
เสกสรรค์ชี้ถ้ารัฐไทยรวมศูนย์อำนาจปท.หายนะ
เสกสรรค์ปาฐกถาชี้หากรัฐไทยรวมศูนย์อำนาจทำปท.หายนะ แนะกระจายอำนาจสู่ปชช.สร้างความเข้มแข็งให้ท้องถิ่น ยันปฏิรูปโครงสร้างอำนาจช่วยปฏิรูปการเมือง
(18ธ.ค.) เวลา 11.00 น.ที่ศูนย์ประชุมมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ศูนย์รังสิต จัดงาน “เปลี่ยนประเทศไทยด้วยพลังพลเมือง” ที่ศูนย์ประชุมมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ศูนย์รังสิต โดยดร.เสกสรรค์ ประเสริฐกุล คณะกรรมการปฏิรูปประเทศ กล่าวปาฐกถาพิเศษหัวข้อ“การปฏิรูปโครงสร้างอำนาจในประเทศไทย ความจำเป็นแห่งยุคสมัย”ว่า การจะเปลี่ยนแปลงอำนาจ จากการรวมศูนย์อยู่ข้างบน ให้อำนาจมาอยู่ที่ภาคพลเมือง จำเป็นต้องมีการปฏิรูปโครงสร้างอำนาจในประเทศ เราจำเป็นต้องมีการปฏิรูป เพื่อปรับเปลี่ยนอำนาจในประเทศไทย คำถามใหญ่คือ จะปฏิรูปโครงสร้างอย่างไร ปรับเปลี่ยนการรวมศูนย์อำนาจอย่างไร อำนาจไม่ใช่วัตถุสิ่งของ ให้คนแย่งยื้อมาถือครองได้ แต่อำนาจคือความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์กับมนุษย์ ในสังคมไทยยอมรับอำนาจของพระ พ่อแม่ ครูบาอาจารย์ หรือยอมรับอำนาจของนักการเมืองเพราะเชื่อว่าเขาจะทำเพื่อส่วนร่วม แต่ผู้ใช้อำนาจก็ต้องระวังในการใช้อำนาจด้วย ถ้าไม่มีการแก้ไขปรับปรุงก็จะเสียอำนาจในที่สุด แม้จะข่มขู่คุกคามให้อำนาจนั้นมีอยู่ แต่อำนาจนั้นก็ไม่ยั่งยืน
ดร.เสกสรรค์ กล่าวว่า ถามว่าอะไรทำให้คนมีอำนาจไม่เท่ากัน เพราะอำนาจมาจากเงิน บารมี และฐานะทางสังคม ความสัมพันธ์ทางอำนาจจึงเป็นแบบทางการและไม่ทางการ บางครั้งอำนาจไม่เป็นทางการอาจจะใหญ่กว่าอำนาจที่เป็นทางการก็ได้ อย่างบางจังหวัดนายทุนใหญ่กว่าผู้ว่าราชการจังหวัด เราต้องยอมรับว่าอำนาจของรัฐไทยเป็นแบบรวมศูนย์ ซึ่งก่อให้เกิดปัญหาอื่น ๆ ตามมาหลายเรื่อง ทำให้การเมืองไทยมีลักษณะคนชนะได้ไปหมด จึงทำให้ชนชั้นนำแย่งชิงอำนาจกัน การเอารัฐเป็นตัวตั้งสังคมเป็นตัวตาม ทำให้ประชาคมเฉื่อยชา และทำให้ประเทศไทยขาดรากฐานปกครองตัวเองแบบสมัยใหม่ การควบคุมศูนย์อำนาจให้อยู่แต่ในเมืองหลวงทำให้ท้องถิ่นอ่อนแอ ทำลายอัตลักษณ์ท้องถิ่น และสูญเสียอำนาจในการจัดการท้องถิ่น เมื่อประชาชนอ่อนแอ ปัญหาที่กลับมาที่ศูนย์อำนาจจึงมีจำนวนมาก
จากสถานการณ์ปัจจุบันนานาประเทศอยู่ภายใต้ระบบทุนนิยมโลกาภิวัฒน์ มีการยกเลิกพรมแดนการค้าการลงทุนรัฐไม่สามาถเข้าไปยุ่งเกี่ยวการค้าและการลงทุนได้ เพราะอยู่ที่กลไกการตลาด แล้วในประเทศไทยระบบทุนนิยมเข้ามาเต็มที่และเข้ามาในช่วงที่รัฐไทยรวมศูนย์อำนาจไว้อย่างเต็มเปี่ยม แต่กลับดูแลประชาชนได้น้อยลง จึงน่าคิดว่าปัจจุบันการรวมศูนย์อำนาจทำเพื่อใคร อยากถามว่ายุคทุนนิยมโลกาภิวัฒน์ การรวมศูนย์อำนาจจะดูแลประชาชนได้ทั่วถึงหรือไม่ แม้รัฐบาลมาจากการเลือกตั้งหรือรัฐประหารคนที่ได้รับประโยชน์มีแค่ส่วนน้อย ตนเห็นว่าการรวมศูนย์อำนาจทำร้ายประชาชน เราปฏิเสธไม่ได้ว่าการพัฒนาแนวทางนี้ทำให้เกิดความเลื่อมล้ำต่ำสูงอยู่มาก และตัวเลขที่น่าตกใจมากคือ 42 % ของเงินฝากในประเทศเป็นของคนแค่ 35,000 กว่าคน ทำให้ทรัพย์สิน 70 % ของประเทศเป็นของคนแค่ 20%
ความสัมพันธ์ของอำนาจไม่เป็นทางการโยงใยกับอำนาจที่เป็นทางการได้ ลูกนักการเมืองสามารถกลายเป็นนักการเมือง เป็นส.ส. เป็นรมต.ได้หรือบริษัทยักษ์ใหญ่สามารถให้รัฐบาลออกนโยบายเอื้อตัวเองได้ ก็เพราะเป็นการรวมศูนย์อำนาจ ในโครงสร้างอำนาจที่เป็นอยู่การเข้าถึงอำนาจได้มากน้อยเพียงใดอยู่ที่ฐานะทางเศรษฐกิจ หากเป็นผู้ชนะทางการค้าก็จะเป็นผู้ชนะทางการเมือง ตราบใดที่การจัดสรรทรัพยากรอำนาจอยู่ในตลาดเป็นสำคัญ อำนาจก็จะอยู่ในมือคนส่วนน้อย นั่นก็เป็นกลไกของตลาดคือ ตลาดจะไม่รับผิดชอบต่อผู้ที่แพ้ โครงสร้างรวมศูนย์อำนาจที่มีมา 100 กว่าปีไม่สามารถบำบัดทุกข์บำรุงสุขให้คนทั้งประเทศได้ เราต้องยอมรับการเปลี่ยนแปลงของโลกและต้องปรับเปลี่ยนให้เท่าทัน
“การปฏิรูปโครงสร้างอำนาจถือเป็นยุทธศาสตร์สำคัญให้ประเทศไทยอยู่ร่วมกับทุนนิยม โลกโลภาภิวัฒน์ได้ ในยุคโลภาภิวัฒน์แบบนี้ หากเอาประเทศไทยที่อ่อนแอ ไปวางไว้ในตลาด ความหายนะของคนส่วนใหญ่ก็หนีไมพ้น เราคงไม่สามารถรอคอยให้คนไทยส่วนใหญ่โตได้ในตลาดเสรีเพราะสภาพเป็นอยู่ เป็นไปไม่ได้และเป็นไปได้ยาก สิ่งที่ทำได้คือต้องเปลี่ยนอำนาจ เพิ่มอำนาจให้กับประชาชน ส่วนจะเริ่มที่ไหน คือต้องถ่ายโอนอำนาจจากส่วนกลาง ลงสู่ท้องถิ่นให้ได้ ถึงเวลาแล้วที่จะยกเลิกการวางแผนพัฒนาแบบรวมศูนย์ การบังคับใช้จากเบื้องบนลงมา แต่ควรให้ท้องถิ่นกำหนดแผนพัฒนาตัวเอง และรัฐบาลต้องยกเลิกแผนพัฒนาที่เหมือนกันหมด ไม่ใช่นิยามความสุขความเจริญแค่ค่าจีดีพีเท่านั้น” ดร.เสกสรรค์กล่าว
โครงสร้างของอำนาจต้องเปลี่ยนเป็นแนวราบมากขึ้น การทำหน้าที่พลเมืองของประชาชนต้องมีมากขึ้น การใช้อำนาจระบบอุปภัมภ์ต้องไม่มีในการปฏิรูปโครงสร้างอำนาจ ต่อไปรัฐจึงไม่ควรทำเรื่องใหญ่ ๆ โดยไม่ปรึกษาประชาชน ซึ่งทั้งหมดคือการเปลี่ยนแปลงอำนาจจากสังคมเป็นตัวตั้ง ให้เริ่มที่สังคมแล้วให้รัฐตอบสนอง เพื่อให้ประชาชนมีกลไกปกป้องตัวเองแทนมีชีวิตไปตามยถากรรม แต่ไม่ใช่เราปฏิเสธทุนนิยม หรืออำนาจรัฐส่วนกลาง แต่ต้องมีการปรับตัวให้ดีขึ้น หนทางที่ดีที่สุดคือให้ประชาชนแก้ไขปัญหาของตัวเอง การปฏิรูปโครงสร้างอำนาจก็ช่วยลดแรงกดดันระหว่างรัฐลงไปด้วย หากทำได้สำเร็จจะส่งผลให้อำนาจและการกุมอำนาจมีปริมาณลดลง ผู้ชนะไม่จำเป็นต้องได้ทุกอย่าง และอาจกล่าวได้ว่าเป็นการปฏิรูปทางการเมืองอีกแนวทางหนึ่ง ส่วนจะใช้พลังอำนาจที่ไหนในการขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลง สิ่งแรกคือต้องปรับปรุงทัศนคติ ต้องมีกรอบคิดที่จะไม่อาศัยอำนาจจากผู้มีอิทธิพล หันมาแก้ไขปัญหากันเอง เพราะทุกอย่างอยู่ที่ใจ สิ่งที่ต้องเร่งทำคือสร้างอำนาจที่ไม่เป็นทางการเมือง สร้างให้ประชาชนเป็นผู้มีตัวตน



