ข่าว

เสี้ยม-แซะเก้าอี้ธาริตหวังคว่ำทั้งกระดาน

เสี้ยม-แซะเก้าอี้ธาริตหวังคว่ำทั้งกระดาน

19 ธ.ค. 2553

ใกล้ปิดฉากลงแล้วสำหรับศูนย์อำนวยการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉิน (ศอฉ.) ที่มี พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม นั่งแท่นรักษาตำแหน่ง ผอ.ศอฉ. หลัง ศอฉ.มีมติยกเลิกพระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน (พ.ร.ก.ฉุกเฉิน) ในพื้นที่ 4 จังหวัด คื

หลังจากสถานการณ์บ้านเมืองเริ่มกลับเข้าสู่ภาวะปกติ รัฐบาลภายใต้การนำของนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ก็เตรียมที่จะยุบสภาช่วงเดือนมีนาคม-เมษายน 2554 เพื่อเปิดทางให้มีการเลือกตั้งใหม่เกิดขึ้น

 การเดินเกมของรัฐบาลที่วางไว้แบบ “ช็อตต่อช็อต” แบบนี้ คงไม่ราบรื่นแบบร้อยเปอร์เซ็นต์เต็ม เพราะอะไรก็สามารถเกิดขึ้นได้

 ที่สำคัญคดีความเกี่ยวกับเหตุการณ์เผาบ้าน เผาเมือง เมื่อวันที่ 19 พฤษภาคม ที่ผ่านมา เป็นอีกหนึ่งชนวนระเบิด

 คดียังค้างเติ่งอยู่ที่กรมสอบสวนคดีพิเศษ หรือดีเอสไอ แม้ว่า ธาริต เพ็งดิษฐ์ อธิบดีดีเอสไอ จะพยายามเร่งมือให้คดีการก่อการร้ายที่รับผิดชอบอยู่ในยามนี้ให้แล้วเสร็จก่อนรัฐบาลชุดนี้จะปิดฉากลงก็ตาม

 แต่ดูเหมือนว่ายิ่งเร่งมากเท่าไหร่ก็ยิ่งเกิดแรงกดดัน ทั้งคนรับผิดชอบคดี และผู้ที่เกี่ยวข้อง

 โดยเฉพาะปัญหาความเห็นต่างที่เกิดขึ้นระหว่างสำนักงานตำรวจแห่งชาติ (สตช.) กับดีเอสไอ

 ที่ผ่านมา “ดีเอสไอ” จะมีอำนาจเต็มในการคลี่คลายคดีที่เกี่ยวข้องกับการชุมนุมทั้งหมด ซึ่งจุดนี้เองที่ทำให้ดีเอสไอพยายามสร้างเกราะป้องกันด้วยการเชื้อเชิญหน่วยงานอื่นที่เกี่ยวข้องอีกราว 13 หน่วยงาน มาร่วมเป็นคณะกรรมการ ซึ่งก็น่าจะเป็นแนวทางที่สร้างความรอบคอบ รัดกุมในการทำสำนวน

 ทว่าเมื่อการคลี่คลายคดีความเดินทางมาในระดับหนึ่ง ก็เกิดปัญหากับฝ่าย สตช. เนื่องจากดีเอสไอสรุปสำนวนเพียงแค่ "ระดับหนึ่ง" แล้วส่งให้พนักงานสอบสวนในพื้นที่ ซึ่งเป็นไปตามกฎหมาย ป.วิอาญา มาตรา 150 วรรคสาม...แต่หากทำเช่นนั้น ดีเอสไอก็ไม่ได้พิจารณาข้อกฎหมายทั้งหมด

 เพราะกฎหมายระบุว่า หากพบว่ามีประชาชนเสียชีวิต แล้วสอบสวนได้ว่าอยู่ในพื้นที่ใด ก็ให้พนักงานสอบสวนพื้นที่นั้นดำเนินการสอบสวนต่อ แต่นั่นต้องเป็นการสอบสวนจนได้รู้แล้วว่า เจ้าหน้าที่หน่วยงานใด ยศอะไร ชื่อว่าอย่างไร เป็นผู้สังหาร เมื่อรู้แล้วจึงค่อยส่งให้พนักงานสอบสวนในพื้นที่ดำเนินการ

 แต่ดีเอสไอยังไม่มีรายละเอียดในเรื่องนี้

 ที่สำคัญวัตถุก่อเหตุ ซึ่งในที่นี้หากเป็นทหารก็น่าจะเป็นปืนเอ็ม 16 ซึ่งดีเอสไอเองก็คงจะหมดปัญญาตามหาปืนกระบอกนั้นมาประกอบสำนวนสอบสวน

 นั่นอาจจะเป็นที่มาของการส่งสำนวนให้ สตช.รับไม้ต่อ...ซึ่งก็รวมถึงแรงกดดันจากคนเสื้อแดงที่เร่งเร้าเอาสำนวนการสอบสวนไปขยายผลทางการเมือง

 ซึ่งตรงนี้ธาริตเองก็คงจะรู้ดี จึงได้ออกมาชี้แจงบ่อยครั้ง...แต่การชี้แจงบ่อยครั้งก็เกิด "ผลข้างเคียง" เพราะบางครั้งลึกไปถึงที่ว่า เจ้าหน้าที่ทหารน่าจะเกี่ยวข้องกับเหตุการณ์ที่วัดปทุมฯ

 ตรงนี้นี่แหละที่ทำให้เกิดความไม่สบายใจของบรรดาขุนทัพทั้งหลาย ในฐานะผู้สั่งการกระชับพื้นที่

 เพราะไม่เพียงแค่ถ้อยแถลง หากแต่สำนวนการสอบสวนของดีเอสไอที่ จตุพร พรหมพันธุ์ แกนนำเสื้อแดงที่ยังมีเอกสิทธิ์ ส.ส.คุ้มครองเลยไปได้อยู่ในคุก ก็นำไปขยายผลทางการเมือง

  ถึงแม้ว่า ธาริต จะได้เข้าชี้แจงรายละเอียดให้แก่ ศอฉ. ถึงที่มาที่ไปเกี่ยวกับสำนวนที่จตุพรนำออกมาว่า เอกสารดังกล่าวเป็นของเทียม เพราะของแท้ที่เป็นผลการสอบสวนยังไม่ได้มีการสรุป เนื่องจากอยู่ระหว่างให้ทางสถานีตำรวจปทุมวันที่รับผิดชอบท้องถิ่นดังกล่าวกลับไปทำสำนวนใหม่ เพราะยังมีบางข้อไม่ชัดเจน

 รวมถึงการเข้าไปชี้แจงทำความเข้าใจกับนายกรัฐมนตรี และนายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรีฝ่ายความมั่นคง ถึงที่มาที่ไป

 ต้องยอมรับว่า จังหวะที่ธาริตเข้าชี้แจงต่อรัฐบาลและ ศอฉ. แรงกระเพื่อม “เก้าอี้” อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษนั้นรุนแรงจนน่าเป็นห่วง

 ร่ำลือกันไปจนถึงขั้นที่ว่า มือกฎหมายนครบาลอย่าง พล.ต.ต.อำนวย นิ่มมะโน รองผู้บัญชาการตำรวจนครบาล ก็โดดเด่นขึ้นมา

 ทำท่าว่าจะเสียบเก้าอี้อธิบดีดีเอสไอแทนธาริตเลยทีเดียว

 ยิ่งภาพ คลิป บางชิ้นที่ว่ากันว่า อยู่ระหว่างการสอบสวนของดีเอสไอ แต่กลับไปตกอยู่ในมือของจตุพรด้วยแล้ว ยิ่งสร้างความไม่สบายใจให้แก่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ผู้บัญชาการทหารบก คีย์แมนคนสำคัญ รวมถึง พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา อดีตผู้บัญชาการทหารบก ที่มีส่วนสำคัญยิ่งในการสั่งการเคลื่อนย้ายกำลังพล “กระชับพื้นที่”

 ไม่ต้องพูดถึงว่า 2 คนนี้จะรู้สึกอย่างไรกับบทบาทของดีเอสไอและสำนวนการสอบสวนที่หลุดแทบจะรายวัน

 ถึงแม้ว่าทั้งนายกฯ และสุเทพ จะออกมาการันตีเก้าอี้ธาริต แต่ก็เป็นเพียงระยะนี้เท่านั้น เพราะเกม "เจาะยาง" เอาข้อมูลมาแฉเสี้ยมให้เกิดการแตกแยก ลดความน่าเชื่อถือของดีเอสไอ มันอาจจะเป็นเพียงแค่จุดเริ่มต้น

 หากว่า ทหาร-ตำรวจ-ฝ่ายการเมือง จับทิศไม่ถูก หลงไปกับข้อมูลความจริงครึ่งเดียวก็มีหวังได้คว่ำไปทั้งกระดาน !

ทีมข่าวความมั่นคง