ข่าว

รายการ“เชื่อมั่นประเทศไทยกับนายกฯอภิสิทธิ์”วันนี้

รายการ“เชื่อมั่นประเทศไทยกับนายกฯอภิสิทธิ์”วันนี้

05 เม.ย. 2552

วันนี้ (5 เม.ย.) เวลา 09.00 น. นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี กล่าวกับพี่น้องประชาชนในรายการ “เชื่อมั่นประเทศไทยกับนายกฯ อภิสิทธิ์” เป็นครั้งที่ 12 ณ สถานีวิจัยเกษตรหลวงอ่างขาง อำเภอฝาง จังหวัดเชียงใหม่ ข้อมูลจากเว็บไซต์ทำเนียบรัฐบาล ดังนี้

ช่วงที่ 1

สวัสดีครับพี่น้องประชาชนที่เคารพรักทุกท่านครับ  วันนี้ผมมาพบกับพี่น้องประชาชนจากสถานีวิจัยเกษตรหลวงอ่างขาง หรือโครงการหลวงที่อ่างขาง อำเภอฝาง จังหวัดเชียงใหม่  ซึ่งประเดี๋ยวในช่วงที่ได้คุยกับพิธีกรรับเชิญคงจะได้มาสนทนากันว่ามาทำอะไรกันที่นี่  และได้มีการปฏิบัติภารกิจในเรื่องใด อย่างไรบ้าง  ตั้งแต่เมื่อวานนี้เป็นต้นมา 

รัฐบาลรักษาสิทธิเหนือดินแดนอธิปไตยอย่างเต็มที่  

แต่ในช่วงแรกนั้นผมขอที่จะคุยกับพี่น้องประชาชนใน 2 เรื่องหลักครับ  เรื่องแรกคงจะต้องขอแสดงความเสียใจกับครอบครัวของทหารที่ได้เสียชีวิตและได้รับบาดเจ็บจากเหตุการณ์ที่เกิดการปะทะกันที่ชายแดนไทย-กัมพูชา  ผมเรียนว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องที่ผมเชื่อว่าพี่น้องประชาชนมีความห่วงใย  และให้ความสำคัญเป็นอย่างยิ่ง  รัฐบาลก็เช่นเดียวกันครับ  อยากจะเรียนอย่างนี้ว่าปัญหาในเรื่องของชายแดนไทย-กัมพูชานั้น เป็นปัญหาที่ยืดเยื้อมาพอสมควร  เพราะว่ามีบริเวณหลายบริเวณที่มีความเห็นไม่ตรงกันในเรื่องของเขตแดน โดยเฉพาะอย่างยิ่งคือว่าในส่วนของประเทศไทยเรานั้น ถือตามสนธิสัญญาว่าเขตแดนนั้นคือเป็นไปตามสันปันน้ำ  ยกเว้นในกรณีของตัวปราสาทพระวิหารและที่ตั้งของปราสาทพระวิหาร  ซึ่งเราก็ให้ความเคารพต่อการตัดสินของศาลโลก  ขณะเดียวกันฝ่ายกัมพูชาก็ถือแผนที่อยู่ฉบับหนึ่ง   ซึ่งทางฝ่ายกัมพูชาอ้างว่าเป็นแผนที่ที่จัดทำขึ้นตามสนธิสัญญา  แต่เป็นแผนที่ที่ประเทศไทยก็ไม่ได้ยอมรับ  และศาลโลกก็ไม่เคยตัดสินว่าแผนที่ฉบับนั้นเป็นแผนที่ที่ถูกต้องหรือไม่  เพราะฉะนั้น จะมีพื้นที่ที่ต่างฝ่ายต่างอ้างสิทธิ์อยู่บริเวณที่อยู่ใกล้เคียงกับปราสาทพระวิหาร  ก็เป็นปัญหาที่ยืดเยื้อมาเป็นเวลาหลายสิบปี  แต่ที่รุนแรงขึ้นเมื่อปีที่แล้ว  คงปฏิเสธไม่ได้ล่ะครับว่าเป็นเพราะว่าทางกัมพูชาเองได้ไปขึ้นทะเบียนปราสาทพระวิหารเป็นมรดกโลก และในการขึ้นทะเบียนนั้นพยายามที่จะให้ฝ่ายไทยรับรองในเรื่องของการที่จะให้เขาไปดำเนินการ  ซึ่งมีการแนบแผนที่ที่เป็นปัญหาเข้าไปด้วย  จากนั้นมาจึงมีการส่งกำลังเข้าไป   ซึ่งจะตรึงกำลังกันอยู่  ความจริงก็แทบจะเรียกว่าปะปนกันอยู่เกือบตลอดเวลา   

เหตุในสัปดาห์ที่ผ่านมาก็เกิดขึ้นก็คือว่าทหารไทยนั้นได้ไปเหยียบกับระเบิด  ซึ่งทำให้ทางฝ่ายกัมพูชาอ้างว่าทหารไทยเข้าไปในเขตแดนของเขา  ในขณะที่เราก็ถือว่าการเข้าไปอยู่ในบริเวณดังกล่าวก็เป็นพื้นที่ของเรา  ทำให้เกิดเหตุการณ์การปะทะกันขึ้นมา  อยากจะเรียนอย่างนี้ครับว่า ในส่วนของรัฐบาลได้มีการพูดคุยกันตั้งแต่ระดับผู้นำ คือผมกับท่านนายกรัฐมนตรีฮุนเซนก็เคยได้พูดคุยกันว่า ที่จริงแล้วปัญหาตรงนี้เราต้องการที่จะให้กระบวนการการเจรจา  โดยเฉพาะการมีกลไกอยู่แล้วที่เป็นกรรมการร่วมในเรื่องของเขตแดน ชายแดน ที่จะจัดทำหลักเขตแดนต่าง ๆ ตามข้อตกลงซึ่งทำเอาไว้เมื่อปี 2543  ทำงานกันไป  และจนถึงขณะนี้ก็ยังยืนยันเช่นนั้นอยู่  ผมเรียนว่าปัญหาการปะทะกันซึ่งมีความเข้าใจผิดหรืออะไรที่เกิดขึ้น บัดนี้ได้มีการคลี่คลายไป  ทางท่านรัฐมนนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม (พลเอก ประวิตร วงษ์สุวรรณ)  ท่านรองนายกรัฐมนตรีสุเทพ  เทือกสุบรรณ ก็ดี  ได้มีการประสานงานกับทางฝ่ายกัมพูชาอยู่ตลอดเวลา  และเชื่อว่าขณะนี้เหตุการณ์น่าจะคลี่คลายไปได้  อย่างไรก็ตามครับก็เป็นเรื่องที่น่าเสียใจที่เราเกิดความสูญเสียขึ้น  ซึ่งเมื่อวานนี้ทั้งท่านรองนายกฯสุเทพ กับท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมได้ไปร่วมในงานศพ และได้เยี่ยมเยียนพี่น้องประชาชน รวมทั้งกองกำลังในพื้นที่ด้วย   

อยากจะบอกกับพี่น้องประชาชนนะครับว่า รัฐบาลจะเร่งให้สถานการณ์กลับเข้าสู่ภาวะปกติคลี่คลายไป  และกลับไปสู่กระบวนการของการเจรจาโดยเร็วที่สุด  ขณะเดียวกันแน่นอนครับ สิทธิเหนือดินแดนอธิปไตยของเรา  รัฐบาลก็รักษาอย่างเต็มที่  อย่างไรก็ตาม  ก็ขอให้พี่น้องประชาชนได้ส่งกำลังใจไปยังกองกำลัง ไปยังเจ้าหน้าที่ของเรา ไม่ว่าจะเป็นทหาร  ตำรวจ  หรือพี่น้องประชาชนในบริเวณนั้น  ซึ่งผมเชื่อว่าพี่น้องประชาชนคนไทยทั้งประเทศก็อยากจะส่งกำลังใจไปให้พี่น้องประชาชนที่นั่น  รวมทั้งทหาร และเจ้าหน้าที่ของเรา  รัฐบาลก็จะดูแลเรื่องนี้อย่างดีที่สุด  แล้วอย่างน้อยที่สุดครับในสัปดาห์หน้าในช่วงที่มีการประชุมอาเซียนบวก 3  อาเซียนบวก 6  คงจะสามารถที่จะยกเรื่องนี้ขึ้นมาพูดคุยเพื่อที่จะคลี่คลายปัญหาไปได้  เพราะว่าขณะนี้ในแง่ของการประสานงานกันระดับของฝ่ายการเมือง ดูจะเป็นไปในทิศทางที่ดีขึ้น 

เดินทางไปร่วมประชุม G 20 ในฐานะประธานอาเซียน

เรื่องที่ 2 ที่คงจะต้องพูดคุยกับพี่น้องประชาชนในช่วงแรกนี้คงหนีไม่พ้นภารกิจในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา  ที่ผมเดินทางไปที่ประเทศอังกฤษ  ไปที่กรุงลอนดอน  เพื่อที่จะเข้าร่วมประชุม  ซึ่งเดิมเป็นการประชุมที่เขาเรียกว่า G 20 คงจะเท้าความอย่างนี้ครับว่า  ผู้นำของกลุ่มประเทศ G 20 คือ 20 ประเทศที่มีขนาดเศรษฐกิจใหญ่ที่สุดในโลก รวมกันแล้วประมาณร้อยละ 80 กว่า ๆ คือถ้าคิดเป็นรายได้ของโลก ใน 20 ประเทศนี้มีรายได้มากถึง 80-90 เปอร์เซ็นต์ของรายได้ของคนในโลกทั้งหมด  เขาประชุมกันครั้งแรกเมื่อปีที่แล้ว  เมื่อมีวิกฤตทางการเงินเกิดขึ้น  แล้วมีความตั้งใจว่าถ้า 20 ประเทศนี้มาประชุมเพื่อหาทางออก คงสามารถที่จะทำให้เศรษฐกิจโลกฟื้นตัวขึ้นมาได้เร็วขึ้น  และสะสางปัญหาต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นในระบบธนาคาร ระบบการเงินของเขา  แต่ว่ามาปีนี้ครับก็ชัดเจนก็คือว่า ปัญหาวิกฤตทางการเงินในเศรษฐกิจหลัก ๆ ได้ลุกลามมาเป็นวิกฤตของเศรษฐกิจทั่วโลก  ประเทศซึ่งไม่เคยมีปัญหาในเรื่องของระบบธนาคาร ระบบการเงินเลยในช่วงนี้  ก็กลับต้องเผชิญกับภาวะของเศรษฐกิจที่หดตัวอย่างรุนแรง และประเทศไทยก็ไม่ใช่ข้อยกเว้น  บังเอิญว่าในช่วงที่ผมไปประชุมที่ดาวอส  ก็มีกลุ่มประเทศหลายประเทศที่เป็นประเทศกำลังพัฒนา ประเทศในภูมิภาคต่าง ๆ รวมทั้งตัวผมเองด้วยได้สะท้อนให้เห็นว่าขณะนี้ปัญหาลุกลามมาแล้ว  ในที่สุดท่านนายกรัฐมนตรีของอังกฤษได้รับปากว่าการประชุม G 20 ครั้งต่อไป  ซึ่งมีขึ้นในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา  จะเชิญตัวแทนของกลุ่มประเทศในภูมิภาค หรือประเทศกำลังพัฒนาต่าง ๆ ไปด้วย  ได้ทำหนังสือเชิญผมในฐานะประธานของอาเซียนไปร่วมประชุม  

ก็เรียนครับว่าตลอดระยะเวลาประมาณวันครึ่งซึ่งได้มีการประชุมกันนั้น  บรรยากาศเป็นไปด้วยดี ที่จริง      ตอนแรกมีความเป็นห่วงเป็นใยกันมากว่า ผู้นำของประเทศถึง 20 ประเทศบวกกับภูมิภาคต่าง ๆ บวกกับผู้นำขององค์กรระหว่างประเทศต่าง ๆ จะตกลงอะไรกันได้มากน้อยแค่ไหน  โดยเฉพาะก่อนการประชุมมีการแสดงทัศนะต่าง ๆ ของผู้นำ ซึ่งอาจจะดูว่าจะมีความแตกแยก หรือมีความไม่ลงรอยกันหรือไม่ว่าจะแก้ไขปัญหาวิกฤตเศรษฐกิจอย่างไร   แต่ในที่สุดแล้วผลการประชุมออกมา  ได้บ่งบอกถึงความเป็นเอกภาพและการมองปัญหาที่ตรงกันของผู้นำทั่วโลกก็ว่าได้  สิ่งสำคัญคือว่าเป็นผลดีกับเศรษฐกิจไทย กับประเทศไทยและคนไทยของเรา  ที่พูดอย่างนั้นก็เพราะอย่างนี้ครับ  อยากะจะอธิบายอีกครั้งว่า  เศรษฐกิจไทยโดยตัวของเราเอง ไม่ได้มีปัญหาพื้นฐานอะไร  ระบบการเงินของเรา  ระบบธนาคารของเรา  ไม่ได้เหมือนกับประเทศใหญ่ ๆ นะครับ  ซึ่งมีข่าวในช่วงที่ผ่านมาว่าธนาคารล้ม หรือว่าไม่สามารถที่จะทำงานต่อได้  ไม่มีเลยนะครับของเรา  แต่สิ่งที่เกิดขึ้นคือว่าพอเศรษฐกิจเหล่านั้นมีปัญหา  ธนาคารเขาล้ม หรือรัฐบาลต้องทุ่มเงินมากมายมหาศาลเข้าไป  และเกิดผลกระทบต่อความเชื่อมั่นเกิดผลกระทบต่อรายได้ของคนในประเทศเหล่านั้น  ทำให้เราส่งออกสินค้าได้น้อยลง  การค้าโลกก็หดลงมาก  เพราะมีปัญหาในเรื่องสินเชื่อบ้าง  มีปัญหาว่าคนก็ไม่มั่นใจบ้าง  และรวมไปถึงการท่องเที่ยวด้วย  เศรษฐกิจของเราที่มีปัญหาทั้งหมดนี้ขณะนี้มาจากตรงนั้น 

ที่ประชุม G 20  บรรลุข้อตกลงร่วมกัน 5 ข้อ

ทีนี้เป้าหมายสำคัญที่ผมไปประชุมครั้งนี้คือ เพื่อสะท้อนเสียงว่าประเทศต่าง ๆ ซึ่งอาจจะเรียกได้ว่าเป็นจุดเริ่มต้นของปัญหา  ถ้ายังคิดว่าปัญหานี่เป็นเพียงเรื่องของปัญหาระบบการเงินของเขา  แล้วไม่คำนึงถึงผลกระทบที่กำลังเกิดขึ้นกับการค้าโลก  กับเศรษฐกิจในภูมิภาคต่าง ๆ  จะทำให้เศรษฐกิจโลกถลำลึกลงไป ในการถดถอยและจะส่งผลอย่างรุนแรง  คนจะตกงานมากมาย  ก็เป็นที่น่ายินดีครับว่า ถ้าใครดูผลการประชุมในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา  แล้วเทียบกับผลการประชุมเมื่อปีที่แล้วที่วอชิงตัน  จะต่างกันมาก  จุดเน้นปีที่แล้วยังเป็นเรื่องของระบบการเงินต่าง ๆ  แต่จุดเน้นของการประชุมครั้งนี้คือ หมุนกลับมาในการดูแลทุกประเทศทั่วโลก  โดยเฉพาะประเทศที่กำลังพัฒนา  ประเทศที่ยากจน  หมุนกลับมาในความห่วงใยว่าประชาชนที่ได้รับผลกระทบโดยเฉพาะคนที่ตกงานต้องได้รับการดูแลก่อน  เพราะฉะนั้น 5 ข้อที่เขาสรุปออกมาล้วนแล้วแต่เป็นผลดีกับเศรษฐกิจไทย กับประชาชนคนไทยทั้งสิ้น

ข้อแรกเลยที่เขาตกลงกันคือว่า การทุ่มเทในเรื่องของการกระตุ้นเศรษฐกิจทั่วโลกต้องทำอย่างจริงจัง  ในแง่ของนโยบายการคลัง  มีการประมาณการกันนะครับว่าทั่วโลกรวมกันแล้ว  5 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ  ถ้าเป็นเงินบาทต้องคูณเข้าไปอีก 30 กว่าบาท  ถือว่าเป็นเงินมหาศาลครับ  ไม่เคยมีการทุ่มเทกระตุ้นเศรษฐกิจโลก ครั้งไหนยุคไหนที่ใช้เงินมากมายมหาศาลเท่านี้  เป้าหมายคือว่าจากการทุ่มเทตรงนี้จะทำให้เศรษฐกิจโลกขยายตัวเพิ่มขึ้น  ถ้าเทียบกับไม่ทำอะไรเลยถึง 4 เปอร์เซ็นต์   

ช่วงที่ 2

นายกรัฐมนตรีกล่าวต่อว่า ขณะนี้รัฐบาลเตรียมการอยู่ ในเรื่องของผลไม้และพืชต่าง ๆ อยากจะเรียนอย่างนี้ว่า รัฐบาลโดยเฉพาะกระทรวงพาณิชย์จะใช้ระบบซึ่งจัดทำบัญชีไว้เลยครับ เดือนไหนฤดูกาลไหนต้องจับตาพืชผลตัวไหนเป็นพิเศษเตรียมการอะไรเอาไว้ ก็คาดว่าในการประชุมคณะรัฐมนตรีในสัปดาห์หน้า เรื่องของการอนุมัติเงินล่วงหน้าสำหรับกรณีที่มีความจำเป็นที่จะต้องเข้าไปแทรกแซง จะทำ เพราะว่าเรื่องผลไม้หรือพืชบางตัว ถ้าออกมาแล้วยังไม่แทรกแซง ไปแทรกแซงทีหลังนี้เกษตรกรไม่ได้ประโยชน์ เพราะฉะนั้นกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ก็กำลังเตรียม ในเรื่องที่จะขอเงินงบประมาณในการอนุมัติไว้ เตรียมไว้ล่วงหน้า อันนั้นก็ส่วนหนึ่ง ส่วนเรื่องลำไยก็คงจะต้องบอกอย่างนี้ครับว่า ปัญหานี้ยืดเยื้อเรื้อรังมาหลายปี จากปัญหาการแทรกแซง จากปัญหาการทุจริต ยาวนานมาก เพราะฉะนั้นตอนนี้ก็ต้องบอกว่าตรงนี้ยังเป็นปัญหาอยู่ เพราะว่าของเก่าที่อยู่นี้เป็นตัวที่เป็นอุปสรรคต่อการที่จะทำให้พี่น้องเกษตรกร ได้ราคาดี เพราะฉะนั้นขณะนี้กำลังพิจารณา ผมคิดว่าในที่สุดคงหลีกเลี่ยงการทำลายของเก่าไม่ได้ คงต้องทำลายไป ไม่อย่างนั้นเราตัดวงจรไม่หมดเสียที อันนี้ก็เป็นเรื่องที่ทางหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะกระทรวงเกษตรฯ กำลังมีการเตรียมการอยู่ เพราะฉะนั้นเรียกว่ามา ก็กลับจากลอนดอนก็ขึ้นมานี่ ก็คิดว่าได้มาสัมผัสกับสิ่งดี ๆ ที่มีอยู่ในบ้านเมืองของเรา ที่องค์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวได้ทรงริเริ่ม ได้ทรงงานไว้ และทรงทุ่มเทมาเป็นระยะเวลา 40 ปี และพูดง่าย ๆ นะครับ ผลิดอกออกผลจริง ๆ เป็นรูปธรรม และได้มาพบปะกับพี่น้องประชาชน ที่อยู่เรียกว่าเกือบจะไกลที่สุดแล้วจากกรุงเทพฯ ด้วย

ผู้ดำเนินรายการ ค่ะ ได้รับทราบปัญหาและนำกลับไปทำงานต่อด้วยนะคะ ทีนี้กับความห่วงใยของประชาชนถึงสถานการณ์บ้านเมืองในขณะนี้ ท่านนายกฯ มีอะไรอยากจะทำความเข้าใจหรือว่าอยากจะบอกกับพี่น้องประชาชนที่ติดตามข่าวสารการเมืองอยู่ในขณะนี้ค่ะ

นายกรัฐมนตรี ผมทราบดีนะครับว่าพี่น้องประชาชนจำนวนไม่น้อยเลยที่ห่วงใยมากกับสถานการณ์ทางการเมือง จริง ๆ แล้วตอนที่ผมจะต้องเดินทางไปอังกฤษ หลายคนก็เริ่มกังวลว่าไปได้หรือเปล่า สถานการณ์บ้านเมืองเป็นอย่างนี้ ผมก็เรียนอย่างนี้ครับว่า 1. ที่ต้องไปเพราะว่าอย่างที่ได้เล่าให้ฟังในช่วงแรก อันนั้นคือประโยชน์โดยตรงของประเทศไทย เพราะปัญหาของเศรษฐกิจไทยขณะนี้ ถ้าไปถามพี่น้องประชาชนขณะนี้ว่าปัญหาอะไรที่ห่วงใยที่สุด ปัญหาเศรษฐกิจ กลัวตกงาน กลัวผลกระทบจากวิกฤตเศรษฐกิจ ที่ไปนี้ก็เพราะว่าตรงนั้นคือต้นตอของปัญหา ที่เราต้องไปสะท้อนเสียง ที่เราต้องให้เขายอมรับ และที่ผมพึงพอใจก็คือว่าได้รับการตอบสนอง ส่วนสถานการณ์ที่นี่ผมเรียนอย่างนี้ว่า 3 เดือนกว่า ๆ ที่ผ่านมา พี่น้องประชาชนคงจะได้เห็นว่า ในแง่ของการที่มีประชาชนที่เห็นต่างจากรัฐบาล รัฐบาลยอมรับการใช้สิทธิเสรีภาพมาโดยตลอด นั่นหมายความว่ามีการชุมนุมเรียกร้องอะไร ก็ขอให้มีการชุมนุมอยู่ในขอบเขตของกฎหมาย ในขอบเขตของรัฐธรรมนูญ รัฐบาลจะไม่เข้าไปเผชิญหน้าขัดแย้ง และทำให้เหตุการณ์ลุกลามบานปลายไป ซึ่งก็ต้องบอกว่าที่ผ่านมาถามว่าทำได้ 100 เปอร์เซ็นต์ไหม คงไม่ 100 นะครับ คือมีบางช่วงก็อาจจะเป็นอารมณ์ของเหตุการณ์หรือผู้ชุมนุม ก็มีการขว้างปาสิ่งของอะไรต่าง ๆ บ้าง ก็ต้องดำเนินคดี แต่ผมคิดว่าทุกคนยอมรับว่านั่นเป็นสิ่งจำเป็นที่จะต้องทำ แต่หลักของผมนอกจากว่าการอยู่ในกรอบของกฎหมายแล้วก็คือว่า งานของรัฐบาลต้องไม่สะดุด

ความจริงนี้ด้วยเหตุบังเอิญนะครับ ผมเองไม่มีกำหนดการที่จะต้องเข้าไปที่ทำเนียบรัฐบาลในช่วงที่ผ่านมา แต่ว่าขณะนี้รัฐบาลก็ใช้วิธีที่เราคิดว่าน่าจะดีที่สุด ก็คือให้ศาล ไปร้องศาล คือข้าราชการที่ต้องเข้าไปทำงานในทำเนียบรัฐบาลก็ไปร้องต่อศาล ให้ศาลมีคำสั่งในการที่จะเปิดทางให้เข้าไปทำงานได้ตามปกติอย่างสะดวก ซึ่งศาลก็มีคำสั่งแล้ว มีการไปปิดหมายแล้ว ขั้นตอนต่อไปก็คือรอให้กรมบังคับคดีเข้าไปดำเนินการ ผมก็คิดว่าทางผู้ชุมนุม ในเมื่อท่านเองก็ได้ยืนยันว่าท่านเคลื่อนไหวและเคารพกฎหมายมาโดยตลอด ท่านยังชุมนุมได้ในพื้นที่ซึ่งอยู่รอบ ๆ แต่ว่าขอให้พวกเราเข้าไปทำงานตามปกติเท่านั้นเอง ความจริงนี้การจะเปิดทางเข้าไปก็สามารถใช้มาตรการอื่นได้ แต่รัฐบาลก็บอกว่าใช้มาตรการของศาลดีกว่า จะได้เป็นที่ยอมรับของทุกฝ่าย อันนี้ก็คือการบริหารจัดการที่ผ่านมา แต่ว่าในการชุมนุม ที่ผ่านมาก็ต้องยอมรับว่ามีการพูดจาปราศรัย ซึ่งมีผลกระทบกับความมั่นคง อันนี้ก็ขอเรียนว่ารัฐบาลไม่เพิกเฉย รวบรวมหลักฐานต่าง ๆ และก็ต้องมีการดำเนินคดี แต่การทำงานของรัฐบาล รัฐบาลก็จะเป็นแบบอย่างว่า รัฐบาลเองก็ต้องอยู่ภายใต้กฎหมาย

 คือต้องพูดตรง ๆ นะครับ ขณะนี้พอสังคมมีความคิดเห็นแตกต่าง บางคนบอก ถ้าพูดจากันกระทบกระเทือนความมั่นคงอย่างนี้ ทำไมไม่เข้าไปจับกุม หรือตัดขาดสัญญาณอะไรต่าง ๆ ซึ่งผมบอกว่าทั้งหมดนี้รัฐบาลเองต้องอยู่ภายใต้กฎหมาย ถ้ารัฐบาลอยู่เหนือกฎหมายเสียเอง นั่นคือที่มาของปัญหา บ้านเมืองวุ่นวายมา 3 - 4 ปีนี้เพราะมีการทำตัวเหนือกฎหมายกัน เพราะฉะนั้นขณะนี้เราก็ยืนยันว่าจะบังคับใช้กฎหมายอย่างเคร่งครัด ทีนี้ข้อเรียกร้องของพี่น้องประชาชนที่มาชุมนุมจำนวนมากนี้ ขณะนี้คือพูดถึงเรื่องประชาธิปไตย ผมก็บอกว่าจริง ๆ ผมก็อยากจะมีโอกาสอธิบายเหมือนกัน ที่จริงไปอังกฤษก็มีโอกาสอธิบาย เพราะว่าอย่างนี้ครับ เขาไปจับผมไปออกรายการ BBC ไม่ทราบว่าเคยดูหรือเปล่านะครับ ที่เขาชื่อว่า Hard Talk บอกรายการนี้คือโหดที่สุด จับคนไปนั่งแล้วก็ หลายคนลุกออกกลางรายการเลย เพราะว่าเขาจะเอาพิธีกรมาซักให้ยากที่สุด ก็ได้พูดคุยเรื่องการเมืองไทย ผมก็บอกว่าประชาธิปไตยไทยขณะนี้ ถามในส่วนรัฐบาลก่อน รัฐบาลนี้ก็มาถามวิถีทางของรัฐสภา ก็คือว่าปีที่แล้วเกิดเหตุการณ์เกิดวิกฤตขึ้น เกิดคำตัดสินของศาล ซึ่งเป็นไปตามกฎหมายตามรัฐธรรมนูญ ในที่สุดก็ต้องมีการเลือกนายกรัฐมนตรีใหม่ เสียงข้างมากของสภาฯ โดยการลงคะแนนซึ่งเปิดเผย และเป็นอิสระตามรัฐธรรมนูญ ได้ตัดสินใจเลือกให้ผมมาทำหน้าที่ตรงนี้ ถามว่ามันแปลกไหม ผมคิดว่าในแง่ของการเมืองก็ไม่แปลก เพราะว่าผมคิดว่าคนก็มองว่าคงต้องรอให้มีการเปลี่ยนแปลงบ้าง เพราะบ้านเมืองเดินไม่ได้แล้วในขณะนั้น และการที่พรรคอันดับ 2 จะเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาล หลายประเทศก็ทำกัน ไม่ได้เป็นเรื่องแปลกโดยเฉพาะถ้ามีความคิดที่จะมีการเปลี่ยนแปลง ก็เข้ามาแล้วนี้ถามว่าผมอยู่ตลอดไปไหม ไม่ใช่ มีวาระอยู่ แล้วก็ในระบบรัฐสภานี้ก็อาจจะพ้นไปก่อนวาระก็ได้

เพียงแต่ว่าวันที่ผมมารับงานตรงนี้ ผมมองว่าเรามีภารกิจบางอย่างที่ต้องเร่งทำสะสาง 1. ก็คือเรื่องเศรษฐกิจ คือเรื่องเศรษฐกิจถ้าหากว่าเราไม่มีแผน ไม่มีรัฐบาลที่มาวางแนวทางอะไรต่าง ๆ เลย ผมเชื่อว่าป่านนี้เศรษฐกิจจะฟุบลงไปเลย หนักกว่านี้เยอะครับ คนจะตกงานมากกว่านี้ มาตรการต่าง ๆ ที่เราต้องเร่งทำเร็ว ๆ อย่างที่เรียกว่าไม่เคยเห็นมาก่อน และทุ่มเทลงไปนี้ก็เพื่อแก้อันนี้ 2. ประเทศไทยเสียชื่อเสียงมากก่อนหน้านี้ เพราะว่านอกจากปัญหาต่าง ๆ ที่เกิดขึ้น เป็นภาพความรุนแรงอะไรต่าง ๆ แล้วก็ปรากฏว่าเราเป็นประธานอาเซียน แต่ไม่สามารถจัดการประชุม อันนี้เสียหายต่อประเทศชาติมาก เราก็มาทำตรงนี้ วันนี้ผมบอกว่าเขาก็เรียกร้องหลายอย่าง ซึ่งเรียกร้องว่าให้ยุบสภาฯ เลือกตั้ง ผมก็บอกว่าถึงเวลาที่เหมาะสมสิ่งเหล่านี้เกิดขึ้นได้ แต่วันนี้เราต้องการเสถียรภาพ ที่สำคัญผมอยากจะบอกอย่างนี้ การเลือกตั้งไม่ต้องห่วงหรอกครับ ผมเป็นนักการเมืองที่มาจากการเลือกตั้งมาถึงปีนี้ก็ 17 - 18 ปี ไม่ได้เป็นปัญหาเลยครับ แต่ผมต้องการการเลือกตั้งที่สงบ ถ้ามีการเลือกตั้งแล้วมีความรุนแรงขึ้น นั่นอันตรายมากสำหรับระบอบประชาธิปไตยของไทย ถ้ามีการเลือกตั้งแล้วเราไม่เปิดโอกาสให้คนมีเสรีภาพในการไปหาเสียง จะเป็นภาพที่เลวร้ายมากสำหรับประเทศไทย เพราะฉะนั้นเราต้องการความสงบระยะหนึ่ง ก่อนที่เราจะคิดในเรื่องของการที่จะกลับไปสู่กระบวนการตรงนั้น เพราะว่าเราต้องการให้กระบวนการตรงนั้นนำไปสู่เสถียรภาพ ไม่ใช่การไปซ้ำเติมภาพว่าระบอบประชาธิปไตยของเรามีปัญหา เลือกตั้งแล้วมีความรุนแรง เลือกตั้งแล้วตีกัน เลือกตั้งแล้วปรากฏว่าคนไปหาเสียงไม่ได้ ถ้าอย่างนั้นเสียหายมาก เพราะฉะนั้นช่วงนี้เป็นช่วงที่ต้องมีเสถียรภาพระยะหนึ่ง ขณะเดียวกันถามว่าผมพอใจไหมกับรัฐธรรมนูญ