ข่าว

สภามะกันเลิกห้ามทหารเกย์เผยตัวปิดฉากนโยบาย"ไม่ถาม ไม่บอก"

สภามะกันเลิกห้ามทหารเกย์เผยตัวปิดฉากนโยบาย"ไม่ถาม ไม่บอก"

20 ธ.ค. 2553

วอชิงตัน-สภาคองเกรสสหรัฐไฟเขียวชาวเกย์รับราชการทหารโดยไม่ต้องปกปิดรสนิยมทางเพศอีกต่อไป นับเป็นชัยชนะครั้งใหญ่ของ "บารัก โอบามา" เตรียมลงนามเป็นกฎหมายสัปดาห์นี้ แต่คาดปฏิบัติได้จริงอีกหนึ่งปี

 สำนักข่าวต่างประเทศรายงานเมื่อวันอาทิตย์ (19 ธ.ค.) ว่า วุฒิสภาสหรัฐได้ลงมติผ่านร่างกฎหมายยกเลิกนโยบาย "ไม่ถาม ไม่บอก" ที่ทำให้ทหารชาวเกย์ต้องปกปิดรสนิยมทางเพศของตนเองมานาน 17 ปี มิเช่นนั้นจะถูกปลด

 การผ่านร่างกฎหมายฉบับนี้ เท่ากับว่าประธานาธิบดีบารัก โอบามา ได้ทำตามสัญญาที่ให้ไว้สมัยหาเสียงเลือกตั้งเมื่อปี 2551

 เป็นที่คาดว่า ประธานาธิบดีโอบามาจะลงนามรับรองเป็นกฎหมายในสัปดาห์นี้ แต่กฎหมายได้ให้เวลากระทรวงกลาโหม 60 วัน สำหรับการให้ความรู้ความเข้าใจแก่กำลังพล และเตรียมการต่างๆ ให้ช่วงเปลี่ยนผ่านดำเนินไปอย่างราบรื่น โดยเฉพาะจะต้องไม่กระทบต่อศักยภาพการสู้รบของกองทัพ

 นายโรเบิร์ต กิบส์ รัฐมนตรีกลาโหมสหรัฐ ซึ่งเป็นผู้ผลักดันให้เกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งนี้ จึงเตือนทหารเกย์ทั้งชายและหญิงว่า นโยบาย "ไม่ถาม ไม่บอก" จะยังมีผลบังคับใช้ต่อไปอีกระยะจนกว่าจะออกกฎระเบียบใหม่มารองรับเรียบร้อยแล้ว ทั้งนี้ คาดว่าอาจต้องใช้เวลานานนับปี จึงจะสามารถปฏิบัติใช้นโยบายใหม่ได้จริง

 ประธานาธิบดีโอบามาออกแถลงการณ์หลังทราบข่าวว่า ถึงเวลาแล้วที่ประเทศต้องตระหนักว่า การเสียสละเพื่อชาติจะต้องไม่ถูกกำหนดด้วยเรื่องรสนิยมทางเพศ

 วุฒิสภามีมติรับรองร่างกฎหมายนี้ด้วยคะแนน 65 ต่อ 31 เสียง หลังจากที่สภาผู้แทนราษฎรรับรองด้วยคะแนน 250-175 เสียง เมื่อวันพุธที่แล้ว โดยพรรคเดโมแครต ซึ่งยังกุมเสียงข้างมากในสภาคองเกรสอยู่ในปัจจุบัน ต้องการเร่งผ่านร่างกฎหมายนี้ก่อนสภาชุดใหม่ ภายใต้การนำของพรรครีพับลิกัน ที่ไม่เห็นด้วยกับการยกเลิกนโยบายดังกล่าว จะเริ่มทำงานในเดือนมกราคม ปีหน้า 

 การยกเลิกนโยบาย "ไม่ถาม ไม่บอก" เท่ากับว่าเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์สหรัฐ ที่กองทัพยอมรับทหารรักร่วมเพศอย่างเปิดเผย

 ขณะที่ อังกฤษ อิสราเอล และอีกหลายประเทศ อนุญาตให้กำลังพลรับราชการโดยไม่ต้องปกปิดรสนิยมทางเพศ แต่สหรัฐมีนโยบายเมื่อปี 2536 ที่อนุญาตให้ชาวเกย์เป็นทหารได้ ตราบใดที่ไม่มีการเปิดเผยตัวตน และผลจากนโยบายนี้ทำให้ทหารถูกปลดมากกว่า 13,500 นาย และทำให้พวกรักร่วมเพศในกองทัพต้องปกปิดรสนิยมทางเพศอย่างเข้มงวด

 จากการสำรวจของกระทรวงกลาโหมสหรัฐ พบว่า ทหารจำนวน 2 ใน 3 ไม่คิดว่าการเปลี่ยนแปลงจะมีผลกระทบต่อกองทัพมากนัก แต่ในหน่วยที่เกี่ยวข้องกับการสู้รบโดยตรง เสียงส่วนใหญ่มองว่าการยกเลิกนโยบายนี้จะส่งผลกระทบมาก