดย นายพิชา กล่าวว่า เนื่องจากเห็นว่าตุลาการทั้ง 4 คน ได้วินิจฉัยยกคำร้องโดยให้เหตุผลที่ผิดพลาด ที่ตุลาการให้เหตุผลว่านายทะเบียนพรรคการเมือง ยังไม่ได้ทำความเห็นให้ยุบพรรคประชาธิปัตย์ เพื่อขอความเห็นชอบต่อคณะกรรมการการเลือกตั้ง(กกต.) จึงเป็นการข้ามขั้นตอน และอาจเข้าข่ายเป็นการใช้อำนาจหน้าที่โดยมิชอบ เพราะจากข้อเท็จจริงที่ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ เคยวินิจฉัยในคดียุบพรรคพลังเกษตรกร นายอภิชาต สุขัคคานนท์ ประธานกกต.ได้ทำความเห็นเพียงว่า”นำเข้าที่ประชุม กกต”และทำในฐานะประธานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ไม่ได้ทำในฐานะนายทะเบียนพรรคการเมือง ซึ่งศาลรัฐธรรมนูญ ก็ได้วินิจฉัยยุบพรรคพลังเกษตรกร โดยไม่ได้หยิบยกประเด็นเรื่องนายทะเบียนไม่ได้ทำความเห็นมาร่วมพิจารณา แต่เมื่อมีการพิจารณาคดียุบพรรคประชาธิปัตย์ นายอภิชาตได้ทำความเห็นทั้งในฐานะประธานกกต. และนายทะเบียนการพรรคการเมือง ที่เสนอให้กกต.พิจารณาว่าจะให้ยุบปชป.แต่ตุลาการทั้ง 4 คน กลับวินิจฉัยว่านายทะเบียนยังไม่ทำความเห็น ซึ่งเป็นการวินิจฉัยที่ตรงข้ามกับตอนยุบพรรคพลังเกษตรกร
“การใช้อำนาจตุลาการนั้น แม้จะมีหลักความเป็นอิสระของตุลาการแต่ก็ไม่ได้หมายความว่าจะตัดสินใจอย่างไรก็ได้ตามอำเภอ เพราะการปฏิบัติหน้าที่ต้องเป็นไปตามหลักนิติธรรม และถูกต้องชอบธรรม การใช้อำนาจของตุลาการคือการตัดสินคดีโดยไม่เลือกปฎิบัติ เพราะหากเลือกปฏิบัติ ก็จะเป็นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ อันเข้าข่ายความผิดตามประมวลกฏหมายอาญามาตรา157 ผมจึงมายื่นหนังสือให้ป.ป.ช.ไต่สวนและดำเนินคดีกับตุลาการทั้ง 4” นายพิชา กล่าว
ผู้สื่อข่าวถามว่า จะสามารถยื่นได้หรือไม่ เพราะเรื่องนี้เป็นความบกพร่องของนายทะเบียนพรรคการเมือง นายพิชา กล่าวว่า นายทะเบียนไม่ได้บกพร่อง ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญทั้งที่ 4 คนที่บกพร่อง เมื่อบกพร่องก็ถือว่าละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ ซึ่งรัฐธรรมนูญไม่ได้คุ้มครองในส่วนนี้ ตนจึงกล้ามายื่น
“ศาลรัฐธรรมนูญเป็นศาลพิเศษ ผิดจากยุติธรรม ซึ่งเป็นศาลสามัญและใช้ระบบไต่สวน และศาลรัฐธรรมนูญเป็นองค์กรอิสระ ต้องทำความโปร่งใสให้เกิดต่อสาธารณะชน เปรียบเหมือนกับการชกมวย ชกครบ 5 ยก 12 ยกไปแล้ว แล้วจะมาบอกว่าแพ้ฟาวล์ได้อย่างไร แล้วการวินิจฉัยคดีนั้น จะต้องวินิจฉัยให้ครบ รอบคอบทุกประเด็นตามข้อบังคับในคำวินิจฉัยและตามข้อกำหนดปี 2552 ในข้อที่ 50 ระบุไว้ชัดว่าตุลาการศาลรัฐธรรมนูญต้องวินิจฉัยในทุกประเด็นที่เป็นแก่นสาร ซึ่งการที่บอกว่าแพ้ฟาวล์นั้นเป็นเพียง “กระพี้” ไม่ใช่ “แก่น” ถือว่าไม่ได้วินิจฉัยได้สมบูรณ์แบบตามข้อบังคับ” นายพิชา กล่าว
ส่วนที่มีคำวินิจฉัยส่วนตัวของตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ มีการวินิจฉัยในข้อเท็จจริงด้วยนั้น นายพิชา กล่าวว่า มีเพียงบางส่วน แต่ยังไม่ได้วินิจฉัยในข้อที่ 5 ที่บอกว่า ตัดสิทธิ์กรรมการบริหารพรรค โดยเมื่อวินิจฉัยถึงข้อที่ 4 แล้วบอกว่าไม่จำเป็นต้องวินิจฉัยในข้อที่ 5 ซึ่งเท่ากับว่าเป็นการงดวินิจฉัยในข้อที่ 5 ซึ่งควรจะบอกว่าการวินิจฉัยครั้งนี้เกี่ยวพันกับประเด็นข้อที่ 1-4 และเมื่อมาถึงข้อที่ 5 ก็เป็นไปตามข้อที่ 1-4 ถือเป็นการครบองค์ประกอบ
“แต่ไม่ใช่จะมาบอกว่าไม่จำเป็นต้องวินิจฉัย ซึ่งถือว่าแตกต่างกัน มันน่าจะว่าอย่างนี้ แต่อยู่ๆ มาบอกว่าไม่จำเป็นต้องวินิจฉัย มันไม่ถูกตามความเห็นของผม เพราะแก่นไม่เอา เอากระพี้ได้อย่างไร ชกใต้เข็มขัดหรือ เหมือนนักมวยหรือ ผมว่ามันไม่ใช่” ประธานชมรมกฎหมายภิวัฒน์ กล่าว



