
พท.เย้ยประชาวิวัฒน์หาเสียงล่วงหน้า
เพื่อไทยอัดรัฐบาล ผุดแผนประชาวิวัฒน์ หวังหาเสียงล่วงหน้า ก่อหนี้ผูกพัน แขวะเป็น"ประชาวิบัติ"ประเมินผลงานรัฐบาล 2 ปี ทุจริตชัดเจน ฉาว 120 เรื่อง ด้านปชป.ย้ำประชาวิวัฒน์ยกระดับความเป็นอยู่ประ ชาชน รูปธรรมเดินหน้าปฏิรูปประเทศ
(18ธ.ค.) น.อ.อนุดิษฐ์ นาครทรรพ ส.ส.กทม.ในฐานะผอ.สำนักงานปราบโกงพรรคเพื่อไทย (สปก.4-01) แถลงว่า จากการที่พรรคเพื่อไทยได้จัดตั้งสำนักงานปราบโกงขึ้นมาตรวจสอบการทุจริตประพฤติมิชอบในโครงการต่างๆของรัฐบาลซึ่งบริหารงานมาครบ 2 ปี พบความไม่ชอบมาพากลส่อไปในทางทุจริตใช้อำนาจรัฐไม่ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่เหมาะสม บางกรณีเป็นการทุจริตเชิงนโยบายผิดจริยธรรม คุณธรรมในการบริหารราชการแผ่นดิน ส่งผลร้ายต่อประเทศชาติประชาชน
ดังนั้นพรรคเพื่อไทยโดยสำนักงานปราบโกงจึงทำการรวบรวมเรื่องราวเหล่านี้ ตีพิมพ์เป็นหนังสือชื่อว่า “ ทุจริตอภิสิทธิ์ชน โกงอย่างไรก็ไม่ผิด ” เพื่อเผยแพร่แก่พี่น้องประชาชนเพื่อเป็นข้อมูลในการร่วมกันตัดสินใจในการยับยั้งไม่ให้คนโกงมีโอกาสกลับมาโกงได้อีกในครั้งต่อไป โดยหนังสือดังกล่าวจะรวบรวมการกระทำที่อาศัยอำนาจรัฐแสวงหาประโยชน์หรือเอื้อประโยชน์ต่อพวกพ้องตลอดจนการบริหารราชการแผ่นดินที่ผิดพลาดของรัฐบาลด้วยเบื้องต้นจะทำการจัดพิมพ์ครั้งแรก 10,000 เล่มแจกพี่น้องประชาชนในสัปดาห์หน้า
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า น.อ.อนุดิษฐ์ได้นำแผ่นป้ายขนาดใหญ่ระบุขัอความ “120 เมนู จานเด็ด อภิสิทธิ์ ทุจริตกินเมืองโกง(กิน)อย่างไรก็ไม่ผิด ”มาประกอบการแถลงข่าว พร้อมกล่าวว่าในหนังสือ“ทุจริตอภิสิทธิ์ชน โกงอย่างไรก็ไม่ผิด” จะมี 120 เมนูเหล่านี้พร้อมคำอธิบายโดยสังเขป จัดทำในรูปแบบพ็อคเก็ตบุ๊คนำเสนอต่อประชาชนจากนั้นช่วงหลังเทศกาลปีใหม่ พรรคเพื่อไทยจะแฉทุจริตอย่างละเอียดสัปดาห์ละ 1-2 เรื่อง ก่อนจะมีการอภิปรายไม่ไว้วางใจ โดยในแผ่นชาร์ทดังกล่าว ได้ระบุข้อความว่า ” ร้านคุณชายสะอาด ” และมีหัวข้อว่า “ เมนูมหาเศรษฐี โกงกินไม่อั้นชนิดปากมัน มูมมาม กับอภิมหาโครงการ สุดอนาถ รสชาติระทม ” จากนั้นได้แยกเมนูย่อยออกเป็น 4 หมวด ประกอบด้วย 1. ต้มยำชุมชนพอเพียงเมนูชุดกินอยู่กับปาก อยากอยู่กับท้อง 11 รายการ อาทิตู้น้ำดื่มพลังงานแสงอาทิตย์ เตาเผาขยะชุมชน ปุ๋ยสำเร็จรูป 2. อิ่มอร่อยทหารมั่นคง เมนูชุดมันปาก มูมมาม 30 รายการเช่น รถเกราะยูเครน เรือเหาะกองทัพบก รถเมล์เอ็นจีวี 4,000 คันปลากระป๋องเน่า นมเน่า 3. แกงคั่วครุภัณฑ์เมนูชุดไม่ตามใจคนขอ แต่ง้อคนกิน 41 รายการ อาทิ รถพยาบาลเตียงผู้ป่วย รถเมล์ด่วน BRT งบขุดลอกคูคลอง 4. เมนูของหวาน ชุดผักชีโรยหน้าสังขยาเรียกพี่ 38 รายการเช่น งบประชาสัมพันธ์นายกฯ เช็คช่วยชาติ ค่าเงินบาทแข็ง เป็นต้น
ด้าน นายจิรายุ ห่วงทรัพย์ รองโฆษกพรรคเพื่อไทย กล่าวว่า สำหรับนโยบายประชาวิวัฒน์ของรัฐบาล 5 ข้อนั้นพรรคเพื่อ่ไทยมองว่า เป็นการหาเสียงล่วงหน้าในการเลือกตั้งของรัฐบาล อีกทั้งนโยบายดังกล่าว จำเป็นต้องใช้งบจำนวนมากที่อาจต้องกู้ยืมเพิ่มเติม ทำให้เกิดหนี้ผูกพัน และส่งผลกระทบต่อรัฐบาลชุดต่อไปได้ ดังนั้นจึงเชื่อว่า รัฐบาลชุดนี้อาจอยู่บริหารงานไม่ถึงเดือนธันวาคมในปีหน้า
ซึ่งทีมงานเศรษฐกิจและสังคมของพรรคเพื่อไทยได้วิเคราะห์แบ่งย่อย5 กลุ่ม เห็นว่า 1.การที่รัฐบาลจะจัดหาที่ทำกิน โฉนดชุมชนนั้นพรรคเพื่อไทยไม่ไว้วางใจกลัวที่ดินจะตกอยู่แค่กลุ่มคนรวยดังนั้นจะตั้งคณะทำงานติดตามอย่างใกล้ชิด 2.การลดค่าครองชีพ ค่าน้ำ ค่าไฟนั้นไม่มีอะไรใหม่แตกต่างจากรัฐบาลที่แล้วเคยทำ 3.เรื่องเศรษฐกิจนอกระบบช่วยเหลือหาบเร่แผงลอย วินมอเตอร์ไซด์ แท็กซี่ การชุมนุมที่ผ่านมาคนเหล่านี้คงเข้าไปเกี่ยวข้องไม่น้อยจึงอยากถามว่า เป็นการทำเพื่อไถ่บาปหรือไม่ และจะใช้เฉพาะแค่กทม.และปริมณฑลแค่นั้นหรือทั้งๆที่ประเทศไทยมี 76 จังหวัด 4.การต้านทุจริตคอรัปชันแต่รัฐบาลนี้เป็นบุฟเฟต์คอรัปชัน และ 5.การดูแลความปลอดภัยชีวิตและทรัพย์สิน รัฐบาลก็ไม่สามารถแก้ปัญหความเดือดร้อนหรือสร้างความปลอดภัยของประชาชนได้จริงจึงยังเห็นว่ามีอาชญากรรมเกิดขึ้นในขณะที่รัฐบาลนี้บริหารประเทศอยู่จำนวนมาก จึงเห็นว่าประชาวิวัฒน์เป็นเพียงการคุยโม้ของรัฐบาลเท่านั้นความ จริงน่าจะเป็นประชาวิบัติมากกว่า
ด้านนพ.บุรณัชย์ สมุทรักษ์ โฆษกพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวกรณีรัฐบาลประกาศนโยบายประชาวิวัฒน์ ว่าจะนำไปสู่การประกาศมาตรการในการแก้ไขปัญหา และยกระดับความเป็นอยู่ของประชาชน ในวันที่ 7 มกราคม 53 เป็นการยืนยันถึงความเป็นรูปธรรมการเดินหน้าปฏิรูปประเทศ โดยพื้นฐานความคิดเรื่องนี้จะให้ความสำคัญของการเข้าถึงโอกาสการเพิ่มความสามารถของประชาชนและลดภาระในการดำรงชีวิต ถือว่ามีความแตกต่างกับนโยบายประชานิยม ที่ใช้อำนาจทางการเมืองและระบบอุปถัมป์เป็นที่ตั้ง แตกต่างจากรัฐสวัสดิการตรงที่ไม่ใช้ทรัพยากรของรัฐเป็นที่ตั้ง เพราะแนวคิดเรื่องประชาวิวัฒน์นั้น เอาประชาชนเป็นที่ตั้ง และเป็นศูนย์รวมของการพัฒนา ทั้งเรื่องเศรษฐกิจ สังคม
แนวคิดเรื่องประชาวิวัฒน์นั้น มีพื้นฐานแนวความคิดมาจากการจัดทำสมัชชาประชาธิปัตย์ การจัดรับฟังความคิดเห็นของประชาชนผ่านโครงการ 6 วัน 63 ล้านความคิด การจัดรับฟังความคิดเห็นของคณะกรรมการอิสระ การสำรวจของสำนักงานสถิติแห่งชาติ ซึ่งทั้งหมดต่างยืนยันต่อการที่รัฐบาลจะนำแนวคิดนี้เข้าสู่การประกาศเป็นนโยบายกับช่วงปีสุดท้ายที่จะบริหารราชการแผ่นดิน โดยยืนยัน 3 หลักการคือ 1. การลดค่าครองชีพ ทั้งเรื่องของการขยายมาตรการลดค่าใช้จ่ายของครัวเรือน การเดินหน้าปรับโครงสร้างราคาสินค้าจำเป็น รวมทั้งการปฏิรูปโครงสร้างระบบพลังงานด้วย 2.การสร้างความมั่นคงให้กับผู้ประกอบอาชีพอิสระ ที่ยังไม่ได้อยู่ในระบบประกันสังคม รวมทั้งสามารถเข้าถึงแหล่งเงินทุนอื่น ๆ เช่น การร่วมสมทบกับกองทุนการออมแห่งชาติ เป็นต้น 3. การยกระดับการดูแลความปลอดภัยของประชาชนทุกคน
ส่วนข้อกังวลของประธานสภาอุตสาหกรรมในเรื่องความต่อเนื่องหากรัฐบาลมีการประกาศยุบสภาล่วงหน้า เรื่องนี้รัฐบาลยืนยันว่าจะไม่ส่งผลกระทบต่อโครงการต่าง ๆ ที่จะมีการประกาศออกไป เพราะจะดำเนินการควบคู่กับแผนปฏิรูปประเทศไทย ซึ่งคณะกรรมการปฏิรูปทั้ง 2 ชุด ได้ยืนยันว่ากรอบทำงานทั้ง 5 กรอบ ที่จะรับฟังความคิดเห็นจากผู้แทนสื่อมวลชนในวันพรุ่งนี้ ต่อการปฏิรูป 5 ด้าน ได้แก่ ปฏิรูปกระบวนการยุติธรรม สวัสดิการสังคม ภาษี การศึกษา และ อำนาจรัฐ นั้น จะเดินหน้าไม่ว่าจะเป็นรัฐบาลชุดนี้ หรือชุดต่อไป



