
NGOร้องสอบวิสามัญ"โจ๊ก ไผ่เขียว"
องศ์กรสิทธิมนุษยชน ออกแถลงการณ์เรียกร้องตรวจสอบการวิสามัญฯ "โจ๊ก ไผ่เขียว"
(18ธ.ค.) ผู้สื่อข่าวรายงานว่าจากการกรณีการวิสามัญฆาตกรรม นายชาญชัย ประสงค์ศิลหรือ โจ๊ก ไผ่เขียว เมื่อวันที่4 ธ.ค.ที่ผ่านมาและต่อมามีการเผยแพร่คลิปวิดีโอผ่านเว็บไซต์ยูทูป ซึ่งมีการตั้งข้อสงสัยว่าเหตุใดเจ้าหน้าที่ตำรวจต้องยิงซ้ำทั้งๆที่ควบคุมสถานการณ์ได้แล้ว ทำให้ล่าสุด เครือข่ายนักกฎหมายสิทธิมนุษยชน สมาคมสิทธิเสรีภาพของประชาชน คณะกรรมการรณรงค์เพื่อสิทธิมนุษยชน มูลนิธิผสานวัฒนธรรม มูล นิธิเพื่อสิทธิมนุษยชนและการพัฒนา ได้ร่วมกันออกแถลงการณ์ และตั้งข้อสังเกตุพร้อมทั้งข้อเรียกร้องดังนี้
1. ขอแสดงความเสียใจกับครอบครัว "ดีผิว" ที่ต้องสูญเสียน้องโตมี่ และขอให้มีการเยียวยาจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ตลอดจนการดำเนินการสืบสวนสอบสวนและดำเนินคดีกับผู้กระทำผิดจนถึงที่สุดตามกระบวนการยุติธรรม 2.เจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติหน้าที่ เป็นผู้ที่อยู่ในความเสี่ยงแก่ร่างกายและชีวิต กฎหมายจึงได้คุ้มครองการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าหน้าที่กรณีที่มีความจำเป็นต้องป้องกันตนเองหรือประชาชนอื่นให้พ้นจากภยันตราย แล้วก่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้ต้องหาหรือจำเลย จะถือว่าเป็นการป้องกันโดยชอบด้วยกฎหมาย แต่หากการป้องกันตนเองของเจ้าหน้าที่เป็นไปโดยเกินสมควรแก่เหตุ เจ้าหน้าที่ก็ต้องรับผิดชอบในผลที่เกิดขึ้น จากรายงานข่าวพบว่าบาดแผลจากอาวุธปืนบริเวณศีรษะของนายโจ๊กรวม ๔ จุด หากไม่ปรากฏบาดแผลบริเวณอื่นของร่างกาย แสดงว่านายโจ๊กถูกยิงที่ศีรษะ ซึ่งไม่สามารถยิงตอบโต้เจ้าหน้าที่ได้อีก แต่ภาพในคลิปวิดีโอปรากฏว่าเมื่อเจ้าหน้าที่ตำรวจเข้าไปถึงตัวนายโจ๊ก ได้ยิงซ้ำอีก ๓ นัด เมื่อนายโจ๊กไม่สามารถยิงตอบโต้เจ้าหน้าที่ได้แล้ว การยิงซ้ำดังกล่าวถือว่าเป็นการกระทำที่เกินกว่าเหตุ ไร้มนุษยธรรม และไม่ได้รับการคุ้มครองตามกฎหมายเรื่องการป้องกันตัว
3.การชันสูตรพลิกศพและการไต่สวนการตายควรได้รับการดำเนินการโดยเร่งด่วนและเป็นไปตามหลักการไต่สวนการตายกรณีที่ผู้ตายเสียชีวิตในระหว่างการควบคุมหรือการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ตามมาตรา 150แห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา เพื่อให้ความจริงปรากฏ โดยเบื้องต้น ต้องมีการสอบสวนผู้ทำให้ตายเพื่อเป็นข้อมูลในการทำสำนวนคดีวิสามัญฆาตกรรม ซึ่งจะเป็นประโยชน์และนำไปสู่การดำเนินการตามกระบวนการยุติธรรมโดยหน่วยงานที่เป็นอิสระ เพื่อตรวจสอบถ่วงดุลระหว่างกัน 4.นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ได้ให้สัมภาษณ์กับหนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจเมื่อวันที่ 8 มีนาคม 2552 ในการมอบนโยบายของรัฐบาล ส่วนที่เกี่ยวข้องกับปัญหายาเสพติด มีใจความว่าการใช้ความรุนแรงเข้าปราบปรามปัญหาใดปัญหาหนึ่งอาจจะดูเหมือนได้ผลในระยะเวลาสั้นๆ แต่สุดท้ายทำให้ปัญหาซับซ้อนและยากต่อการแก้ปัญหามากขึ้น นอกจากนี้ ยังกล่าวอีกว่าการปราบปรามยาเสพติดเป็นสิ่งที่ต้องทำอย่างเด็ดขาด แต่ต้องอยู่ในกรอบของกฎหมาย ดังนั้น ขอให้เจ้าหน้าที่ดำเนินนโยบายปราบปรามยาเสพติดภายใต้กรอบแห่งกฎหมายและการเคารพสิทธิมนุษยชนตามแนวทางของรัฐบาล และรัฐบาลมีความจำเป็นต้องดูแลการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ผู้บังคับใช้กฎหมายเพื่อให้เกิดประสิทธิภาพตามแนวนโยบายที่เคยให้ไว้ ไม่ควรชื่นชมหรือให้การสนับสนุนการใช้วิธีการรุนแรงและละเมิดกฎหมายของเจ้าหน้าที่ และควรมีการสอบสวนดำเนินดคีกับเจ้าหน้าที่ในกรณีดังกล่าว
5. สังคมและสื่อมวลชนควรร่วมกันตรวจสอบการกระทำของเจ้าหน้าที่ตำรวจ และควรหลุดพ้นจากอคติที่ว่าผู้กระทำความผิดหรือโจรไม่ควรได้รับสิทธิตามกระบวนการยุติธรรมหรือควรถูกปราบปรามด้วยวิธีที่รุนแรงเท่าๆ กับพฤติการณ์ของผู้กระทำความผิด โดยเฉพาะบทบาทของสื่อที่ไม่ควรนำเสนอข่าวไปในทางที่สนับสนุนให้เจ้าหน้าที่ใช้ความรุนแรงในการบังคับใช้กฎหมาย เพราะอคติดังกล่าวจะทำให้หลักประกันสิทธิเสรีภาพโดยรวมของประชาชนทั้งสังคมมีมาตรฐานที่ต่ำลงตามไปด้วย



