ข่าว

ไลฟ์สตางค์-กู้ที่ไม่ต้องกลัว

ไลฟ์สตางค์-กู้ที่ไม่ต้องกลัว

05 เม.ย. 2552

ในการอภิปรายไม่ไว้วางใจที่เพิ่งผ่านไปหมาดๆ ผมสนใจประเด็นที่คุณกรณ์ รัฐมนตรีหล่อโย่งถูกฝ่ายค้านวิจารณ์เรื่องการกู้เงินมาเสริมมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจในประเทศ จนทำให้หนี้สาธารณะเพิ่มมากขึ้น และเมื่อเทียบสัดส่วนต่อจีดีพี หลายคนก็ออกอาการเป็นห่วงให้เห็น เกรงว่

งานนี้เจ้าตัวสวมบทตอบคำถามชนิดไม่เกรงใจใคร ท้าทายกลับอย่างมีเนื้อหา จนนักวิชาการบางคนก็ออกโรงเห็นด้วย เพราะเหมาะสมลงตัวในภาวะเศรษฐกิจที่ตกต่ำ เนื่องจากการสร้างรายได้ของภาครัฐจากการเก็บภาษีต่ำกว่าเป้า ครั้นจะเพิ่มภาษีก็เกรงว่าจะกระทบกับประชาชนตาดำๆ คุณกรณ์ยังหยิบเอาสุนทรพจน์ของคุณทักษิน อดีตนายกฯ ที่กลุ่มคนเสื้อแดงชื่นชมมาเป็นหมัดเด็ดฮุกฝ่ายค้านอีกต่างหาก โดยมีเนื้อหาสนับสนุนการกู้เงิน และให้มุมมองว่าการกู้เงินไม่ใช่เรื่องผิด จะกู้ก็ต้องใจกล้า ไม่อย่างนั้นก็ไม่มีทางโต

 ผมคงไม่ชวนผู้อ่านมานั่งถกประเด็นการกู้ของภาครัฐ แต่ผมกลับสนใจเรื่องใกล้ตัวมากกว่า เมื่อสิ้นสุดการอภิปราย ผมเริ่มตั้งคำถามคล้ายๆ กันว่า ถ้าเป็นชาวบ้าน มนุษย์เงินเดือนนั้น การกู้เงินผิดหรือไม่ ? เมื่อไหร่ควรจะกู้ ? คำถามยังพาลเลยเถิดไปว่า จริงๆ แล้วการกู้เงินเป็นเรื่องน่าอายหรือไม่ ?

 หลังจากที่ได้คลุกคลีและทำงานในธุรกิจสินเชื่อมานาน ผมกล้าฟันธงตอบทุกคำถามว่า การกู้เงินไม่ใช่เรื่องผิด ไม่ใช่บาปหรือเคราะห์กรรม จะมีจะรวยหรือจะจนก็สามารถกู้ได้ทั้งนั้น

 ประเด็นอยู่ที่การกู้นั้นๆ ต้องป็นการก่อหนี้ชั้นดี เพราะหนี้ประเภทนี้ คุณสามารถยืดอกกู้ได้อย่างไม่ต้องอายใคร

 หนี้ชั้นดีคืออะไร? หลายคนตั้งข้อสงสัยต่อ…

 หนี้ชั้นดีคือหนี้ประเภทที่ผู้กู้ก่อขึ้นมาอย่างมีวัตถุประสงค์การกู้ที่ชัดเจน ไม่ใช่การกู้พร่ำเพรื่อ หรือนำเงินมาใช้อย่างสุรุ่ยสุร่าย เป็นการลงทุนเพื่อประโยชน์ที่ได้รับอย่างคุ้มค่า เช่น การกู้บ้าน โดยหนี้ประเภทนี้ เมื่อกาลเวลาผ่านไปเงินต้นและดอกเบี้ยที่จ่ายยังถือว่าคุ้ม เพราะมีสินทรัพย์คงเหลือ และมีมูลค่าในการขายได้

 หนี้ชั้นดียังหมายรวมถึงการลงทุนเพื่ออนาคต เช่น สินเชื่อเพื่อการศึกษา ที่ผู้กู้ยอมจ่ายดอกเบี้ยส่วนหนึ่งเพื่อหวังผลว่าหลังจากเรียนจบแล้วจะได้งานได้การทำ สามารถเลี้ยงดูตัวเองได้

 ในนิยามส่วนตัวของผม หนี้ชั้นดีต้องเป็นหนี้ที่เหมาะสมพอประมาณไม่เกินตัว จะเลือกเป็นหนี้บ้าน ก็ต้องพิจารณาความสามารถในการชำระด้วย เลือกแปลงที่ดิน หรือขนาดบ้านที่พอเหมาะกับจำนวนสมาชิก ไม่ควรโลภเกินตัว เพราะนั่นหมายถึงภาระที่ต้องแบกรับตลอดไปอย่างน้อยอีกยี่สิบห้าหรือสามสิบปีข้างหน้า

 ตรงกันข้ามกับหนี้ที่ไม่ดี หรือหนี้ที่กู้อย่างพร่ำเพรื่อ เอาเงินมาใช้อย่างฟุ่มเฟือย เช่น ผ่อนเครื่องใช้ไฟฟ้าเกินตัว เปลี่ยนมือถือบ่อยเกินไป หรือหนี้รถยนต์ที่ผู้กู้จงใจจะซื้อคันใหม่ที่ใหญ่เกินความสามารถในการชำระ

 เด็กจบใหม่หลายคนเป็นกันเยอะ เนื่องจากพื้นฐานครอบครัวไม่ได้ร่ำได้รวย จึงต้องยอมตัดเงินเดือนที่มีมาลงทุนกับรถยนต์ หวังชื่นชมแค่เพียงเปลือกนอก ทั้งที่เมื่อกาลเวลาผ่านไปหนี้ประเภทรถยนต์จะมีราคาเสื่อมถอย ขายก็ราคาตกกว่าครึ่ง ไม่คุ้มค่ากับการสร้างหนี้

  ผมอาจสุดโต่งประเภทที่ไม่แนะนำให้ก่อหนี้ที่ไม่ดีเลย แต่เอาเข้าจริง ถ้ามีวัตถุประสงค์ที่ดีเพียงพอ มีสติรู้ตัวกับการก่อหนี้นั้นๆ และเป็นไปเพื่อประโยชน์คุ้มค่า ก็สามารถทำได้ ไม่ว่ากัน

 เคยมีผู้กล่าวไว้ว่า คนมีหนี้คือคนมีเครดิต เห็นทีจะถูกต้อง เพราะเป็นการสร้างความน่าเชื่อถือให้แก่ตัวเอง เป็นเครื่องมือในการบริหารการเงินที่ฉลาด เพราะบางครั้งการยืมเงินคนอื่นมาใช้ก่อน (โดยเฉพาะในทางธุรกิจ) อาจถูกต้องกว่าเอาเงินออมที่มีอยู่มาใช้ 

 สิ่งสำคัญที่สุดที่ต้องย้ำคือไม่ว่าจะกู้ประเภทไหน หรือติดหนี้ใคร ต้องมีวินัยในการชำระเงิน เมื่อเป็นหนี้ก็ต้องใช้ การเบี้ยวหนี้ ยังส่งผลต่อเครดิตหรือประวัติของเราอีกต่างหาก ยิ่งมีกลไกการทำงานของเครดิตบูโร ยิ่งทำให้สถาบันการเงินอื่นๆ ที่จะปล่อยกู้ในอนาคตรู้ประวัติและประเมินเครดิตของเราได้ และอาจพลาดโอกาสที่จะกู้หนี้ชั้นดีอื่นๆ ในอนาคต

 ย้ำนะครับ กู้แล้วต้องจ่าย เพราะถ้าจ่ายยังไงก็ไม่ต้องกลัว จะกินก็อิ่ม นอนก็หลับ ไปไหนก็สบายใจ ไม่ต้องหลบๆ ซ่อนๆ ครับ…

ชัยพล กฤตยาวาณิชย์