ข่าว

จ่อดึง"น้ำมันปาล์ม"เข้าบัญชีควบคุมสกัดการกักตุน-เชือดโรงงาน2แห่งไม่ขายน้ำตาล

จ่อดึง"น้ำมันปาล์ม"เข้าบัญชีควบคุมสกัดการกักตุน-เชือดโรงงาน2แห่งไม่ขายน้ำตาล

18 ธ.ค. 2553

พาณิชย์เล็งดึงน้ำมันปาล์มเข้าบัญชีสินค้าควบคุม ให้แจ้งสต็อกและการขนย้าย ป้องกันปัญหาการกักตุน ออกตรวจพบโรงงานน้ำตาล 2 แห่งในนครสวรรค์และระยองไม่ยอมขาย สั่งดำเนินคดีแล้วทั้งสองราย พร้อมกล่อมผู้ผลิตสินค้าตรึงราคาต่อถึงสิ้นมีนาคม

นางพรทิวา นาคาศัย รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยถึงปัญหาแก้ปัญหาน้ำมันปาล์มขาดแคลนว่า นอกจากจะเปิดให้มีการนำเข้าน้ำมันปาล์มดิบแล้ว กระทรวงพาณิชย์กำลังพิจารณาที่จะนำน้ำมันปาล์มเข้าบัญชีสินค้าควบคุม เพื่อให้มีการแจ้งสต็อกและแจ้งการขนย้ายสินค้า เพื่อป้องกันปัญหาการกักตุน จากที่ปัจจุบันมีการควบคุมราคาไว้เพียงอย่างเดียว โดยกำหนดเพดานราคาขายขวดบรรจุขนาด 1 ลิตร ไว้ที่ราคาขวดละ 38 บาท

 ส่วนปัญหาน้ำตาลทรายนั้น นางพรทิวากล่าวว่า กรมการค้าภายในได้ส่งเจ้าหน้าที่ออกตรวจสอบโรงงานน้ำตาลพบว่า มีโรงงานน้ำตาล 2 แห่งใน จ.นครสวรรค์และจ.ระยองปฏิเสธการจำหน่ายน้ำตาลทราย ซึ่งเป็นสินค้าควบคุมจึงได้สั่งดำเนินคดีกับทั้งสองโรงงานแล้ว มีโทษสูงสุดจำคุกไม่เกิน 7 ปี ปรับไม่เกิน 1.4 แสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

 "ในเรื่องราคาสินค้าได้มอบหมายให้กรมการค้าภายในดูแลราคาสินค้าให้เหมาะสม และปริมาณสินค้าให้เพียงพอกับความต้อง ซึ่งผู้ประกอบการส่วนใหญ่ตอบรับให้ความร่วมมือกับกระทรวงพาณิชย์ตรึงราคาไปจนถึงสิ้นเดือนมีนาคม 2554" นางพรทิวากล่าว

 ด้านนางวัชรี วิมุกตายน อธิบดีกรมการค้าภายใน กล่าวว่า ขณะนี้มีสินค้าบางรายการที่ยังมีปัญหาเรื่องปริมาณและราคาที่สูงอยู่ ได้แก่ น้ำตาลทราย กรมการค้าภายในจึงได้จัดส่งเจ้าหน้าที่ออกตรวจสอบทั้งระบบโดยได้ตรวจสอบทั้งโรงงานน้ำตาลทราย ผู้แทนจำหน่าย และผู้ครอบครอง ผลจากการตรวจสอบ ปรากฏว่ามีโรงงานน้ำตาลทราย 2 แห่ง ในพื้นที่ จ.นครสวรรค์และ จ.ระยองปฏิเสธการจำหน่ายน้ำตาลทราย จึงได้ดำเนินคดีกับโรงงานผู้ผลิตทั้ง 2 รายแล้ว ขณะนี้อยู่ระหว่างการพิจารณาส่งฟ้องของพนักงานสอบสวน

 “ขอให้โรงงานน้ำตาลทราย ผู้แทนจำหน่าย และผู้ครอบครองน้ำตาลทราย ปฏิบัติตามกฎหมายอย่างเคร่งครัด และหากประชาชนได้รับการร้องเรียนว่ามีการกักตุนหรือปฏิเสธการจำหน่ายจะดำเนินคดีตามกฎหมายอย่างเคร่งครัด และหากประชาชนไม่ได้รับความเป็นธรรมในการซื้อหรือจำหน่ายน้ำตาลทรายสามารถร้องเรียนได้ที่สายด่วนกรมการค้าภายใน 1569" นางวัชรีกล่าว

 นอกจากนี้ กระทรวงพาณิชย์ได้มีการลงนามบันทึกความตกลงเพื่อความเข้าใจ ระหว่างสำนักงานความร่วมมือทางวิชาการของเยอรมนี สมาคมการค้าเกษตรอินทรีย์ไทย มูลนิธิเพื่อนพึ่ง (ภาฯ) ยามยาก สภากาชาดไทย และธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร หรือ ธ.ก.ส. เพื่อร่วมกันผลักดันการผลิต และส่งเสริมตลาดสินค้าอินทรีย์ไทยให้แข็งแกร่งยิ่งขึ้น โดยทุกหน่วยงานจะร่วมสร้างการตระหนักรับรู้เรื่องสินค้าและบริการอินทรีย์ให้แก่ผู้บริโภค และจัดกิจกรรมส่งเสริมตลาดทั้งในและต่างประเทศ อาทิ การจัดคาราวานสินค้าอินทรีย์ และกิจกรรมทัวร์ฟาร์มอินทรีย์