
ระนองค้านเก็บเงินแรงงานโอดเป็นการสร้างภาระนายจ้าง
ระนอง- 4 องค์กรเอกชนระนองยื่นหนังสือผ่านผู้ว่าราชการจังหวัด คัดค้านเก็บเงินเข้ากองทุนแรงงานต่างด้าวของกระทรวงแรงงาน ชี้การออกกฎระเบียบจะเป็นแรงผลักดันให้ผู้ประกอบการหันไปใช้แรงงานนอกระบบแทน
นายนิตย์ อุ่ยเต็กเค่ง ประธานหอการค้าจังหวัดระนอง เปิดเผยว่า 4 องค์กรเอกชน จ.ระนองประกอบด้วยหอการค้าจังหวัดระนอง สภาอุตสาหกรรมจังหวัดระนอง สมาคมประมงจังหวัดระนอง และสมาคมธุรกิจการท่องเที่ยวจังหวัดระนอง ได้ยื่นหนังสือผ่านผู้ว่าราชการจังหวัดระนองเพื่อส่งต่อไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เรื่องชะลอการเก็บเงินเข้ากองทุนแรงงานต่างด้าวและขอออกกฎกระทรวงเพื่อคุ้มครองสิทธินายจ้าง
โดนก่อนหน้านี้องค์กรเอกชน จ.ระนอง ได้ยื่นหนังสือผ่าน พ.ท.กมล ประจวบเหมาะ ประธานคณะกรรมาธิการศึกษา ติดตามตรวจสอบการดำเนินการตามนโยบายและมาตรการในการแก้ไขปัญหาผู้หลบหนีเข้าเมืองโดยมิชอบด้วยกฎหมาย ระหว่างการเดินทางลงพื้นที่ จ.ระนอง เพื่อรับทราบข้อเท็จจริงในพื้นที่ ทั้งนี้ตามที่กระทรวงแรงงานได้ออกกฎกระทรวงกำหนดงานและจำนวนเงินที่ลูกจ้างจะต้องนำส่งเข้ากองทุนเพื่อส่งแรงงานต่างด้าวกลับออกไปนอกราชอาณาจักร โดยมีผลบังคับใช้ในวันที่ 27 ธันวาคมนี้ และเริ่มเก็บเงินงวดแรกในวันที่ 1-17 มกราคม 2554
แบ่งการจัดเก็บเป็นระยะเวลา 6 เดือน แบ่งเป็นสัญชาติพม่า ลาว เดือนละ 400 บาท รวมทั้งสิ้น 2,400 บาท สัญชาติกัมพูชาเดือนละ 350 บาท รวมทั้งสิ้น 2,100 บาท และหากสถานประกอบการนำส่งเงินเข้ากองทุนไม่ครบ 6 เดือน นายจ้างต้องเสียเงินเพิ่มในอัตราร้อยละ 2 ต่อเดือน ของเงินค่าจ้างที่ไม่ได้นำส่งหรือนำส่งไม่ครบ
นายนิตย์ กล่าวว่า กฎกระทรวงที่กำหนดนั้นไม่มีความเป็นธรรมในการจัดเก็บเนื่องจาก จ.ระนองเป็นจังหวัดชายแดน แต่กลับถูกจัดเก็บเท่ากับจังหวัดที่มีภูมิลำเนาห่างไกลจากประเทศเพื่อนบ้าน อีกทั้งยังเป็นภาระอย่างมากทั้งต่อแรงงานต่างด้าวและนายจ้างที่ต้องสำรองค่าใช้จ่ายในการต่อทะเบียนบัตรแรงงาน ค่าพิสูจน์สัญชาติ ค่าส่งเงินเข้ากองทุนเพื่อส่งกลับ ค่าบัตรประกันสุขภาพ และเงินประกันสังคม ที่กำลังจะจัดเก็บในเร็วๆ นี้
หากพิจารณาแล้วการที่ผู้ประกอบการจำเป็นต้องใช้แรงงานต่างด้าวเพราะแรงงานขาดแคลน หากกระทรวงแรงงานเก็บค่าใช้จ่ายในการใช้แรงงานต่างด้าวมากเท่าที่กำหนดมา ณ ขณะนี้แล้วองค์กรภาคเอกชนจังหวัดระนอง คาดว่าต่อไปจะมีผู้ใช้แรงงานต่างด้าวในระบบน้อยลง และหันไปใช้แรงงานต่างด้าวนอกระบบมากขึ้น ซึ่งในที่สุดนโยบายต่างๆ ที่ออกมา จะไม่เป็นไปตามวัตถุประสงค์ "รัฐควรที่จะชะลอการจัดเก็บเงินเข้ากองทุนเพื่อส่งแรงงานต่างด้าวกลับออกไปนอกราชอาณาจักรก่อน อย่างน้อยเป็นระยะเวลา 9 เดือน และเห็นใจผู้ประกอบการที่ใช้แรงงานต่างด้าวถูกกฎหมายโดยขอให้มีการออกกฎกระทรวงเพิ่มเติมเพื่อปกป้องคุ้มครองสิทธินายจ้าง ที่ใช้แรงงานถูกต้องตามกฎหมาย และหากนายจ้างจำเป็นต้องสำรองจ่ายเงินให้ลูกจ้างเพื่อทำบัตร หรือฝึกอบรมแรงงานต่างด้าวเพื่อให้มีทักษะความสามารถในการทำงาน นายจ้างสามารถร่างสัญญาให้แรงงานต่างด้าวจะต้องทำงานกับนายจ้างเดิมเป็นระยะเวลาอย่างน้อย 1 ปี ทั้งนี้เพื่อป้องกันไม่ให้ลูกจ้างมีการเคลื่อนย้ายสถานที่ทำงานและที่อยู่อาศัย ซึ่งเป็นปัญหาเช่นในปัจจุบัน" นายนิตย์ กล่าว



