
ย้อนหลังเพื่อไปต่อ
เหลืออีกแค่ไม่ถึง 2 สัปดาห์ ปี 2553 ก็จะผ่านไปแล้วค่ะ สิ่งที่ผู้คนคิดกันมากที่สุดในเวลานี้คงมีอยู่ไม่กี่เรื่อง เช่น เราจะหาของขวัญอะไรให้คนที่เรารักและหวังดี เรายังไม่ได้ทำอะไรที่ตั้งใจว่าจะทำบ้างหรือยัง หรือปีหน้าเราจะเริ่มต้นใหม่แบบไหนยังไงดี รวมทั้งคำ
ดิฉันลองนับวันที่เหลือของปีในปฏิทิน เราผ่านปีนี้มา 353 วันแล้วค่ะ เหลืออีก 12 วันเท่านั้น บางคนอาจจะบอกว่า ใน “วันที่เหลืออยู่” ถ้าอยากทำอะไรให้รีบทำ แต่ขณะเดียวกันก็อย่าละเลยกับ “วันที่ผ่านไป” ลองหันกลับไปมองด้วยว่า เราใช้จ่ายวันเวลาเหล่านั้นไปอย่างไร เพราะอย่างน้อย มันคงพอจะบอกได้ว่า คุณหรือเรา “สูญเสีย” อะไรไปในระหว่างทางหรือไม่
ถึง “มองไปข้างหน้า” กับ “มองกลับหลัง” จะแตกต่างกัน แต่ก็ใช้ประโยชน์ได้ไม่ยิ่งหย่อนกว่ากัน
ดิฉันกำลังนั่งอ่านหนังสือ 2 เล่มที่ช่วยในการมองย้อนหลังว่า ขวบปีที่ผ่านมาหรือนานกว่านั้น เกิดอะไรขึ้นกับเศรษฐกิจโลกที่มีแรงเหวี่ยงต่อเศรษฐกิจไทย รวมถึงยังช่วยมองไปข้างหน้าว่า อีก 10 ปีข้างหน้า ภูมิทัศน์ทางเศรษฐกิจจะเปลี่ยนไปอย่างไร หลังมหาวิกฤติการเงินโลก โดยทั้งสองเล่มเป็นผลงานของสำนักพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ Bizbook ภายใต้ลิขสิทธิ์ของบริษัท เนชั่น อินเตอร์เนชั่นแนล เอ็ดดูเทนเมนท์ จำกัด (มหาชน) หรือไนน์ (NINE)
เล่มแรกเป็นงานเขียนของ ดร.ศุภวุฒิ สายเชื้อ กรรมการบริหารและกรรมการผู้จัดการ สายงานวิจัย บริษัทหลักทรัพย์ ภัทร จำกัด (มหาชน) กับหนังสือ “AFTER SHOCK วิกฤติการเงินสะท้านโลก” ซึ่งเป็นผลพวงต่อเนื่องจาก “วิกฤติแฮมเบอร์เกอร์” ที่เกิดขึ้นกับเศรษฐกิจสหรัฐ นับเนื่องตั้งแต่ปลายปี 2551 หรือกว่า 2 ปีมาแล้ว
สำนักพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ Bizbook จำกัดความหนังสือเล่มนี้ไว้อย่างย่นย่อว่า หลังสั่นสะเทือนจากวิกฤติการเงินแฮมเบอร์เกอร์ โลกยังคงเผชิญกับอาการ “อาฟเตอร์ช็อก” จากวิกฤติการเงินที่นำมาสู่การฟื้นตัวของเศรษฐกิจที่อ่อนแอ หนี้ภาครัฐพอกพูน เกิดความขัดแย้งทางนโยบาย และมีทีท่าบานปลายเป็น “สงครามอัตราแลกเปลี่ยน” และ “สงครามการค้า”
ในหนังสือเล่มนี้ ดร.ศุภวุฒิ มีคำอธิบายชนิดลงลึกถึง “รากเหง้า” ของปัญหา ชี้ให้เห็นความเสี่ยงใหม่ที่ตามมาจากการกู้วิกฤติ เชื่อมโยงให้เห็นปัญหาที่ซับซ้อนยืดเยื้อโดยกระจ่างแจ้ง
โดยส่วนตัวแล้ว ดิฉันคิดว่า หนังสือเล่มนี้ไม่ได้เหมาะกับผู้อ่านทุกเพศทุกวัยหรือใครก็ได้ ด้วยเหตุที่ ดร.ศุภวุฒิ ซึ่งขึ้นชื่อว่า เป็นหนึ่งในสุดยอดกูรูด้านเศรษฐศาสตร์ ใช้ศาสตร์แห่งเศรษฐกิจวิเคราะห์ถึงปัญหาความเป็นไปของเศรษฐกิจโลก สหรัฐ ยุโรป ไปถึงเอเชีย จีน ญี่ปุ่น รวมถึงไทย อารมณ์คล้ายๆ กับตอนดูหนังเรื่อง “วอลล์สตรีท 2” ที่คนที่จะดูแล้วสนุกต้องมีพื้นฐานเรื่องการลงทุน เรื่องหุ้น รวมทั้ง “อิน” กับวิกฤติแห่งซับไพรม์
ดังนั้น หนังสือ “อาฟเตอร์ช็อก วิกฤติการเงินสะท้านโลก” จึงเหมาะกับคนที่มีพื้นฐานหรือสนใจติดตามความเป็นไปทางเศรษฐกิจเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว
ส่วนอีกเล่มหนึ่ง คือ “ทศวรรษแห่งวิกฤติ...เปลี่ยนพายุฝน เป็นวันฟ้าใส” ซึ่งเป็นงานเขียนของ ดร.ปิยศักดิ์ มานะสันต์ ผู้จัดการสำนักวิเคราะห์เศรษฐกิจและการลงทุน บริษัท เครือเจริญโภคภัณฑ์ จำกัด น่าจะอ่านเป็นการทั่วไปได้ง่ายกว่า
ดร.ปิยศักดิ์ เกริ่นนำถึงหนังสือเล่มนี้ว่า เมื่อ 10 ปีที่แล้ว ผู้เขียนไม่มีทางล่วงรู้เลยว่า ทศวรรษแรกแห่งศตวรรษที่ 21 นั้นจะเรียกได้ว่าเป็น “ทศวรรษแห่งฟองสบู่” เริ่มต้นด้วยฟองสบู่ดอทคอมในต้นทศวรรษ ฟองสบู่ในตลาดอสังหาริมทรัพย์สหรัฐที่โป่งพองเต็มที่ในช่วงกลางทศวรรษ และฟองสบู่สภาพคล่องที่ใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์โลกในปลายทศวรรษจากความอัจฉริยะของวิศวกรการเงิน ที่สร้างเครื่องมือสมัยใหม่ถ่ายโอนความเสี่ยงจากภาคอสังหาริมทรัพย์สู่ภาคการเงินจนเมื่อฟองสบู่แตก ทำให้ภาคการเงินโลกแทบล่มสลาย
หากนั่นคือ “บทสรุป” อย่างย่อของทศวรรษแรกแห่งศตวรรษที่ 21 ทศวรรษที่สองที่เป็นภาคต่อก็คงตื่นเต้นไม่แพ้กัน นั่นเท่ากับว่า หนังสือเล่มนี้จะบอกถึงสิ่งที่เกิดขึ้นในอนาคตว่า จะเป็นอย่างไร จะเดินไปทางไหน และมีโอกาสจะสดใสหรือไม่
สำหรับคนที่คิดว่า ตัวเองสามารถย่อยข้อมูลเหล่านี้ได้ การอ่านทั้ง 2 เล่มประกอบกัน จะช่วยให้คุณมองย้อนหลังเพื่อหาทางไปต่อได้ในอนาคต แต่ถ้ารู้สึกว่า รับอะไรหนักๆ ไม่ไหว อาจจะเลือกเฉพาะเล่มที่ 2 ของ ดร.ปิยศักดิ์ ก็ไม่ผิดกติกาค่ะ
ดิฉันกำลังนั่งนึกเหมือนกันว่า บางครั้งเราต้องหันกลับไปมองเส้นทางที่เราเดินผ่านมา เพื่อประเมินว่า ทิศทางข้างหน้าจะเป็นอย่างไร ไม่ใช่จะพุ่งตรงไปข้างหน้าแต่อย่างเดียวโดยไม่รู้ทิศรู้ทาง และหลายครั้งในหลายเรื่องที่ต้องมองจากเล็กไปหาใหญ่ หรือบางทีก็ต้องมองจากใหญ่ไปหาเล็ก
ทิ้งไว้เป็นปริศนาเท่านี้ เพราะสัปดาห์หน้าจะมาเฉลยเรื่องที่ต้องมองจากใหญ่ไปเล็ก มองจากโลกสู่ตัวเราอย่างไรให้ได้ประโยชน์กับเงินในกระเป๋ามากที่สุด
ขวัญชนก วุฒิกุล
[email protected]



