ข่าว

“ผบ.ทบ.”เยือนเขมรหลังรับตำแหน่ง

“ผบ.ทบ.”เยือนเขมรหลังรับตำแหน่ง

20 ธ.ค. 2553

“ผบ.ทบ.” ควงแม่ทัพ 1-2 เยือนเขมรหลังเข้ารับตำแหน่ง “ รับ ” ปรับกำลังทหารบริเวณปราสาทเขาพระวิหาร ลดการเผชิญหน้า

(20ธ.ค.) เวลา 08.30 น. พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ผู้บัญชาการทหารบก พร้อมด้วย พล.ท.อุดมเดช สีตบุตร แม่ทัพภาคที่ 1 พล.ท.ธวัชชัย สมุทรสาคร แม่ทัพภาคที่ 2 เดินทางเยือนประเทศกัมพูชาเพื่อกระชับความสัมพันธ์ภายหลังเข้ารับตำแหน่งใหม่ ทั้งนี้ทั้งสองประเทศก็รู้จักกันเป็นอย่างดี และในฐานะที่เป็นประเทศเพื่อนบ้าน และมีความสัมพันธ์ที่ดีต่อกัน และตามธรรมเนียมประเพณีของทหารเมื่อมีการเปลี่ยนผู้นำกองทัพก็จะต้องมีการแนะนำตัวอย่างเป็นทางการ และความสัมพันธ์ของทั้งสองประเทศปีนี้ครบรอบ 60 ปี ซึ่งในส่วนของทหารจะมีการแลกเปลี่ยนการศึกษาในโรงเรียนเสนาธิการทหารบกของไทย และมีการเปลี่ยนแปลงในด้านต่างๆ ตามแนวชายแดน ฉะนั้นความร่วมมือเดิมที่มีอยู่แล้วก็จะทำให้มากขึ้น รวมถึงการพูดคุยกับถึงปัญหาต่างๆ ที่เกิดขึ้น จะทำอย่างไรเพื่อให้เกิดความมั่นคงและยั่งยืน เพื่อให้ประชาชนของทั้งสองประเทศอยู่ด้วยความเป็นปกติสุข

 พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า ส่วนบริเวณปราสาทเขาพระวิหารที่มีปัญหาอยู่ โดยขณะนี้ยังไม่ได้มีการถอนกำลังทหารออก หรือ ถอยทหารออก เป็นเรื่องของการปรับกำลัง ซึ่งการปรับกำลังครั้งนี้ไม่ได้มีใครตกลงกัน เนื่องจากทุกอย่างจะต้องอยู่ในกรอบของรัฐบาล สิ่งที่ทำคืออยู่ในอำนาจของกองทัพบก และกองทัพภาคที่ 2 เพื่อปรับกำลังในพื้นที่ที่มีปัญหาให้ลดการเผชิญหน้า แต่บริเวณที่มีปัญหามากที่สุดคือบริเวณปราสาทเขาพระวิหารที่มีการเผชิญหน้ากัน และเป็นพื้นที่ที่จำกัด ด้วยการเอาทหารของทั้งสองประเทศไปอยู่ใกล้กันประมาณ 20-30 เมตร ซึ่งจะทำให้มีปัญหาเกรงว่าจะเกิดการกระทบกระทั่งกันเกิดขึ้น ซึ่งขณะนื้ทางกัมพูชาก็เริ่มมีการปรับกำลังเช่นกัน โดยที่ไม่ได้มีการมาบอกกับกองทัพไทย หรือ ทำสัญญาพูดคุยกับเรา แต่ในฐานะที่ดูแลกองทัพบก และ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ก็มีหน้าที่ในการดูแลในเรื่องการใช้แผนการใช้กำลัง จึงต้องมีการปรับกำลังให้เหมาะสม

 “เรื่องนี้ไม่ต้องเป็นห่วงทางกองทัพบก และกองทัพภาคที่ 2 พร้อมที่จะรักษาพื้นที่ไม่ว่าจะเป็นพื้นที่ใดก็ตาม ไม่ต้องเป็นห่วงว่าพื้นที่ดังกล่าวจะไม่มีทหารอยู่ แต่ยังคงมีทหารของทั้งสองฝ่ายดูแลรักษาอธิปไตยอยู่ เพียงแต่ขยับออกไปในพื้นที่ แต่ขณะเดียวกันก็จะกำลังทหารของทั้งสองฝ่ายเฝ้าระวังอยู่ในพื้นที่ที่ขยับฐานออกจากกันเพื่อให้เกิดความมั่นใจได้ว่าไม่มีใครละเมิดข้อตกลงต่างๆ ที่มีอยู่เดิม ทั้งนี้ทางกัมพูชาเข้าใจดีในเรื่องนี้ ที่ผ่านมา รมว.กลาโหม และ รมว.ต่างประเทศ ก็ได้มีการพูดคุยกับทางกัมพูชา และในฐานะที่ผมเป็นผู้บังคับหน่วยในการใช้กำลังก็จะไปพูดคุยกับทางกัมพูชาอีกครั้ง ซึ่งผมคิดว่าไม่น่าจะมีปัญหา เพียงแต่จะทำอย่างไรเราจะอยู่ร่วมกันได้ในฐานะที่เป็นเพื่อนบ้านที่มีความใกล้ชิดกันมีชายแดนติดต่อกันยาวไกล หากอยู่ร่วมกันไม่ได้ก็จะมีปัญหา ประเทศไทยติดต่อกับประเทศเพื่อนบ้าน 3-4 ประเทศ ดังนั้นต้องแสวงหาหนทางว่าจะทำอย่างไรให้อยู่ร่วมกันอย่างสันติ และยั่งยืน ประชาชนมีความปลอดภัย และมีผลประโยชน์ร่วมกัน ” พล.อ.ประยุทธ์ กล่าว