
อมาตยา เซนแนะไทยหันหน้าคุยกัน
ใช้วิธีสานเสวนาคือการพูดคุยกันทุกฝ่ายทั้งรัฐบาล ฝ่ายค้าน เหตุปัญหาช่องว่างทางสังคมเป็นหน้าที่และความรับผิดชอบของทุกฝ่าย
(17ธ.ค.) ที่ศูนย์ประชุมสหประชาชาติ นายอมาตยา เซน นักเศรษฐศาสตร์รางวัลโนเบล ปี 2541 กล่าวปาฐกถาในหัวข้อสร้างความยุติธรรมเพื่อลดความเหลื่อมล้ำทางสังคม ในการประชุมสมัชชาสุขภาพ ครั้งที่ 3 ว่า ประเทศไทยมีความก้าวหน้าด้านการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมมาก มีระบบสุขภาพถ้วนหน้าซึ่งหาได้ยากในปัจจุบัน มีการปกครองในระบอบประชาธิปไตยที่ใช้รัฐธรรมนูญเป็นหลัก แต่อย่างไรก็ตามประเทศไทยยังมีช่องว่างที่สำคัญในสังคม จนเกิดเป็นวาทกรรมผู้มีอำนาจและมวลชนที่ไม่มีอำนาจ มีความไม่พอใจในชนชั้นนำ แต่อาจเป็นความไม่พอใจโดยขาดความรู้พื้นฐาน
นายอมาตยา เซน กล่าวว่า คำถามที่ต้องหาคำตอบคือทำไมความไม่พอใจยังคงมีอยู่ และสิ่งนี้มีโอกาสที่จะกลายเป็นความรุนแรงขึ้นได้ ซึ่งจะกระทบต่อการเอารัดเอาเปรียบทางการเมืองเพื่อสนองจุดมุ่งหมายบางอย่าง ทั้งนี้วิธีการแก้ปัญหาคือการสานเสวนา โดยต้องมีการพูดคุยกันทุกฝ่ายทั้งรัฐบาล ฝ่ายค้าน เพราะปัญหาช่องว่างทางสังคมเป็นหน้าที่และความรับผิดชอบของทุกฝ่ายในการแก้ไข
นายอมาตยา เซน กล่าวว่า ปัญหาที่เกิดขึ้นในประเทศไทยไม่ใช่ปัญหาที่โดดเด่นหรือแปลกประหลาดอะไร เป็นปัญหาที่เกิดกับประเทศอื่นๆ เช่นเดียวกัน โดยการแก้ปัญหาช่องว่างทางสังคมนั้นมีอยู่ 2 แนวทาง 1. แก้ปัญหาด้วยการมีส่วนร่วม หรือสานเสวนา 2. ปล่อยให้สังคมแตกออกเป็นกลุ่มก้อน เกิดการการรบราฆ่าฟันโดยไม่มีการพูดคุย
นายอมาตยา เซน กล่าวว่า ไม่ว่าช่องว่างทางสังคมจะมีจริงหรือได้รับการมองว่ามี แต่ถ้าคนในประเทศเห็นตรงกันว่าเป็นเรื่องสำคัญก็ควรต้องพูดคุยแลกเปลี่ยนกันเพื่อหาทางแก้ไข โดยสมัชชาก็ถือเป็นเครื่องมือหนึ่งในการปิดช่องว่างเหล่านี้
นายอมาตยา เซน กล่าวว่า ช่องว่างในสังคมแบ่งได้ 1. ช่องว่างเชิงภูมิภาค ซึ่งจะเกี่ยวข้องกับความแตกต่างที่เกิดจากพื้นที่ อาทิ ความแตกต่างระหว่างเมืองกับชนบท หรือปัญหาที่เกิดขึ้นเฉพาะบางภูมิภาค 2. ช่องว่างเชิงชนชั้น ความแตกต่างระหว่างคนรวยกับคนจน ซึ่งเป็นสาเหตุของความไม่เท่าเทียมและนำไปสู่ความไม่ลงรอยกันในสังคม 3. ช่องว่างเพศวิธี คือความแตกต่างระหว่างชายหญิง ซึ่งประเทศไทยถือว่าน้อยมากเมื่อเปรียบเทียบกับประเทศอื่นในภูมิภาคนี้ อย่างไรก็ตามก็ยังเป็นปัญหา อาทิ ความไม่ก้าวหน้าทางอาชีพ 4. ช่องว่างทางเสียงทางการเมือง ที่จะต้องผลักดันให้ชุมชนแดสงออกจนทำให้เกิดความสมดุล
นายอมาตยา เซน กล่าวว่า นอกจากนี้ยังมีช่องว่างอื่นๆ อาทิ ช่องว่างทางศาสนาและชุมชน ที่จะนำไปสู่ความแบ่งแยกในชุมชน ดังนั้นการดูแลชุมชนคนส่วนน้อยจึงเป็นงานท้าทายอย่างยิ่งในระบบประชาธิปไตย ที่สำคัญต้องทำให้คนกลุ่มใหญ่มีความเข้าใจ ช่องว่างระหว่างบุคคลพิการ ซึ่งเกิดขึ้นกับคน 1 ใน 10 ของโลก คือ 600 ล้านคน ซึ่งกระทบต่อวิถีชีวิต รายได้ในการยังชีพ จึงเป็นหน้าที่นักการเมืองที่จะเข้าไปดูแลเรือ่งนี้ ต้องมีการออกมาตรการทางสังคมให้แก่คนกลุ่มนี้
“ช่องว่างต่างๆ เหล่านี้จะนำไปสู่การแบ่งแยก โดยแต่ละส่วนมีความสำคัญอย่างยิ่ง และเมื่อความแตกแยกแต่ละส่วนมารวมกัน ก็ยิ่งทำให้เกิดเป็นความแตกแยกที่รุนแรงจนไม่น่าเชื่อ ” นายอมาตยา เซน กล่าว
ขณะเดียวกันนายอมาตยา เซน ได้ให้สัมภาษณ์กับสุทธิชัย หยุ่นด้วย



