ข่าว

สาวน้อยนิทราหลับครั้งละ10วัน

สาวน้อยนิทราหลับครั้งละ10วัน

19 ธ.ค. 2553

ขณะที่วัยรุ่นส่วนใหญ่บิดขี้เกียจกันหลายกระบวนท่ากว่าจะตัดใจตื่นและลุกจากเตียงในตอนเช้าได้ แต่สำหรับสาวน้อย หลุยซา บอลล์ อาจต้องใช้เวลาเป็น 10 วันเลยทีเดียว ถึงจะตื่นจากหลับใหลได้ เพราะเธอมีอาการผิดปกติที่เรียกว่า "ไคลน์-เลวิน ซินโดรม" หรือเคแอลเอส ที่หาเพ

 การมีชีวิตอยู่กับอาการเคแอลเอส ทำให้หลายๆ ครั้ง หลุยซาพลาดวันหยุดสนุกสนานตามวัยแต่กลับหลับบนเตียง อดร่วมอวยพรงานวันเกิดเพื่อนๆ และขาดสอบวัดผลความรู้ไปหลายวัน

        เมื่อสามปีที่แล้ว ตอนอายุ 14  หลุยซาซึ่งขณะนั้นรู้สึกไม่ค่อยสบายเหมือนเป็นไข้ จู่ๆ เธอเคลิ้มหลับนั่งสัปหงกในห้องเรียน และมีพฤติกรรมแปลกๆ

        "ไม่รู้ตัวเลยว่ากำลังทำอะไรในตอนนั้น รู้สึกสะลึมสะลือเหมือนครึ่งหลับครึ่งตื่น หลังจากนั้น จำอะไรไม่ได้เลย และหลับไปนานสิบวัน พอตื่นขึ้นมา

ก็กลับมาเป็นปกติอีกครั้งเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น" หลุยซาเล่าถึงครั้งแรกที่อาการหลับยาวมาเยือน

        ครั้งแรกที่ได้เห็นลูกสาวหลับยาวโดยไม่รู้สาเหตุ ทั้งแสดงอาการกระสับกระส่าย และแสดงออกทางสีหน้าแปลกๆ ขณะกำลังหลับลึกนั้น เป็นภาพที่น่าหวาดวิตกมากสำหรับริคและล็อตตี้ บิดามารดาของสาวน้อย แต่เจ้าตัวกลับไม่รู้สึกกลัว แค่สงสัยมากกว่า เพราะไม่มีใครรู้ว่าเกิดอะไรขึ้น แถมตอนนั้นคิดว่าคงจะไม่เกิดขึ้นอีก แต่แล้วอีก 4 สัปดาห์หลังจากนั้น หลุยซาหลับยาวอีกรอบ

 ในที่สุด แพทย์วินิจฉัยว่า หลุยซาเป็นโรคเคแอลเอส โรคที่ไม่ทราบสาเหตุและไม่มีทางรักษา กระนั้น หลุยซาก็ดีใจที่รู้ว่าอาการประหลาดนี้ คืออะไร และไม่ได้เป็นอันตรายถึงชีวิต

 การวินิจฉัยว่าป่วยเป็นโรคนี้หรือไม่นั้น เฉลี่ยใช้เวลาประมาณ 4 ปี เพราะไม่มีบทดสอบแบบใช้วัดผลได้ นอกจากต้องพึ่งกระบวนการแบบค่อยๆ ตัดอาการผิดปกติอื่นๆ ออกไปจนมั่นใจว่าเป็น เคแอลเอส

       โรคนี้ตั้งชื่อตาม วิลลี ไคลน์ นักประสาทวิทยาจากเมืองแฟรงก์เฟิร์ต ประเทศเยอรมนี กับ แมกซ์ เลวิน นักจิตวิทยาในนิวยอร์ก สหรัฐอเมริกา ที่เคยพบผู้ป่วยอาการคล้ายกันนี้เมื่อปี 1925 และ 1936

        แต่หลุยซา ถือว่าเป็นกรณีพิเศษก็ว่าได้ เพราะสถิติพบว่า ผู้ป่วยเคแอลเอสมักเป็นวัยรุ่นชาย ซึ่งยังมักแสดงอาการผิดปกติอื่นๆ ควบคู่ด้วย เช่น มีพฤติกรรมทางเพศและพฤติกรรมด้านอื่นๆ ไม่เหมาะสม

        ส่วนอาการอื่นนอกจากนอนหลับยาวแล้ว ผู้ที่เป็นจะรู้สึกหงุดหงิดง่าย รู้สึกเหมือนกึ่งฝันกึ่งตื่น และกินเยอะผิดปกติ อาการเหล่านี้จึงอาจเข้าใจผิดได้ง่ายๆ ว่าเป็นการเปลี่ยนแปลงทางร่างกายและอารมณ์ธรรมดาของวัยรุ่น
 
      หากถามว่า มีผู้ป่วยน้อยมากแค่ไหนอย่างไร ในวงการแพทย์ยังตอบได้ยาก เพราะบางครั้งผู้ที่เป็นไม่ได้พบแพทย์ หรือแพทย์ไม่สามารถวินิจฉัยระบุโรคได้ ทำให้ไม่สามารถให้ตัวเลขผู้ป่วยที่แน่นอน หรือฉายภาพชัดเจนว่าเป็นอาการผิดปกติที่พบได้ยากขนาดไหน
 
      จนถึงปัจจุบัน ยังไม่มียาขนานใดที่ช่วยรักษาเคแอลเอสได้อย่างชะงัด วิธีที่แพทย์แนะนำคือ ให้ผู้ป่วยหลับและดูแลมากกว่าใช้ยารักษา
   
    หลุยซา บอกว่า ช่วงแรกๆ แทบจำอะไรไม่ได้เลยเวลาตื่นขึ้นมาจากการหลับใหลติดต่อกันนานหลายวัน รู้สึกว่างเปล่า และไม่ฝัน แต่ต่อมา เริ่มจำอะไรๆ ได้มากขึ้น พ่อของเธอคิดว่า สมองคงเริ่มปรับสภาพได้แล้ว
 
       เคแอลเอสเกือบทำลายอนาคตของหลุยซา เพราะในช่วงสอบวัดความรู้ความสามารถของเด็กมัธยมเพื่อใช้ผลคะแนนเบิกทางสู่สถาบันอุดมศึกษานั้น หลุยซาตกอยู่ในนิทราเกือบตลอด โชคดีที่ทางวิทยาลัยอนุญาตให้ลงทะเบียนเรียนได้ เวลานี้ หลุยซากำลังศึกษาด้านกีฬา และมีความฝันที่จะเป็นแดนเซอร์

        ช่วงแรกๆ ครูที่โรงเรียนมัธยมไม่เข้าใจว่า เธอเป็นอะไรถึงขาดเรียนหลายวัน และได้ฝากการบ้านมากับพี่ชาย พอกลับไปโรงเรียนอีกครั้ง ครูก็คาดหวังจะเห็นการบ้านและรายงานเสร็จเรียบร้อยแล้ว แต่เธอจะทำได้อย่างไรในเมื่อหลับไปตั้งสิบวัน

         ผู้ที่เป็นเคแอลเอสบางคนอาจห่างเหินกับเพื่อนๆ ไปเลย เพราะจู่ๆ ก็หายหน้าหายตาไปเป็นสัปดาห์ๆ แต่หลุยซาโชคดี เพราะมีกลุ่มเพื่อนสนิทที่แวะเวียนไปเยี่ยมที่บ้านตอนเธอหลับ เพื่อไปดูให้แน่ใจว่าเพื่อนยังสบายดีอยู่
 
     เมื่อตื่นจากการหลับยาวแล้ว หลุยซามักต้องใช้เวลาอีก 1-2 วันถึงจะกลับมาเป็นปกติร้อยเปอร์เซ็นต์ และจะรู้สึกเมื่อยขบมากตามร่างกายจนกระทบต่อการซ้อมเต้นอยู่ระยะหนึ่ง
 
     หลุยซาบอกว่า ไม่ได้รู้สึกโกรธ แต่บางทีอดสงสัยไม่ได้ว่า ทำไมถึงเกิดกับคนที่สุขภาพแข็งแรงอย่างเธอ 
 
     แต่เวลานี้ เธอคุ้นเคยแล้วกับอาการประหลาด  ได้เรียนรู้แล้วว่าจะอยู่กับอาการหลับไม่รู้เรื่องหลายวันอย่างไร "ฉันเป็นเด็กพิเศษ" หลุยซาบอก

       สำหรับพ่อแม่หลุยซาที่ผลัดเวรกันเฝ้าดูแลลูกสาวยามหลับตลอดเวลา พฤติกรรมที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิงช่วงก่อนและระหว่างหลับ เป็นเรื่องที่ทำให้ทั้งสองเหนื่อยและหนักใจเป็นที่สุด
 
      แพทย์กำชับพ่อกับแม่ว่า จะต้องปลุกหลุยซาให้ตื่นวันละครั้งเป็นอย่างน้อย เพื่อให้ทานอาหารและพาไปเข้าห้องน้ำ ซึ่งเป็นงานที่ยากมาก เพราะหลุยซาจะเริ่มอาละวาดด่าทอ และก้าวร้าวมากถ้าโดนปลุกให้ตื่น

      หลุยซาถึงกับตะลึงเมื่อได้ดูภาพวิดีโอที่ครอบครัวถ่ายพฤติกรรมของเธอไว้ หลุยซารู้สึกตัวเองน่ากลัวมาก เหมือนไม่ใช่ตัวเอง คล้ายคนกำลังเมายายังไงยังงั้น

       เนื่องจากในอังกฤษยังไม่มีความรู้เกี่ยวกับโรคนี้ พ่อกับแม่จึงพาหลุยซาไปตรวจที่ฝรั่งเศส ซึ่งที่นั่น นักวิจัยกำลังหาสาเหตุของอาการเคแอลเอสว่า เป็นเพราะความบกพร่องทางพันธุกรรมหรือไม่ เพราะผู้ป่วยส่วนใหญ่ มักมีความผิดปกติในส่วนของสมองที่ควบคุมพฤติกรรมและความจำ

     ผลสแกนการทำงานของสมองหลุยซาพบว่าเธอมีความผิดปกติบางอย่างในสมองส่วนหน้า แต่ไม่มีสัญญาณบ่งบอกว่าความผิดปกตินั้นกระทบต่อพฤติกรรมหรือความจำของเธอ

     ข่าวดีก็คือ โรคนี้จะหายไปเองเหมือนกับที่จู่ๆ ก็เกิดขึ้น โดยปกติ มักหายไปนับจากเริ่มเป็น 10 หรือ 15 ปี
 
    กรณีของหลุยซา กำลังอยู่ในช่วงปลอดการนอนยาวมานานทีเดียว เธอได้ออกไปช็อปปิ้งสำหรับคริสต์มาสกับเพื่อนๆ  ไม่ได้เข้าสู่ภาวะหลับยาวมานาน 13 สัปดาห์แล้ว และยังเพิ่งชนะการแข่งขันเต้นรำอีกด้วย
 
     หลุยซา กล่าวติดตลกว่า มันก็แปลกนะ พอจบจากโรงเรียนออกมา กลับไม่มีอาการหลับยาวเลย สงสัยพวกครูๆ คงคิดว่าฉันเล่นละครตบตาแน่ๆ