ข่าว

 หลากสินค้าจ่อขึ้นราคารัฐกุมขมับเร่งหาช่องสกัด

หลากสินค้าจ่อขึ้นราคารัฐกุมขมับเร่งหาช่องสกัด

20 ธ.ค. 2553

แนวโน้มการปรับตัวสูงขึ้นของราคาสินค้าเป็นอีกแรงกดดันหนึ่งต่อรัฐบาลในขณะนี้ หลังจากราคาน้ำมันเริ่มขยับขึ้น จนราคาดีเซลพุ่งเกินพิกัดที่นายกรัฐมตรีขีดเส้นไว้ว่าจะดูแลไม่ให้เกินลิตรละ 30 บาท ประกอบกับต้นทุนของสินค้าบางอย่างเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะสินค้าเกษตร การขึ

 นายกฯถกคุมราคาสินค้า 20 ธ.ค.

 ประเด็นราคาน้ำมันดีเซลดูจะเป็นเรื่องเร่งด่วนที่สุด เพราะผู้ค้าน้ำมันต่างปรับขึ้นราคาจนพุ่งเกินลิตรละ 30 บาทกันแล้ว ส่งผลให้ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี แสดงความเป็นห่วงว่าอาจจะเป็นข้ออ้างของการปรับขึ้นราคาสินค้าจนมีผลกระทบต่อค่าครองชีพของประชาชน ในที่สุดรัฐบาลยอมดึงเงินจากกองทุนน้ำมัน 5,000 ล้านบาทมาอุดหนุนเพื่อตรึงราคาดีเซลไม่ให้เกินกำหนด

 ขณะเดียวกันอัตราค่าแรงใหม่ และการขึ้นเงินเดือนข้าราชการ ส.ว. และส.ส. ก็จะเป็นอีกสาเหตุที่ผู้ประกอบการใช้เป็นข้ออ้างในด้านต้นทุนที่จะต้องเพิ่มขึ้น เพื่อขอปรับราคาสินค้า ซึ่งนายกรัฐมนตรี ระบุว่า จะหารือกับกระทรวงพาณิชย์ว่าเรื่องดังกล่าวมีผลกระทบอย่างไรบ้าง โดยในการคำนวณว่าเมื่อค่าแรงขึ้น จะส่งผลต่อต้นทุนสินค้าขึ้นเท่าไรนั้น พบว่าสัดส่วนมีน้อยมาก

 "ฉะนั้น หากใครนำปัจจัยเรื่องนี้มาบอกว่าจำเป็นจะต้องขึ้นราคาสินค้า คงต้องพิจารณาว่าต้นทุนจริงๆ แล้วปรับขึ้นไปเท่าไร คงจะไม่มีการปล่อยให้ค่าครองชีพสูงขึ้นเท่ากับ หรือมากไปกว่าการปรับขึ้นค่าแรง เพราะถือว่าไม่สมเหตุสมผล โดยในการประชุม ครม.เศรษฐกิจ วันจันทร์ที่ 20 ธันวาคมนี้ จะนำเรื่องราคาสินค้าเข้าหารือในที่ประชุม ซึ่งการที่กระทรวงพาณิชย์ยังไม่สามารถควบคุมได้เต็มที่นั้น ก็เป็นสิ่งที่จะต้องปรับปรุงด้วย" นายอภิสิทธิ์ กล่าว

 ด้าน "พรทิวา นาคาศัย" รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ กล่าวก่อนหน้านี้ว่า กระทรวงพาณิชย์ได้รายงานผลการศึกษาผลกระทบราคาสินค้า กรณีการขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำให้ที่ประชุมครม. เมื่อวันที่ 14 ธันวาคมรับทราบ เพื่อใช้เป็นส่วนหนึ่งในการตัดสินใจของครม. โดยแบ่งการศึกษาออกเป็น 3 กลุ่มคือ กลุ่มสินค้าเกษตร สินค้าอุปโภคบริโภค และเครื่องใช้ทั่วไป เบื้องต้นพบว่า หากมีการปรับขึ้นค่าแรงตามอัตรา 8-17 บาทนั้น จะมีผลกระทบต่อกลุ่มเครื่องใช้ทั่วไป เช่น ชุดนักเรียน เนื่องจากเป็นอุตสาหกรรมที่ใช้แรงงานจำนวนมาก ส่วนกลุ่มสินค้าเกษตรที่จะมีต้นทุนเพิ่มขึ้น เช่น กรณีการสีข้าวเปลือก

 อย่างไรก็ตาม รมว.พาณิชย์ ยืนยันว่า ผู้ประกอบการและผู้ผลิตสินค้าอุปโภคบริโภครายการสำคัญๆ กว่า 90% ยินดีให้ความร่วมมือกับกระทรวงพาณิชย์ในการที่จะขอให้ตรึงราคาสินค้าออกไปอีก 3 เดือน หรือจนถึงสิ้นเดือนมีนาคม 2554 ซึ่งสินค้าส่วนใหญ่จะอยู่ในกลุ่มสินค้าอุปโภค ยาสระผม สบู่ ผงซักฟอก ยาสีฟัน อาหารกระป๋อง วัสดุก่อสร้าง เวชภัณฑ์ ยาปราบศัตรูพืช เครื่องแบบชุดนักเรียน รวมถึง เนื้อหมูและเนื้อไก่ ทั้งนี้ เนื่องจากผู้ประกอบการยังสามารถบริหารต้นทุนได้แม้จะมีการขึ้นค่าแรงขึ้นต่ำ และราคาวัตถุดิบสำคัญปรับตัวเพิ่มขึ้นตามทิศทางตลาดโลกก็ตาม

 "จะมีสินค้าเพียง 10% เท่านั้น ที่ต้องการขอปรับราคาขึ้น ซึ่งเรื่องนี้กระทรวงพาณิชย์จะพิจารณาอย่างรอบคอบเป็นรายสินค้าถึงความเหมาะสม และไม่ห่วงว่าผู้ผลิตจะไม่เห็นด้วย หากสินค้าบางรายการจะต้องขอความร่วมมือตรึงราคาไว้ก่อน เพราะจากการประเมินภาพรวมเศรษฐกิจไตรมาส 1 ปีหน้า เชื่อว่ากำลังซื้อประชาชนจะยังไม่สูงมากนัก หากผู้ประกอบการขึ้นราคาสินค้าก็อาจจะเสียส่วนแบ่งตลาดได้" พรทิวา กล่าว

 พาณิชย์ประเมินต้นทุนสินค้า

 รมว.พาณิชย์กล่าวด้วยว่า ขณะนี้กำลังให้กรมการค้าภายในประเมินต้นทุนหลักๆ จากการปรับเพิ่มทั้งค่าแรงงาน ผลกระทบจากราคาน้ำมัน ต้นทุนสินค้าแต่ละรายการ เมื่อทราบภาพรวมสถานการณ์ราคาสินค้าอย่างละเอียดแล้ว จะเรียกประชุมใหญ่ผู้ผลิตสินค้าทั้งหมดในสัปดาห์นี้ โดยประเด็นหลักๆ คือชี้แจงถึงความจำเป็นในการดูแลค่าครองชีพของประชาชนและความจำเป็นด้านการตลาดของผู้ค้าเอง

 ส่วน "วัชรี วิมุกตายน" อธิบดีกรมการค้าภายใน กล่าวว่า ภายในสัปดาห์นี้ กรมจะเชิญกลุ่มผู้ผลิตสินค้าอุปโภคบริโภค รวมถึงภาคอุตสาหกรรมที่ใช้แรงงาน เช่น สิ่งทอ มาประเมินถึงสถานการณ์และรับฟังปัญหา หลังรัฐบาลมีมติขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำ ซึ่งจะมีผลตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2554 เป็นต้นไป เบื้องต้นคาดว่าจะมีผลกระทบต่อต้นทุนการผลิตสินค้า ประกอบกับแนวโน้มราคาสินค้าเกษตรปรับสูงขึ้น จึงจำเป็นต้องเรียกหารือเพื่อประเมินสถานการณ์ต้นทุนใหม่

 "การประชุมครั้งนี้ จะมี รมว.พาณิชย์ เป็นประธาน ซึ่งจะเปิดรับฟังปัญหาและพิจารณาต้นทุนที่แท้จริงของผู้ประกอบการ และอุตสาหกรรมที่ไม่สามารถแบกรับภาระต้นทุนต่อไปได้ หลังจากกระทรวงพาณิชย์ได้ขอความร่วมมือกับผู้ผลิตให้ตรึงราคาสินค้ามาตลอดปี 2553 แต่การปรับขึ้นราคาคงไม่ใช่ทั้งหมด เนื่องจากยังมีการแข่งขันด้านตลาด ที่ทำให้ผู้ประกอบหลายรายยังไม่ปรับขึ้นราคาสินค้าในทันที หรือยังสามารถแบกรับภาระตรึงราคาไว้ก่อนได้" นางวัชรีกล่าวและว่า

 กลุ่มที่คาดการณ์ว่าจะปรับขึ้นในปีหน้า เช่น ปุ๋ยเคมี ยาปราบศัตรูพืช น้ำมันปาล์ม และราคาสินค้าเกษตร ซึ่งกรมการค้าภายในจะพิจารณาให้ความเป็นธรรมกับทุกฝ่าย

 พร้อมกันนี้ กรมจะตั้งคณะทำงานชุดต่างๆ ภายหลังเอกชนบางกลุ่มไม่สามารถแบกภาระต้นทุนและขอปรับราคาสินค้าเข้ามา ซึ่งจะพิจารณาในการปรับราคาสินค้าให้เป็นไปตามต้นทุนที่แท้จริง เพื่อไม่ให้ประชาชนเดือนร้อน

 นำเข้าแก้น้ำมันปาล์มขาด
 สำหรับกรณีของราคาน้ำมันปาล์มขวด ซึ่งผู้ผลิตได้ยื่นขอปรับราคาอีกขวดละ 10 บาท เนื่องจากน้ำมันปาล์มดิบในประเทศตึงตัว ราคาปาล์มดิบในตลาดโลกสูงขึ้น ส่งผลให้ต้นทุนเพิ่มสูงขึ้นนั้น ล่าสุดกระทรวงพาณิชย์ยังไม่มีการอนุญาตให้ปรับขึ้นราคาตามที่เสนอมาแต่อย่างใด โดยนางพรทิวา กล่าวถึงเรื่องนี้ด้วยว่า กระทรวงพาณิชย์มีแนวคิดจะนำน้ำมันปาล์มเข้าบัญชีสินค้าควบคุม เพื่อให้มีการแจ้งสต็อกและการขนย้าย เพื่อป้องกันปัญหาการกักตุน จากปัจจุบันมีเพียงการควบคุมราคาเพดานไว้ที่ขวดละ 38 บาท

 นอกจากนี้ จะเสนอให้คณะกรรมการนโยบายน้ำมันปาล์มแห่งชาติ ที่มีนายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรี เป็นประธาน พิจารณาให้องค์การคลังสินค้า (อคส.) นำเข้าน้ำมันปาล์มดิบจากต่างประเทศ ประมาณ 3-5 หมื่นตันโดยเร็วที่สุด ซึ่งคาดว่าจะไม่เกินเดือนกุมภาพันธ์นี้ หลังจากพบว่าสต็อกน้ำมันปาล์มหายไปจากตลาดประมาณ 5 หมื่นตัน

 ขณะที่ วิวรรณ บุณยประทีปรัตน์ เลขาธิการปาล์มน้ำมันและน้ำมันปาล์มแห่งประเทศไทย กล่าวว่า ไม่ขัดข้องหากรัฐบาลจะนำเข้าน้ำมันปาล์มดิบจากต่างประเทศ หากการนำเข้าจะเป็นวิธีการเดียวที่แก้ไขปัญหาราคาตึงตัวได้ แต่เป็นที่น่าสังเกตว่าในช่วง 2 เดือนที่ผ่านมา มีการใช้ปาล์มน้ำมันไม่ถึง 1 แสนตัน จากสต็อกที่ค้างอยู่ 2 แสนตัน ดังนั้นปาล์มที่หายไปน่าจะนำไปใช้เป็นน้ำมันปาล์มบรรจุขวด หรือปี๊บที่อยู่ในมือของยี่ปั๊ว ซาปั๊ว ซึ่งกระทรวงพาณิชย์ไม่มีการเช็คสต็อกในส่วนนี้ เพราะไม่มีกฎหมายบังคับ

 ส่วนการที่กระทรวงไม่ปรับราคาน้ำมันปาล์มขวด จะส่งผลให้โรงกลั่นในประเทศไม่กล้านำเข้าน้ำมันปาล์มดิบ ซึ่งจะแก้ปัญหาที่มีอยู่ไม่ได้ ส่วนการนำเข้าควรกำหนดปริมาณและระยะเวลาให้ชัดเจน เพื่อไม่ให้กระทบต่อผลผลิตปาล์มในประเทศที่จะออกสู่ตลาดในช่วงเดือนกุมภาพันธ์-มีนาคมของทุกปี