ข่าว

กก.ปฏิรูปสื่อถกนัดสุดท้าย21ธ.ค.นี้

กก.ปฏิรูปสื่อถกนัดสุดท้าย21ธ.ค.นี้

19 ธ.ค. 2553

"สปร."ระดมความคิดเห็นสื่อมวลชน “ จุดประกายการปฏิรูปโดยพลังการสื่อสาร โดยมี ศ.นพ.ประเวศ วะสี ประธานคณะกรรมการสมัชชาปฏิรูป (คสป.) ปาฐกถา หัวข้อ “ ข้อเสนอประชาชนปฏิรูปประเทศไทย ”

(19ธ.ค.) นายมานิจ สุขสมจิตร ประธานคณะกรรมการสื่อสารเพื่อการปฏิรูป(สปร.) ให้สัมภาษณ์ในรายการช่วยกันคิดทิศทางข่าว ทางเอ็ฟเอ็ม 100.5 อสมท. ถึงความคืบหน้าในการปฏิรูปสื่อว่า จะมีการประชุมกันอีกครั้งในวันที่ 21 ธันวาคมนี้ ซึ่งจะเป็นการประชุมครั้งสุดท้าย ก่อนที่จะส่งข้อสรุปให้กับรัฐบาลดำเนินการต่อไป

"สปร."ระดมความคิดเห็นสื่อมวลชน"

  ที่โรงแรมมิราเคิล แกรนด์ กรุงเทพฯ "สปร.ได้ระดมความคิดเห็นสื่อมวลชน เพื่อจุดประกายการปฏิรูปโดยพลังการสื่อสาร โดยมี ศ.นพ.ประเวศ วะสี ประธานคณะกรรมการสมัชชาปฏิรูป (คสป.) ปาฐกถา หัวข้อ “ ข้อเสนอประชาชนปฏิรูปประเทศไทย ” ความว่า ประชาชนส่วนใหญ่ของประเทศขาดความเป็นธรรม ทั้งเรื่องการจัดสรรทรัพยากร การเข้าถึงกระบวนการยุติธรรม ฯลฯ ทำให้ต้องมีการปฏิรูปการบริหารจัดการประเทศเสียใหม่ โดยเน้นการพัฒนาจากฐานล่างให้มีความแข็งแกร่ง ปรับบทบาทจากการเอากรมเป็นตัวตั้ง เป็นเอาพื้นที่เป็นตัวตั้ง หรือที่เรียกว่า “ เทศาภิวัฒน์ ” รวมทั้งสร้างการมีส่วนร่วมให้กับประชาชนในการปฏิรูปประเทศ

   “การปฏิรูปประเทศเป็นเรื่องยาก และรัฐบาลหลายชุดที่ผ่านมาไม่ว่า อดีต ปัจจุบัน หรืออนาคต ก็ไม่สามารถแก้ปัญหาเรื่องนี้ได้ เนื่องจากการแก้ปัญหาเชิงโครงสร้าง ต้องอาศัยพลังของประชาชนในการปฏิรูป ที่เรียกว่า ประชาชนปฎิรูปประเทศไทย (ปปป.) เพื่อขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศให้เกิดขึ้นจริง ”

   ประธานคณะกรรมการสมัชชาปฏิรูป กล่าวถึง   (ร่าง) ข้อเสนอปฏิรูปประเทศไทย 9 ข้อต่อรัฐบาล ประกอบด้วย 1.ให้สื่อมวลชนของรัฐทำการสื่อสารเพื่อการปฏิรูป 2.สนับสนุนการรวมตัว ร่วมคิด ร่วมทำในทุกพื้นที่ ในทุกองค์กร และในทุกเรื่อง 3.ให้สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติปรับทิศทางใหม่ของประเทศ โดยมีเป้าหมายและดรรชนีพัฒนาใหม่ ที่ถือการอยู่ร่วมกันอย่างสมดุลและการมีสัมมาชีพอย่างเต็มพื้นที่เป็นตัวตั้ง 4.ให้ส่วนราชการปรับบทบาทจากการเอากรมเป็นตัวตั้ง เป็นเอาพื้นที่เป็นตัวตั้ง และเมื่อมีความพร้อมให้ออกกฎหมายการบริหารประเทศโดยปลดล็อกอำนาจของกระทรวง ทบวง กรมต่างๆ เพื่อให้ชุมชนท้องถิ่นจัดการตัวเองให้มากที่สุด 5.ให้มหาวิทยาลัยของรัฐสนับสนุนความเข้มแข็งของชุมชนท้องถิ่น และการพัฒนาอย่างบูรณการในจังหวัด อย่างน้อย 1 มหาวิทยาลัยต่อหนึ่งจังหวัด

   6.ให้กระทรวงยุติธรรมปฏิรูประบบความยุติธรรม โดยยกร่าง พ.ร.บ. นิรโทษกรรมประชาชนที่ไม่ได้รับความเป็นธรรม ดำเนินการศูนย์ยุติธรรมชุมชน เสนอปฏิรูปกฎหมายเพื่อคนจน และจัดตั้งกลไกในการวิจัยและพัฒนาระบบความยุติธรรมทั้งหมด 7.ให้กระทรวงศึกษาธิการปรับโครงสร้างการศึกษาเพื่อความเข้มแข็งของชุมชนท้องถิ่น เพื่อสร้างสัมมาอาชีวะเต็มพื้นที่ และเพื่อความเข็มแข็งทางวิชาการ 8.ให้กระทรวงการคลังเสนอการปฏิรูประบบภาษี เพื่อความเป็นธรรมและปฏิรูประบบสวัสดิการสังคม และปฏิรูปการเงินการคลัง เพื่อสร้างความเป็นธรรม ลดความเหลื่อมล้ำ 9.ให้หน่วยงานของรัฐรับข้อเสนอทางนโยบายจากที่ประชุมสมัชชาปฏิรูปไปปฏิบัติและร่วมมือกับสมัชชาปฏิรูปในการติดตามการปฏิบัติ และสร้างกลไกในความร่วมมือทางนโยบายระหว่างประชา-รัฐ